วิกฤตอาหารและพลังงาน

ชุมชนกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บทเรียนจากพื้นที่และข้อเสนอเชิงนโยบาย

Submitted by admin on Fri, 2012-01-06 11:27
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นปรากฏ เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัย ความแห้งแล้ง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ส่งผลต่อการทำการเกษตร และการระบาดของโรคแมลง

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีการเกษตรยืนยันให้กรมวิชาการเกษตรยกเลิกการขึ้นทะเบียนสารพิษร้ายแรง 4 ชนิด

Submitted by admin on Mon, 2011-08-08 15:55
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
เครือข่ายวิชาการเตือนภัยสารเคมีเกษตรประเทศไทย

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีการเกษตรซึ่งประกอบไปด้วยแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการหลายสาขา องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และเครือข่ายเกษตรกร แถลงยืนยันให้กรมวิชาการเกษตรประกาศยกเลิกการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 4 ชนิด ได้แก่ อีพีเอ็น คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส ก่อนวันที่ 22 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ผู้ประกอบการจะต้องเอาสารเคมีการเกษตรมาขึ้นทะเบียนใหม่ตามกฎหมาย

เกษตรอินทรีย์ กอบกู้โลก

Submitted by admin on Sat, 2011-08-06 00:00
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

ความจริงของเกษตรอินทรีย์ ยังถูกพยายามกลบด้วยข้อมูลข่าวสาร และพลังสถาบันที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกับเกษตรเคมี ใครกระหายความจริง ต้องอ่าน

ประมวลนโยบายการจัดการผลผลิตทางการเกษตร การรับจำนำข้าว VS. การประกันรายได้เกษตรกร

Submitted by admin on Tue, 2011-07-19 16:01
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

พลันพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งที่ 26 สูงสุด นโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกราคาดีในช่วงหาเสียงก็จะถูกนำมาใช้แทนการรับประกันรายได้เกษตรกร โดยกำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้าไว้เกวียนละ 15,000 บาท และข้าวหอมมะลิเกวียนละ 20,000 บาท ควบคู่กับการออกบัตรเครดิตเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ซื้อปัจจัยการผลิตทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำมัน และค่าใช้จ่ายในการผลิตต่างๆ โดยใช้ผลผลิตเป็นหลักประกันให้สามารถกู้ได้ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 70 ของ

วิเคราะห์นโยบายที่เกี่ยวกับการเกษตรและข้อเสนอทางนโยบาย

Submitted by admin on Fri, 2011-06-17 10:15
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ เป็นนโยบายประชานิยมที่มุ่งจูงใจเกษตรกรให้ลงคะแนนให้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีความแตกต่างอยู่บ้างระหว่างระบบการสนับสนุนเกษตรกรของพรรคการเมืองต่างๆและจำนวนเงินที่ใช้ในการสนับสนุน

ในการพิจารณานโยบายการเกษตรของพรรคการเมือง มีประเด็นที่มีความสำคัญที่ควรพิจารณา 4 เรื่อง ได้แก่  หนึ่งนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดิน  สองนโยบายการสนับสนุนราคาสินค้าเกษตร สามนโยบายการชลประทาน และสี่เรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตรเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤตอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม
 
1. พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์มีจุดแข็งเรื่องนโยบายประกันรายได้ ซึ่งดีกว่านโยบายประกันราคาหรือรับจำนำซึ่งเข้าไปแทรกแซงระบบตลาดและนำไปสู่การคอรัปชั่นและเงินมักจะร่วงหล่นไม่ถึงมือเกษตรกร อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญก็คือการประกันรายได้ซึ่งมีวงเงินถึง 56,000 ล้านบาทนั้น  มิได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตร และการลดต้นทุนการผลิต พูดง่ายๆก็คือจำนวนเงินที่สนับสนุนการเกษตรในที่สุดจะไหลไปสู่นายทุนบริษัทปุ๋ย สารเคมีการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทหลายแห่งที่จะได้ประโยชน์เป็นพวกที่เคยซื้อโต๊ะสนับสนุนเงินให้กับพรรคการเมืองต่างๆนั่นเอง
 
นโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดินของประชาธิปัตย์ดูเป็นรูปธรรมและชัดเจนกว่าหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโฉนดที่ดินในที่ดินของรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้ได้ประมาณ 250,000 ราย การดำเนินการดังกล่าวของพรรคนี้อาจทำให้แก้ปัญหาที่ดินของเกษตรกรได้ประมาณ 10% ของเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินในปัจจุบัน แต่คำถามสำคัญก็คือ เมื่อประชาธิปัตย์ดำรงตำแหน่งรัฐบาลนั้นทำไมโฉนดชุมชนจึงทำได้แค่พื้นที่เดียวคือคลองโยง นครปฐมเท่านั้น
 
นโยบายการหาเสียงของประชาธิปัตย์จึงไม่ได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างคือการปฏิรูปที่ดินเลย แม้แต่เรื่องกฎหมายภาษีที่ดินที่ถูกนำเสนอโดยพรรคนี้ก็มีปัญหาขัดแย้งกันเองภายใน เพราะคนที่ลุกขึ้นมาค้านก็คือคนในประชาธิปัตย์เอง และมิได้มีการนำกฎหมายนี้เข้าไปสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสมัยที่พรรคยังเป็นรัฐบาล 
2. พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยควรจะมีนโยบายการเกษตรที่เกี่ยวกับเกษตรกรที่ดีกว่าประชาธิปัตย์ แต่กลับแย่กว่า ทั้งๆที่มีฐานเสียงที่เป็นเกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก และการที่ใกล้ชิดกับขบวนการคนเสื้อแดง พรรคนี้ควรจะมีนโยบายที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตรและปัญหาที่ดินและการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแต่กลับละเลยเรื่องสำคัญที่ควรทำไปแทบทั้งหมด
 
การกลับไปหานโยบายรับจำนำนโยบายนี้จะทำลายกลไกการตลาด เปิดช่องให้มีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ และเปิดช่องให้มีการคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนนโยบายการพักชำระหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้ไม่เกินห้าแสนบาท ไม่น้อยกว่า 3 ปี และสำหรับผู้ที่มีหนี้เกินห้าแสนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านให้ปรับโครงสร้างหนี้ อาจบรรเทาปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้ชั่วระยะเวลาสั้นๆแต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเลย ที่สำคัญนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรของพรรคนี้จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินชาวนาเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะยิ่งการกำหนดให้นำเงินกู้ไปซื้อปุ๋ยและสารเคมีการเกษตร เพราะในที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทปุ๋ย สารเคมีการเกษตร และบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ
 
นโยบายการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาชลประทานของพรรคเพื่อไทยสะท้อนความอับจนของแนวความคิดการชลประทานของประเทศไทยที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศแต่กลับพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านหายใจ
อย่างไรก็ตาม นโยบายที่พรรคเพื่อไทยพูดควรได้รับคำชมคือ นโยบายการส่งเสริมการการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและชุมชนท้องถิ่นต่างๆ อย่างเป็นธรรมและสมดุล รวมถึงการให้ความสำคัญกับการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประชาชนควรจับตาดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร หากพรรคเพื่อไทยสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
 
3.พรรคภูมิใจไทย
ข้อเสนอเกทับพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยโดยเพิ่มเงินประกันรายได้ถึงข้าวเปลือกตันละ 20,000 นั้น แม้จะสร้างความพอใจต่อชาวนา แต่จะเกิดปัญหาระยะยาวเพราะมุ่งแต่หาเสียง เพราะนโยบายประเภทนี้ไม่ทำให้เกษตรกรได้พัฒนาตนเองและไม่ได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเลย อีกทั้งทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระงบประมาณเกินความจำเป็น
 
ข้อเด่นของพรรคภูมิใจไทยคือนโยบายเรื่องชลประทาน ซึ่งเน้นที่การจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยไม่ต้องสร้างเขื่อน ฝาย หรืออ่างเก็บน้ำขึ้นมาใหม่ ปัญหาคือว่าโครงการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีบทบาทในการบริหารกระทรวงเกษตรก็มิได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย เมื่อเปรียบเทียบการบทบาทในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ และการสร้างถนนปลอดฝุ่น เป็นต้น
 
พรรคภูมิใจไทยยังคงส่งเสริมการขยายพื้นที่การปลูกยางออกไปในภาคเหนือและอีสานแต่สิ่งที่พรรคการเมืองต่างๆต้องคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบก็คือการส่งเสริมการปลูกยางตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเผชิญกับความผันผวนทางการตลาด เพราะปริมาณการผลิตยางที่เพิ่มขึ้นของหลายประเทศทั่วโลกจะเกินความต้องการของตลาดในอีก 7-10 ปีข้างหน้า อีกทั้งต้องรับมือกับการผันผวนของราคาอันเกิดจากปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการปลูกพืชเศรษฐกิจ/พืชทดแทนน้ำมันกับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งแทบไม่ปรากฎอยู่ในนโยบายพรรคการเมืองทุกพรรครวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย
 
4. พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคนี้เป็นพรรคเดียวที่กล่าวถึงนโยบายการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังน่ากังขาว่าจะทำได้เพียงใดเพราะในขณะที่พรรคมีรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่ปรากฎว่าได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืนแต่ประการใด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้มีการผ่อนผันการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้แก่บริษัทสารเคมีการเกษตรสามารถขายต่อได้อีก 2 ปี ทั้งๆที่ควรดำเนินการให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีใหม่ให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
 
พรรคนี้มีความพยายามที่จะผลักดันนโยบายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม แต่ก็ทำได้เพียงแค่อักษรในกระดาษเหมือนนโยบายภาษีที่ดินของประชาธิปัตย์ เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนให้ผ่านสภาได้สำเร็จ
 
5. พรรคการเมืองอื่นๆ
 
พรรคกิจสังคมผลักดันนโยบายชลประทานระบบท่อ ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล โครงการชลประทานในลักษณะนี้เป็นระบบชลประทานรวมศูนย์ไร้ประสิทธิภาพ และเท่าที่ผ่านมา โครงการทดลองชลประทานระบบท่อถูกทิ้งร้างเป็นอนุสาวรีย์ เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งท่อแตก ท่อตัน น้ำไม่พอ และขาดการดูแล เป็นโครงการขายฝันที่ไม่น่าสนับสนุน
พรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อแผ่นดินที่มีนโยบายนำโครงการจำนำข้าวกลับมาใช้ใหม่ นโยบายนี้จะทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย
 
พรรครักษ์สันติมีนโยบายที่ดีในการสร้างข้อกำหนดและข้อจำกัดการลงทุนทางการเกษตรต่างชาติเพื่อประโยชน์เกษตรกรไทย แต่นโยบายการโซนนิ่งทางการเกษตรที่เสนอโดยพรรคนี้นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากทำแบบรวมศูนย์จะสร้างผลกระทบทางลบมากกว่า
 

ข้อเสนอนโยบายเกษตร

ข้อเสนอทั้งหมดอยู่ภายใต้ฐานคิดของการลดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในระบบการผลิตทางการเกษตร อีกทั้งปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคเกษตรเพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับวิกฤติอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

 
1.ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดินและการจัดสรรที่ดินแก่เกษตรกร
ให้มีการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อนำมาจัดสรรแก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยควบคู่กับการมีนโยบายภาษีที่ดินก้าวหน้า และการจำกัดขนาดการถือครองที่ดินของผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่งเสริมการนำโฉนดชุมชนมาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายการดำเนินการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรได้ทั้งหมดอย่างน้อย 1 ล้านรายในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า หรือปีละ 250,000 ราย
 
2.การประกันรายได้แก่เกษตรกรเพื่อการปรับโครงสร้างการเกษตร
สนับสนุนนโยบายประกันรายได้ของเกษตรกรและการพักชำระหนี้ โดยให้มีการกำหนดเกณฑ์ประกันรายได้ของเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรกรรมอินทรีย์ต้องมีส่วนต่างมากกว่าเกษตรกรทั่วไป 25% พักชำระหนี้ทันทีให้กับเกษตรกรที่เปลี่ยนจากเกษตรทั่วไปมาเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 5-10 ปี  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ต้องปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรที่ประสงค์จะปรับโครงสร้างการเกษตรมาเป็นเกษตรยั่งยืน (Green Credit) อย่างน้อยให้ได้ 25% ของยอดการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด
 
3.ส่งเสริมระบบชลประทานในไร่นาและการจัดการน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน
จัดสรรงบประมาณต่อปีเทียบเท่ากับงบประมาณการก่อสร้างรถไฟฟ้า 1 สาย (ประมาณ 50,000 – 60,000 ล้านบาท) เพื่อส่งเสริมการจัดหาแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกร ในรูปสระเก็บน้ำ บ่อบาดาล ฯลฯ และสนับสนุนการดำเนินการของชุมชนหรือกลุ่มชุมชนในการจัดระบบชลประทานของตนเอง และมีการบริหารน้ำเป็นของตนเอง
 
การลงทุนด้านการชลประทานถือเป็นการ “ลงทุน” ที่คุ้มค่า เพราะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการชลประทานที่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองมากกว่าชนบท อย่างไรก็ตามการลงทุนด้านชลประทานต้องควบคู่ไปกับการปฏิรูปที่ดินด้วย เพราะมิฉะนั้นงบประมาณด้านชลประทานจะกลายเป็นการสนับสนุนเจ้าของที่ดินรายใหญ่และกลุ่มทุนทางการเกษตรที่ถือครองที่ดินไว้ในมือเป็นจำนวนมาก
 
4.กำหนดนโยบายความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองทางอาหารให้เป็นวาระของประเทศ
ยกระดับการพึ่งพาตนเองทางอาหารของครอบครัวเกษตรกรและชุมชนให้เพิ่มขึ้น กำหนดนโยบายความมั่นคงทางอาหารโดยกำหนดให้ “การผลิตอาหารต้องมาก่อนการผลิตพืชพลังงาน” (Food First Policy)  สนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจชุมชนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ พ่อแม่พันธุ์สัตว์เลี้ยง ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ การผลิตอาหารสัตว์ เพื่อลดการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่ทางการเกษตร รวมถึงมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากความแปรปรวนของภูมิอากาศ และการระบาดของโรคแมลง ลดปัญหาสารเคมีและสารพิษตกค้างในอาหารและการเกษตรลงโดยการลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ได้ครึ่งหนึ่ง ให้มีพื้นที่การผลิตแบบอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อย 50% ในอีกสิบปีข้างหน้า พร้อมๆกับการพัฒนาระบบตลาดในท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร หุ้นส่วนการผลิตระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค (Community Supported Agriculture) และความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างเกษตรกรกับกรรมกร โดยการขายผลผลิตอาหารจากกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจท้องถิ่นให้กับสหภาพแรงงานหรือสหกรณ์ของผู้ใช้แรงงานในเขตอุตสาหกรรมในราคาที่ยุติธรรม

 

จะเอาประกันราคา หรือว่ารับจำนำกันดีล่ะพี่น้อง ?

Submitted by admin on Wed, 2011-06-15 00:00
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ชาวนา ลูกหลานพญาคันคาก

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันนี้ พรรคการเมืองหลายพรรคต่างก็มีนโยบายด้านการเกษตรออกมาหาเสียง ที่น่าสนใจคือ นโยบายประกันรายได้ และนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก  ที่ถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศ  จากข้อมูลเมื่อเดือน ตุลาคม 2553 มีตัวเลขผู้มาลงทะเบียนเกษตรกรแล้วกว่า 6,796,241 ครอบครัว มีจำนวนเกษตรกร 19,824,665 ราย   เกษตรกรจำนวนทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการนี้โดยตรง  เพราะปัจจุบันนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรจะดำเนินการโดยใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกรเกือบทั้งสิ้น

คำถามหลักที่น่าสนใจ ก็คือว่า เกษตรกรอยากจะได้ ประกันรายได้แบบรัฐบาลประชาธิปัตย์หรือว่า อยากจะได้แบบรับจำนำข้าวเปลือก ของพรรคเพื่อไทยกันแน่ ?
 
เริ่มจากนโยบายประกันรายได้ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ให้เงินชดเชยส่วนต่างของราคาข้าวเปลือกกับเกษตรกรในลักษณะของการอิงกับพื้นที่ตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยไม่เกินครอบครัวละ 30 ไร่  และจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน 30 ตัน 
 
เหตุผลความชอบใจของชาวบ้านต่อนโยบายนี้ก็คือ เมื่อเทียบกับแบบรับจำนำแล้ว เขาได้เงินทันทีหลังจากที่ขายข้าว และ ยังได้เงินส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า เงินตาม คือเงินชดเชยส่วนต่าง ตามมาทีหลังอีก แน่นอนว่า คนที่ชอบแบบนี้ ทุกคนมีความพอใจกับเงินตาม ที่ได้เป็นเงินก้อน   แม้ว่าราคาข้าวที่ขายจะไม่สูงนัก แต่พอรวมกับเงินตามที่ได้จากส่วนต่างแล้ว ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ แม้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว ราคาขายข้าวเมื่อรวมเงินตามแล้วจะต่ำกว่าราคาเกณฑ์อ้างอิงก็ตาม เช่น กรณีชาวนาปรัง โดยปกติชาวนาเกี่ยวข้าวขายสดเลย โรงสีก็จะหักค่าความชื้นออก แต่ราคาตามเกณฑ์เป็นราคาที่ความชื้น 15% ซึ่ง ในความเป็นจริงไม่น่าจะมีเกษตรกรนาปรังคนใดขายข้าวที่ความชื้น 15%แน่นอน  
 
นอกจากนี้ความน่าสนใจอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าจะมีข้าวขายหรือไม่มีข้าวขาย การประกันราคา ก็จะให้เงินชดเชยส่วนต่างกับชาวนาทุกคนอย่างทั่วถึง ต่างกับการรับจำนำ ที่เกษตรกรจะต้องมีข้าวไปขายโรงสีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ในราคารับจำนำ ถ้าเกิดข้าวเสียหาย เกิดโรคระบาด ผลผลิตได้น้อย กรณีนี้เกษตรกรก็อาจจะไม่ได้เงินมากนักแม้ว่าราคารับจำนำจะสูงก็ตาม
 
และยังน่าสนใจอีกว่าชาวนาที่มีที่นาน้อย อาจจะไม่เกิน 30 ไร่ มีแนวโน้มที่จะชอบการประกันรายได้มากกว่าการรับจำนำ
 
สำหรับเกษตรข้าวนาปี กรณีทางภาคอีสาน ชาวบ้านส่วนใหญ่น่าจะชอบประกันรายได้มากกว่ารับจำนำ เพราะเขาได้เงินเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะขายข้าวหรือไม่ขายข้าวก็ตาม เพราะโดยมากแล้วชาวนาทางภาคอีสานจะเก็บข้าวไว้กินส่วนหนึ่งและขายบ้างบางส่วน เมื่อการประกันรายได้อิงเกณฑ์ตามพื้นที่ทำนา ทำให้เงินชดเชยส่วนต่างไปถึงทุกครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียน แม้ว่าจะมีส่วนต่างไม่มากนักก็ตาม
 
ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุผลความพอใจของเกษตรกรต่อนโยบายการประกันรายได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาจากโครงการนี้ ก็มีให้เห็นไม่ต่างจากโครงการอื่นๆของรัฐบาล แต่โครงการนี้ถือว่าสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเกือบยี่สิบล้านคนทั่วประเทศ
 
ปัญหาที่พบก็มีมากมาย เช่น ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกโครงการมีเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าร่วม ทำให้เสียสิทธิ์ไป ดังนั้นจึงพบว่าการเปิดลงทะเบียนในรอบต่อๆมา จะมีผู้มาแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกันเพิ่มขึ้นเท่าตัว และในช่วงรอบแรกของโครงการที่การดำเนินงานยังไม่รัดกุม ในช่วงเวลานั้นพบว่านอกจากการแจ้งแปลงนาแล้ว ยังมีการแจ้ง ที่บ้าน ที่สวน ที่ไร่ ร่วมด้วย ทำให้ตัวเลขพื้นที่นาที่รัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นในรอบหลัง จึงมีการกำหนดให้ต้องถ่ายรูปแปลงนาประกอบด้วย
 
นอกจากนี้การจำกัดพื้นที่และจำกัดเพดาน ซึ่งรอบแรกจำกัดไว้ที่ 25 ตัน และเพิ่มเป็น 30 ตันในรอบนาปีของปี 2553 การจำกัดในลักษณะนี้ส่งผลผระทบต่อคนที่ทำนามากกว่า 30 ไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องมีความยุ่งยากมากขึ้นในการที่จะให้ได้เงินชดเชยตามพื้นที่ที่เขาทำนาจริงมากที่สุด จึงมีทั้ง แบ่งโฉนด ย้ายทะเบียนบ้าน หาคนมาลงทะเบียนแทน   เพราะเพดานที่จำกัดไว้นั้น หากชาวนาแจ้งตามเพดาน แต่ถ้าเขาทำนามากกว่านั้น แสดงว่าข้าวส่วนที่เหลือก็ต้องขายในราคาที่ถูกกว่าราคาประกันมาก ต่างกันอย่างน้อย 1,000-2,000 บาท เลยทีเดียว หนักเข้า ก็มักจะถูกหาว่าชาวบ้านโกง ทั้งที่ในความเห็นของชาวบ้านแล้ว เขารู้สึกว่านั่นเป็นเงินส่วนที่เขาควรจะได้มิใช่หรือ  นอกจากนี้แล้ว การขึ้นลงของราคาข้าวตามเกณฑ์อ้างอิงนั้นก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหมายถึง เงินค่าชดเชยส่วนต่างที่แตกต่างกันในลักษณะนี้จึงทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเขาต้องคอยลุ้นว่าจะได้ราคาที่เท่าไหร่ ได้ส่วนต่างที่เท่าไหร่ ชาวบ้านหลายคนจึงบอกว่า ที่เขาเรียกเงินตามนั้นถูกแล้วเพราะเขาต้องคอยตามเงินว่าจะได้เท่าไหร่กันแน่
 
มาถึงนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกของพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าชาวบ้านที่ชอบนโยบายรับจำนำ พวกเขาฝันถึงข้าวราคาเกวียนละ 15,000 บาท ที่เขาเคยได้ และมั่นใจว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเขาจะได้ขายข้าวที่ราคานี้ หรือยังไงก็ไม่ต่ำกว่าเกวียนละหมื่นแน่ๆสำหรับข้าวนาปรัง  ส่วนพวกพ่อค้าโรงสีก็คงรอนโยบายนี้ด้วยใจจดใจจ่อด้วยเหมือนกันเพราะงบประมาณจากโครงการนี้นั้นมหาศาลทีเดียว ยิ่งในช่วงนี้ยังมีข่าวว่าบรรดาโรงสีพากันซื้อข้าวกักตุนไว้เพราะข้าวตามนโยบายประกันรายได้มีราคาถูก แล้ว รอเอาข้าวไว้ขายในช่วงหลังเลือกตั้งที่พวกเขาคาดว่าจะมีการรับจำนำข้าวเกิดขึ้นแน่นอน
 
มาดูเหตุผลความชอบใจของเกษตรกรต่อโครงการรับจำนำข้าว แน่นอนว่ามีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่พอใจและรู้สึกมั่นใจกับนโยบายรับจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย เหตุผลความชอบใจประการหนึ่งคือ เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าข้าวที่เขาขายได้มีราคาสูงกว่าการประกันราคา และไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดด้วยพื้นที่ แม้ว่าจะมีการจำกัดเพดานไว้ที่ 45 ตัน ก็ตาม ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ จากการรับจำนำ โดยไม่ต้องมาคอยลุ้นว่าจะได้ส่วนต่างเท่าไหร่กันแน่  ชาวนาที่ทำนาหลายๆไร่ และทำนาได้ผลผลิต 80 ถัง หรือขึ้นไปถึงไร่ละตัน เขาย่อมพอใจและมีความสุขที่ได้ขายข้าวราคาสูงตามปริมาณข้าวที่เขาได้เก็บเกี่ยวจริง โดยไม่ต้องมาใช้วิธีพิเศษจนถูกเรียกว่า โกง อย่างที่มีข่าวกัน และอาจจะปล่อยให้คำนี้ตกไปอยู่ที่บรรดาพ่อค้าโรงสี ที่หัวดีกว่าชาวนา (ฮ่าฮ่า)  ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ก็รู้ว่าส่วนใหญ่โรงสีก็มักจะมีวิธีพิเศษเช่นกัน แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าข้าวที่เขาขายได้นั้นขอให้มีราคาสูงก็พอ  
 
เมื่อพูดถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ลงทะเบียน เพื่อร่วมโครงการ ดูเหมือนว่าชาวนาส่วนใหญ่จะชอบ วิธีปฏิบัติแบบรับจำนำกันเสียมาก ด้วยเพราะเขาให้เหตุผลว่า ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อน ไม่ต้องมีเอกสาร และขั้นตอนมากมายเหมือนการประกันราคา ที่ชาวนาต้องวิ่งถ่ายสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งเจ้าของนาหวงนักหวงหนา ต้องถ่ายรูปแปลงนา ต้องรอประชาคม  แต่การรับจำนำเพียงแต่เอาใบขายข้าวจากโรงสีไปยื่นที่ ธกส. แล้วรอเงินโอนเข้าบัญชีเท่านั้น อย่างไรก็ตามชาวบ้านบอกว่า ทั้งการประกันรายได้ และการรับจำนำ นั้นชาวบ้านต้องรอการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งอาจจะใช้เวลานานเกือบเดือนก็มี  
 
ชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็นว่าการรับจำนำเปิดโอกาสให้ชาวนาเลือกราคาข้าวได้มากกว่าการประกันรายได้ เช่น ในช่วงที่ข้าวราคาดี ชาวนาก็อาจจะตัดสินใจขายสด คือขายไม่เข้าโครงการ แต่เอาเงินสดไปเลย แต่ถ้ายังไม่พอใจราคา ก็อาจจะเข้าโครงการรับจำนำ แล้วรอราคาข้าวให้ข้าวราคาดี แล้วค่อยขายก็ได้  แต่กรณีนี้ชาวนาที่ต้องการเงินสดหมุนเวียนอาจจะไม่ชอบนักเพราะต้องรออีกระยะจึงจะได้รับเงิน แม้ว่าจะได้รับเงินมากกว่าขายสดก็ตาม 
 
อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการรับจำนำที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอยู่มากทีเดียว แม้ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริง ชาวนาก็ยังขายได้ต่ำกว่าราคารับจำนำ เพราะถูกหักค่าความชื้นอยู่ดี แต่ยังไงก็ถือว่าดีกว่าการประกันรายได้
 
แต่จุดที่เป็นปัญหาของโครงการรับจำนำนั้นดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับโรงสีเกือบทั้งสิ้น เพราะโครงการนี้ดำเนินการผ่านโรงสี ต่างจากการประกันรายได้ที่ดำเนินการผ่านชาวนาโดยตรง ทำให้ในขั้นตอนปฏิบัติการ มีวิธีพิเศษมากมายที่โรงสีสามารถทำกำไรจากโครงการลักษณะนี้ ในขณะที่การประกันรายได้ลดบทบาทของพ่อค้าโรงสีไป แต่ก็ทำให้พ่อค้ามีโอกาสกดราคารับซื้อได้มากขึ้น แต่การรับจำนำนั้นโรงสีมีบทบาทสำคัญ และเป็นการเปิดโอกาสให้โรงสีสามารถใช้วิธีพิเศษกับโครงการนี้ได้โดยไม่ยากนัก ดังที่เป็นข่าวทราบกันทั่วไป
 
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ นโยบายรับจำนำนั้นชาวบ้านที่ปลูกข้าวนาปีทั้งไว้กินและแบ่งขายบ้าง อาจจะไม่ได้ประโยชน์นักจากนโยบายรับจำนำ แม้ว่าจะมีการตั้งเกณฑ์รับซื้อไว้สูง แต่เอาข้าวจริงๆ แล้ว ข้าวที่ชาวนานำไปขายนั้นมีจำนวนไม่มากนัก และราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีนั้น ก็จะถูกพ่อค้ากดราคารับซื้ออยู่แล้ว เช่น ข้าวหอมมะลิ ถ้าราคารับจำนำอยู่ที่ 15,000 บาท ราคาที่ชาวบ้านขายได้ในเวลานั้นก็น่าจะอยู่ที่ 11,000-12,000 บาท เท่านั้น แต่พอถึงช่วงข้าวแพง ชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่มีข้าวขาย ผลประโยชน์ของการรับจำนำจึงน่าจะไปตกอยู่กับโรงสีมากกว่า 
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบการใช้งบประมาณระหว่างการรับจำนำกับการประกันรายได้ พบว่าการรับจำนำนั้นใช้งบประมาณมากกว่าการประกันรายได้อยู่มากทีเดียว เพราะการรับจำนำนอกจากต้องใช้งบสำหรับการรับซื้อข้าวแล้วยังต้องมีงบประมาณสำหรับการจัดเก็บอีกด้วย แต่ก็เถอะ รัฐบาลใช้งบประมาณไปอุดหนุนภาคธุรกิจอื่นๆ ก็ตั้งมากมาย แล้วถ้างบประมาณจะมาอุดหนุนชาวนารายย่อยบ้างจะเป็นไรไป แม่นบ่พี่น้อง
 
คำถามสุดท้าย แล้ววันเลือกตั้งชาวบ้านจะเลือกนโยบายแบบไหน จากการสอบถามเกษตรกรจำนวนหนึ่ง พบว่ามีทั้งคน ที่ชอบ และ ไม่ชอบ นโยบายการประกันรายได้ และนโยบายรับจำนำ และความชอบหรือไม่ชอบในสองนโยบายนี้ ก็อาจจะไม่เกี่ยวกันนักกับความนิยมในพรรคการเมืองนั้นๆ แต่อาจเกี่ยวข้องกับความพอใจกับรายได้ที่ได้จากการขายข้าวเป็นสำคัญ และเป็นไปได้อย่างมากที่ พี่น้องชาวอีสาน ถึงแม้ว่าจะชอบประกันรายได้ แต่ว่าจะกาเบอร์หนึ่ง (ฮ่า ฮ่า)

 

ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขและเยียวยาปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

Submitted by admin on Wed, 2010-11-03 00:00
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี
ภัยน้ำท่วมครั้งนี้ได้ซ้ำเติมปัญหาของเกษตรกร ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมาได้เผชิญกับภัยพิบัติอันเกิดจากการระบาดของศัตรูพืช และภัยแล้ง ให้ทุกข์ร้อนมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะการสูญเสียที่ดิน และการพอกพูนของปัญหาหนี้สิน และยากที่จะฟื้นฟูชีวิตของตนให้ให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิมได้ภายในระยะเวลา 3-5 ปี
 
            สำนักงานปฏิรูประบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) ภายใต้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับ ประธานกลุ่มเกษตรกร จ.อยุธยา มูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI) ธรรมเกษตร และมูลนิธิเพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ได้จัดประชุมเพื่อเสนอแนะทางออกในการแก้และเยียวยาปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น โดยมีข้อเสนอดังต่อไปนี้
 

ประมวลปัญหาน้ำท่วมและข้อเสนอจากหลายมุมมอง

Submitted by admin on Tue, 2010-11-02 12:26
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ฝ่ายข้อมูลจึงได้ประมวลข้อมูลจากฝ่ายต่าง ๆ เพื่อเห็นภาพของสถานการณ์ ดังเอกสารด้านล่าง

ข้อเสนอเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพต่ออาเซียน

Submitted by admin on Wed, 2009-11-11 00:00
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

สถานะของปัญหา

1.กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเกิดขึ้นโดยทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในเขตร้อน มีความหลากหลายของระบบนิเวศ และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองของประชาชนในอาเซียนซึ่งได้อาศัยพึ่งพิงและมีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับป่าและทรัพยากรชีวภาพอย่างใกล้ชิด

2.ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นพื้นฐานของความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ อันเป็นที่มาของความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ ยังเป็นที่มาของภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคและการผลิตยา

3.ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของอาเซียนถูกกล่าวถึงและขับเคลื่อนโดยให้ความสำคัญกับมิติในทางการค้า เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน และการเจรจาการค้าระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคอื่น เช่น อาเซียนกับสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น

ชาวไร่ข้าวโพดน่านจี้รัฐเลื่อนใช้ FTA อาเซียนสกัดผลผลิตราคาถูกจากเพื่อนบ้านถล่มตลาด

Submitted by admin on Fri, 2009-09-18 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
thaiblognews

  

น่าน กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเมืองน่าน ยื่น 5 ข้อเรียกร้องผ่าน วีระชัย วีระเมธีกุล จี้เลื่อนบังคับใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เร่งเอกสารสิทธิ์ชุมชน ห้ามปลูกข้าวโพดเพิ่ม ฯลฯ