นันทวัลย์ สกุนตนาคนันทวัลย์ สกุนตนาคในปี 2554 ที่ผ่านมา บทสรุปการส่งออกของไทยทำได้ที่มูลค่า 228,825.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (รูปเงินบาท 6.89 ล้านล้านบาท)ขยายตัวในอัตรา 17.16% เมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 15% แม้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติมหาอุทกภัย แต่จากอานิสงส์ช่วง 9 เดือนแรกที่ทำตัวเลขได้ดี ปิดทั้งปีตัวเลขจึงยังสูงกว่าเป้าหมาย ขึ้นต้นศักราชใหม่ปี 2555 พร้อมกับมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่จากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ภาคการส่งออกของไทยเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรนั้น "ฐานเศรษฐกิจ"สัมภาษณ์ "นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค" อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ถึงทิศทาง แนวโน้ม เป้าหมาย และแผนงานในการขับเคลื่อน
-เป้าท้าทายขยายตัวที่ 15%
ต่อเป้าหมายการส่งออกในปี 2555 นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ยังคงเป้าหมายเดิมที่นายกิตติรัตน์ได้กำหนดเป้าไว้ขยายตัวที่ 15%(มูลค่าประมาณ 263,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งล่าสุดรัฐมนตรีพาณิชย์คนใหม่ยังคงเป้าส่งออกไว้ที่ 15% ตามเดิม เป้าดังกล่าวจะเกินกำลังหรือไม่ เธอตอบว่า "น่าจะไม่เกินความพยายาม ปีที่แล้วหากไม่สะดุดในไตรมาสสุดท้ายคงได้ 20% อยู่แล้ว แต่ได้ 17% ก็ถือว่ายังดี แต่ฐานตัวเลขปีที่ผ่านมาก็ถือว่าสูงจะได้ตามเป้าหรือไม่ก็คงไม่ง่าย เพราะเป้าส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สูงกว่าของสำนักพยากรณ์อื่นๆ เช่น สภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ที่ตั้งไว้ไม่เกิน 10% แต่ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ถือเป็น Target (เป้าหมาย) เป็นเป้าพยายาม ไม่ใช่เป็น Forecast (คาดการณ์)เหมือนหน่วยงานอื่น"
-ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง
ต่อปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 15% ในปีนี้เธอกล่าวว่า มีหลายประการที่สำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจเอเชียคาดว่าจะยังขยายตัวได้ดี โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียในปี 2555 จะขยายตัว 6.1% (ข้อมูลเดือนกันยายน 2554)เป็นผลจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าปี 2554 รวมถึงการขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพระดับสูงของจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย จะช่วยลดผลกระทบกรณีที่เศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่จะขยายตัวในระดับต่ำ
นอกจากนี้มีปัจจัยจากแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรและอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย รวมถึงนโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรราคาสูงของรัฐบาล การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกของไทย หลังอุทกภัยผ่านพ้นไป สินค้าไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ผลจากการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)หลายฉบับ เช่นกับ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก รวมถึง มาตรการเร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อ การปรับลดภาษีรายได้นิติบุคคล การสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า และการลงทุน
ส่วนปัจจัยลบหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลต่อการส่งออกที่สำคัญได้แก่ ปัญหาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง แม้คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะโตประมาณ 4% แต่ยังคงมีความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่ยังขยายตัวน้อย และมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปจะลุกลามสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพิ่มคืออิตาลี ส่งผลต่อความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง หากเฉลี่ยเกิน 110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ก็จะทำให้เศรษฐกิจโลกโตช้าลง และกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการที่จะสูงขึ้น ปัญหาภัยธรรมชาติเช่นน้ำท่วม ที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงในประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบทางการเกษตร เป็นต้น
"การส่งออกรายไตรมาสของไทยในปีนี้ คาดในไตรมาสแรกในแต่ละเดือนจะขยายตัวใกล้ๆ 0% เพราะหลายอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวจากน้ำท่วมใน 7 นิคมใหญ่ แต่ในไตรมาสที่ 2 ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ จะกลับมาผลิตได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และจะทำให้ไตรมาสที่ 2, 3 และ 4 ดีขึ้น โดยไตรมาสสุดท้ายจะดีที่สุด ยานยนต์และชิ้นส่วนบอกว่าทั้งปีนี้น่าจะบวกได้ 20% และภาพรวมหลายอุตสาหกรรมจะบวกอย่างน้อย 10%"
-อัด 411 โครงการดันสุดลิ่ม
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก แต่ทางกรมก็ได้จัดเตรียมแผนงานในการผลักดันการส่งออกในปี 2555 ไว้รวมถึง 411 โครงการ จะเน้นหนักในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกให้มากที่สุด ได้แก่ การจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ การนำเอกชนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ 99 งาน การจัดงานแสดงสินค้าไทยในต่างประเทศ อาทิ อาเซียน 13 ครั้ง อินเดีย 3 ครั้ง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับหางสรรพสินค้าหรือผู้นำเข้าในต่างประเทศ การจัดคณะผู้แทนการค้าเยือนงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ(2,000 ราย) เป็นต้น ตลอดจนมีโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก เช่น โครงการตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Thaitrade.com โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่สากล(AEC) การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปแสวงหาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเพื่อขยายช่องทางการค้าการลงทุนในต่างประเทศ และล่าสุดทางกรมได้เปิดตัวโครงการส่งเสริมการสร้างแบรนด์ Thailand Trust Quality โดยสร้างตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (TTM) เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพสินค้าและบริการของไทย แทนตราสัญลักษณ์ Thailand's Brand ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2533
-เจ้ากระทรวงสั่งติวเข้ม
นางนันทวัลย์ กล่าวด้วยว่า ได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ในหลายเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งดำเนินแผนงาน/โครงการในเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) โดยนอกจากการขยายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านแล้วให้เน้นเรื่องการสนับสนุนนักลงทุนไทยให้ออกไปลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นโดยปีนี้จะเน้นประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์นี้ กรมจะนำคณะเอกชน 36 บริษัท จากหลายอุตสาหกรรมเยือนพม่า ซึ่งได้เรียนเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการส่งออกคนใหม่(ภูมิ สาระผล)ให้เดินทางไปด้วย นอกจากนี้ให้ทำงานเชิงรุกในเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวง และนอกกระทรวงเพื่อผลักดันแผนงานและเป้าหมายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม การจัดทำฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ การเร่งผลักดันโครงการครัวไทยสู่โลก
"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของทุกหน่วยงานเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ ทั้งนี้หากการดำเนินงานใดๆ ประสบปัญหาขอให้หน่วยงานเร่งรายงานให้ทราบทันที ขณะเดียวกันทางกรมยังได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในชื่อภาษาอังกฤษคือ Department of International Trade Promotion หรือ DITP แทนชื่อกรมส่งเสริมการส่งออก หรือ DEP เดิม เพราะภารกิจของกรมจากนี้ไปไม่ใช่ส่งเสริมการส่งออกอย่างเดียว แต่จะทำหน้าที่ส่งเสริมการค้าแบบสองทางคือทั้งการส่งออก และการนำเข้าวัตถุดิบ และการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การค้า การลงทุนไทยขยายตัวมากขึ้นและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ขณะนี้ชื่อภาษาอังกฤษได้รับความเห็นชอบจากท่านรัฐมนตรีกิตติรัตน์ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนชื่อภาษาไทยยังมีขั้นตอนทางกฎหมายต้องเข้า ครม. ต้องเข้าสภาก่อน"





