ผลวิจัยพบโครงการรัฐก่อหนี้เกษตรกรเพียบแนะ1ล้านครัวเรือนปรับอาชีพหนี้ยากจน

Submitted by info on Fri, 2009-11-13 11:44

ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 12 พ.ย. 52 - เปิดผลวิจัยหนี้สินเกษตรกร พบโครงการกองทุนหมู่บ้าน แปลงทรัพย์สินเป็นทุนฉุดเกษตรกรเป็นหนี้มากสุด เนะรัฐช่วยเกษตรกรไร้ที่ดิน และที่ดินทำกินน้อยกว่า 1 ล้านรายเปลี่ยนอาชีพหลีกหนีความยากจน พร้อมทั้งนำหลักเกษตรพอเพียงปรับปรุงที่ดินแก้ความยากจน ระบุ ปัญหาหลักมาจากความฟุ้มเฟ้อ เห่อปลุกพืชใหม่ ใช้สารเคมีตามโฆษณา ต้นเหตุของความจน จี้ผลิตปุ๋ย ยาฆ่าแมลงใช้เอง ลดต้นทุนการผลิต หนุนคุณภาพชีวิตเกษตรกรเติบโตยั่งยืน

ปัญหาความยากจนของเกษตรกร เป็นปัญหาที่หมักหมมมานานของสังคมไทยที่ทุกพรรคการเมืองต่างชูเป็นนโยบาย หลักในการหาเสียงเพื่อที่จะได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะเดียวกัน แทบทุกรัฐบาลที่เข้ามาปกครองประเทศ ต่างก็แก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรแบบเฉพาะหน้า ปัดปัญหาให้ผ่านไปเป็นวันๆ เช่น การยกหนี้ให้กับเกษตรกร การจำนำราคา โดยไม่มีใครสนใจที่จะเข้ามาสางปัญหานี้อย่างขุดรากถอนโคน จึงทำให้หนี้สินใหม่เกิดขึ้นซ้ำซาก และเกษตรกรก็จนลงเรื่อยๆ

วิทยา เจียรพันธุ์ นายกสมาคมนักวิจัย ได้เปิดเผยถึงผลการวิจัยในเรื่องหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตรกรไทยในชนบท พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหนี้สินเกษตรกรไม่ได้ลดลงเลย เนื่องจากอาชีพเกษตรกรที่มีลักษณะแตกต่างจากอาชีพ อื่นๆมีอัตราการเพิ่มของรายได้ต่ำมาก เห็นได้จากราคาสินค้าเกษตรหลักๆ ตลอดระยะเวลา 10-20 ปี มีมูลค่าเพิ่มขึ้นน้อยมากและส่วนใหญ่ไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ จึงทำให้ราคาสินค้าลดลงตลอดเวลา ขณะเดียวกันปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดินที่มีลดลงเรื่อยๆ ตามขนาดครอบครัวที่ขยายออกไป จึงทำให้เกษตรกรจนลงเรื่อยๆ ประกอบกับการแก้ไขปัญหาของภาครัฐที่ผ่านมา มุ่งเพียงแต่การบรรเทาความเดือดร้อนที่ปลายเหตุ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร การพยุงราคาสินค้า แต่ไม่เคยมีใครลงลึกไปแก้ไขปัญหาต้นทุกการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นมาก

ระบุกองทุนหมู่บ้านทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้นโยบายการปลดหนี้ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน และโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ได้มีผลต่อการเป็นหนี้ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะโครงการดังกล่าวรัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนในชนบทเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ง่าย ทั้งๆที่ไม่มีหลักประกันใดๆ รวมทั้งยังเป็นการขยายวงเงินกู้ในขณะที่รายได้เกษตรกรไม่ได้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของเกษตรกรไทยในปี 2542 มีหนี้สิน 71,713 บาท ปี 2543 มีหนี้สิน 68,405 บาท ปี2544 มีหน้สิน 68,279 บาท ปี 2545 มีหนี้สิน 82,485 บาท ปี2547 มีหนี้สิน 104,571 บาท ปี2549 มีหนี้สิน 116,585 บาท และในปี 2550 มีหนี้สิน 116,681 บาท ซึ่งในการแก้ไขหนี้สินของเกษตรกร ควรจะให้เม็ดเงินผ่านทางองค์การบริหารท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์กรชาวบ้านต่างๆให้เป็นผู้ดูแลกันเอง เพราะมีความใกล้ชิดกับลูกหนี้ และรู้ว่าเกษตรกรแต่ละคนมีศักยภาพการใช้หนี้ได้มากน้อยเพียงไร ส่วนการให้เงินผ่านกองทุนหมู่บ้านนั้น จะต้องให้ความเข้าใจกับประชาชนด้วยว่าไม่ใช้เงินที่รัฐบาลให้ฟรี แต่เป็นเงินเพื่อนำไปสร้างรายได้เพิ่ม รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนลดละเลิกดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อให้รายจ่ายของประชาชนลดลง นอกจากนี้โครงการปลดหนี้เกษตรกรต่างๆ จะต้องเจาะจงเฉพาะเกษตรกรที่มีหนิ้สินจากการทำกิน ไม่ใช้หนี้สินจากความฟุ้มเฟ้อ หรือการพนัน

แนะเกษตรกร1ล้านรายเปลี่ยนอาชีพหนี้ตาย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรจะเข้ามาแบ่งกลุ่มเกษตรกรจากกลุ่มที่มีศักยภาพต่ำสุด ไปจนถึงกลุ่มที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยในกลุ่มแรก จะเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่ดินทำกิน ซึ่งกลุ่มนี้จะมีเกษตรกรประมาณ10% ของเกษตรกรทั้งประเทศ หรือประมารณ 5-6 แสนราย ซึ่งรัฐบาลควรเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด โดยการให้ออกจากอาชีพเกษตรกร แล้วรัฐบาลเข้าไปส่งเสริมให้ไปประกอบอาชีพอื่น ที่สร้างรายได้ที่มากกว่า เช่น ผลิตสินค้าหัตถกรรม หรืออาชีพบริการอื่นๆ เช่น ขายอาหารเป็นต้น กลุ่มที่ 2 เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินน้อย ในระดับ 5 ไร่ลงมา มีจำนวนเกษตรกรประมาณ 6-8 แสนราย หรือคิดเป็นกว่า 10% ของเกษตรกรทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรส่วนนี้จะมีที่ดินลดลงเรื่อยๆตามจำนวนครอบครัวที่ขยายออก จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเข้าไปส่งเสริมการคุมกำหนิด เพื่อให้ลูกหลานมีที่ดินทำกินต่อไป ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเป็นเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ก็ควรจะส่งเสริมให้หันไปประกอบอาชีพอื่นเหมือนกลุ่มแรก

กลุ่มที่ 3 เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินในระดับ 5-10ไร่ โดยเกษตรกรกลุ่มนี้ต้องเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของระบบเกษตรพอเพียง หรือเกษตรผสมผสาน เพิ่มกิจกรรมในที่ดินของตัวเองให้มาก เป็นการทำเกษตรเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด ผลผลิตที่เหลือจากการใช้ในชีวิตประจำวันค่อยนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในกลุ่มนี้ถ้าทำการเกษตรตามความต้องการของตลาดจะอยู่ไม่ได้ เพราะมีต้นทุนสูง และราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนไม่สามารถหลุดพ้นวงจรหนี้สินได้ แต่ที่สำคัญต้องรณรงค์ให้เกษตรกรกลุ่มนี้ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือน เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และเกษตรกรกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่มีที่ดิน 10 ไร่ขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วน 75% ของเกษตรกรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พออยู่ได้ แต่จะต้องเพิ่มเติมในการพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้นเช่น การลดพึ่งพาสารเคมี และจักรกลการเกษตร โดยการผลิตปุ๋ย และสารปราบศัตรูพืชจากสมุนไพรใช้เอง และลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย เช่น การจัดงานบวช งานแต่ง อย่างใหญ่โตหรูหรา ซึ่งจะทำให้มีรายได้ที่มั่นคง ส่วนรัฐบาลควรเข้าไปส่งเสริมเรื่องการทำบัญชีครัวเรือน และการลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่เกษตรกรที่ปลู่กพืชจำพวกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลยืนต้นบางส่วนสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งรัฐควรเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการตลาด

โครงการหลักประกันสุขภาพฯลดรายจ่ายมากสุด

สำหรับโครงการของรัฐที่เกษตรกรเข้าร่วมมากที่สุด ได้แก่ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการกองทุนหมู่บ้าน และโครงการบัญชีครัวเรือน ส่วนโครงการที่เกษตรกรเห็นว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะทำให้ต้นทุนการดำเนินชีวิตของเกษตรกรลดลงอย่างมาก รองลงมาเป็นโครงการพักชำระหนี้ และโครงการกองทุนหมู่บ้าน ส่วนโครงการที่เห็นว่าเป็นประโยชน์น้อยที่สุด ได้แก่ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และโครงการบัญชีครัวเรือน

ขณะที่สาเหตุหลักของการมีหนี้ของเกษตรกรส่วนใหญ่จะมาจากการชอบความ ทันสมัยของเกษตรกร หรืออีกนัยหนึ่งคือความต้องการลอกเลียนแบบการบริโภคของชนชั้นกลางในเมือง รวมทั้งการไม่ยอมปรับตัวของเกษตรกรที่สูงอายุ และมีการศึกษาน้อยในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในการทำเกตร ก็ทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การที่เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชตามกระแส หรือการการใช้เครื่องมือการเกษตร และสารเคมีตัวใหม่ๆตามโฆษณา ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นหนี้เพิ่มขึ้น