เปิดเสรีการเพาะพันธุ์พืช ชาวไทยได้อะไร?

Submitted by info on Fri, 2009-10-30 20:56

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ .. โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org.
มติชนสุดสัปดาห์ 30 ต.ค. 52

ปิด ฉากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนไปเรียบร้อย แต่ประเด็นร้อนที่ยังค้างคาใจหน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านการเกษตร สมุนไพร พืชและป่าไม้ เนื่องจากรัฐบาลไทยไฟเขียวเตรียมเปิดเสรีการลงทุน ในภาคเกษตรที่สำคัญ 3 สาขาคือ (1) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช (2) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ (3) การทำป่าไม้จากป่าปลูก โดยอนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและถือหุ้นใหญ่ในกิจการทั้ง 3 ประเภทได้ ทั้งนี้ โดยมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ.2553 เป็นต้นไป

ชาวไทยแต่โบราณกาลเข้าใจดี 2 เรื่อง คือ 1.อาหารและยาหรืออาหารและสมุนไพร เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ อาหารได้จากพันธุ์พืชนานาชนิดที่เราคุ้นเคย เช่น ข้าว ซึ่งเป็นธัญญาหารที่โดดเด่นของไทย และข้าวเป็นยาสมุนไพรอย่างไรจะขยายความต่อไป 2.ต้นธารของอาหาร ที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์อยู่ที่ "เมล็ดพันธุ์" หรือ "พันธุ์พืช" ที่ได้จากการเพาะขยายด้วยวิธีการต่างๆ คนไทยอีกจำนวนมากยังไม่รู้ว่า นอกจากเมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์แล้ว ไทยยังส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี

นี่ยังไม่นับพันธุ์พืชท้องถิ่น และพันธุ์พืชที่หลากหลายเต็มแผ่นดินที่เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพร คนไทยร่ำรวยสิ่งที่เรียกว่า "ทรัพย์ในดินสินในน้ำ" อย่างมาก มีการประเมินกันว่า ประเทศไทยมีจำนวนของชนิดพืชประมาณ 10,000 ถึง 12,000 ชนิด แต่จู่ๆ ไม่รู้รัฐบาลไทยกินอาหารผิดอะไรเข้าไป จึงคิดเปิดเสรีการลงทุนใน 3 ด้านข้างต้น ที่เป็นขุมทรัพย์ของคนไทย

เมื่อเหลียวมองเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ทั้งประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม เขาไม่เล่นด้วยกับการเปิดเสรีทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะเรื่องเพาะพันธุ์พืช สัตว์น้ำ และป่าไม้จากป่าปลูก เป็นแหล่งเงินทองแบบน้ำซึมบ่อทรายไม่รู้จบ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนต้องกินอาหารและต้องการยาจากป่าไม่รู้จบเช่นกัน

การเปิดเสรีคือการเข้าถึงข้อมูลทุกด้าน เข้าถึงแหล่งพันธุ์ เข้าถึงภูมิปัญญา และใช้ที่ดินของไทยได้อย่างเสรี เราต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบที่สุด แม้ในเวลานี้ยังไม่เปิดเสรี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ได้ส่งเสริมให้นักลงทุนจากประเทศออสเตรเลียเข้ามาลงทุนปลูกต้นกฤษณา (agar wood) และไม้จันทน์หอม (sandal wood) ในพื้นที่ขนาดใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรี ดังนั้น หากเปิดให้มีการเปิดเสรีการลงทุนใน 3 สาขาดังกล่าวข้างต้น จะยิ่งเปิดทางสะดวกให้นักลงทุนข้ามชาติ บรรษัทยาและอาหารข้ามชาติ เข้ามายึดครองทรัพยากรของประเทศโดยสะดวก

มิตรรักแฟนพันธุ์แท้สมุนไพรต้องช่วยกันติดตามให้ดี

กลับ มาสู่ประโยชน์ของข้าว หลังออกพรรษาต่อลอยกระทงเป็นเวลาของการเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ พันธุ์ข้าวยอดนิยมของชาวโลก และถือว่าเป็นอาหารยอดนิยมต่อเนื่องมาแต่โบราณนับพันๆ ปี ข้าวเป็นอาหารหลักของโลก และในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากนักวิจัยย้อนกลับไปศึกษาภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่พูดถึงข้าวงอก จนพบความมหัศจรรย์ของข้าวงอกว่ามีสาระสำคัญเรียกว่า กาบา (GABA) เรียกเป็นภาษาเคมีว่า Gamma Aminobutyric acid

สารชนิดนี้มีสรรพคุณลดความเครียด ลดความกังวล ช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลาย บำรุงประสาทลด อาการอัลไซเมอร์ส และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันช่วยควบคุมน้ำหนักตัว และการกินข้าวงอกได้ประโยชน์กว่ากินข้าวธรรมดา

ถ้าใครจะกินข้าวงอก แนะนำให้เลือกกินข้าวงอกจากข้าวกล้อง ดีกว่างอกจากข้าวขาวหรือข้าวขัดสีแล้ว และถ้าจะย้อนยุคชอบกินข้าวฮาง ซึ่งเครือข่ายหมอพื้นบ้านจังหวัดสกลนคร เล่าถึงวิธีทำไว้ว่า ในอดีตต้นข้าวโตแต่ยังไม่ถึงระยะเก็บเกี่ยวได้ คือเป็นระยะที่จะนำไปทำข้าวเม่าได้แต่ข้าวยังไม่แก่จัดพอที่จะเก็บเกี่ยว หรือดูที่ใบข้าวเริ่มเหลือง ให้เกี่ยวข้าวเปลือกช่วงนี้มาบ่มหรือห่อด้วยเสื่อไว้ 2 คืน แล้วใช้ช้อนหรือไม้บางๆ ขูดเมล็ดข้าวออกจากรวง จากนั้นนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง แล้วนำไปนึ่งประมาณ 40-60 นาที ยกลง แล้วใช้น้ำเย็นราดให้เปียกทั่วถึง ทิ้งไว้ 20 นาที ค่อยราดน้ำเย็นอีกครั้ง จากนั้นนำข้าวที่นึ่งไปตากผึ่งแดดให้แห้ง 1-2 วัน แล้วไปตำกะเทาะเปลือกออกหรือไปสีด้วยเครื่องสี

ข้าวฮางจะมีเมล็ดสวยสีเหลืองตามธรรมชาติ จมูกข้าวอยู่ครบ จึงมีรำข้าว เส้นใยอาหาร และคุณค่าอาหารอยู่ครบถ้วน เมื่อนำไปหุงมีกลิ่นหอม รสชาติอร่อยครบคุณค่าทางโภชนาการด้วย ทั้งข้าวฮางและข้าวงอก เคยฮิตในสังคมไทยมาก แต่ปัจจุบันเริ่มซาๆ ไปเพราะกระแสอื่นกลบ ทั้งๆ ที่เป็นของดี จึงเชิญชวนให้คนไทยกินกันต่อไป

นอกจากนี้ หากมีอาการไข้ ร้อนใน แต่โบราณถือว่าข้าวมีคุณสมบัติเย็น ดื่มน้ำซาวข้าวผสมเกลือเล็กน้อย แก้ร้อนในได้ หรือใช้น้ำซาวข้าวละลายกับยาเขียว ใช้แก้ไข้ได้ ข้าวยังช่วยดับพิษจากอาหารต่างๆ เช่น กินเห็ดพิษ ให้คั้นน้ำใบย่านาง ผสมกับน้ำซาวข้าวดื่ม หรือใบย่านาง 3 กำมือ นำมาโขลกตำกับข้าวสารดิบ 1 หยิบมือ ผสมน้ำเล็กน้อย ตำคั้นให้ได้น้ำสัก 1 ถ้วยแกง ผสมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มรวดเดียว แก้พิษจากอาหาร

ข้าวยังเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวชั้นยอด พันธุ์ข้าว พันธุ์พืชอื่นๆ และพันธุ์สมุนไพรจึงมีความสำคัญมาก เราจะยอมเปิดให้ทุนใหญ่เข้ามาเปิดเสรีเช่นนั้นหรือ คำถามที่ยังสงสัยอยู่...ชาวไทยได้อะไร?