ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 3 ธ.ค. 52 - 1 ม.ค.53 เขตการค้าเสรีอาเซียนจะมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเหลือ 0% และในปี 2558 การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสาระสำคัญคือ จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเคลื่อนย้ายทุนระหว่างกันอย่างเสรีกลายเป็นฐานการผลิต และอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะรวมตัวกันเป็นตลาดเดียวกัน
แม้จำนวนผู้บริโภคจะเพิ่มมากถึง 580 ล้านคน แต่ถามว่าไทยมีศักยภาพ ขีดความสามารถ และยุทธศาสตร์ในการช่วงชิงตลาดเหล่านี้มากน้อยสักแค่ไหน
ที่ผ่านมามีการจัดสัมมนาระดมความคิดหลายเวทีเพื่อเตรียมพร้อมในการ สร้างความเข้มแข็งให้กับนักธุรกิจไทยรับการแข่งขันในเวทีโลก เนื่องจากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าจากการที่ภาคการเมืองไทย อ่อนแอมาก ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไร้ทิศทาง และสูญเสียโอกาสในการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย
สำหรับยุทธศาสตร์ที่จะใช้ต่อสู้ เพื่อให้ไทยสามารถมีพื้นที่ยืนอยู่ได้ในเวทีโลกที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ได้แก่ ประการแรก กำหนดวิสัยทัศน์และแผนที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยจะนำร่องใน 7 ธุรกิจสำคัญก่อน เช่น ธุรกิจเกษตรและอาหาร ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจสิ่งทอ และธุรกิจค้าชายแดน โดยให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำการติดตามผล หลังจากดำเนินการได้ระยะหนึ่งว่ามีการดำเนินการตามแผนไปถึงไหน ได้ผลเป็นอย่างไร ส่วนแผนไหนที่ไม่ได้ผลจะมีการทบทวนและปรับวิธีการทำงานต่อไป
ในเรื่องนี้ทางหอการค้าไทยจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ และในอีก 4-5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าจะทำแผนยุทธศาสตร์ได้ถึง 50-60 ธุรกิจ คิดเป็น 80-90% ของกลุ่มธุรกิจในบ้านเรา
ประการที่สอง กำหนดบทบาทใหม่ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยจะต้องมีการหารือเพื่อสร้างกลไกในการทำงานระหว่าง กรอ.ใหญ่ส่วนกลาง และระดับ กรอ.จังหวัด ให้ทำงานประสานกันอย่างได้ผลมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอของภาคธุรกิจทุกระดับอย่างได้ผลมากขึ้น
ประการที่สาม ให้การสนับสนุนภาคธุรกิจในสาขาที่เปิดเสรีแล้วไทยได้เปรียบ เช่น สาขาสุขภาพ ซึ่งเป็นสาขาเร่งรัดการเปิดเสรีของอาเซียนทั้งด้านการค้าสินค้าและภาคบริการ (ครอบคลุมการจัดตั้งธุรกิจบริการและการเคลื่อนย้ายแรงงาน) โดยอัตราภาษีของสินค้าสาขาเร่งรัดถูกลดลงเหลือร้อยละ 0 ไปแล้วตั้งแต่ปี 2550 สำหรับประเทศอาเซียนเดิม 6 ประเทศ (ASEAN-6) สำหรับภาคบริการสาขาสุขภาพ อาเซียนต้องเปิดตลาดโดยยกเลิกเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดทั้งหมด รวมทั้งขยายเพดานการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนเป็นร้อยละ 70 ภายในปี 2553
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่าการเปิดเสรีสาขาสุขภาพของอาเซียนน่าจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ ไทยด้านโอกาสการขยายธุรกิจบริการรักษาพยาบาลในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน 4 ประเทศ (CLMV) ได้แก่ เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา แม้ว่าธุรกิจบริการรักษาพยาบาลของไทยยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรทางการ แพทย์ที่ถือเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการขยายตัวของธุรกิจรักษาพยาบาลของไทย ทั้งในและต่างประเทศ ที่ภาครัฐและเอกชนอาจต้องร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ไข
นอกจากนี้ ผลของการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนของอาเซียนและการพัฒนาเส้นทางเชื่อม โยงการขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอินโดจีนที่ประกอบด้วย ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ไทย และจีน โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้การเดินทางไปมาของประชาชนในภูมิภาคอินโดจีนผ่าน เส้นทางคมนาคมทางบกมีความรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งน่าจะสร้างโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนของไทยเข้าไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจตาม บริเวณหัวเมืองหลักๆ ตามภูมิภาคของไทย เช่น พิษณุโลก เพื่อรองรับการเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลของกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้น
ประการที่สี่ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า แทนที่จะมุ่งแข่งขันด้านราคา เช่น กรณีของตลาดข้าวที่กำลังจะลดภาษีนำเข้าข้าวเหลือ 0% ในวันที่ 1 ม.ค.53
จริงอยู่แม้วันนี้ไทยจะเป็นแชมป์ส่งออกข้าว แต่จากกรณีบรรดาประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่นๆ เช่น เวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ และล่าสุดเพิ่งประกาศลดค่าเงิน "ด่อง" ส่งผลให้ข้าวไทยมีราคาแพงกว่าเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา ลาว และพม่า ที่เริ่มขยับปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นทดแทนข้าวไทย ดังนั้น ข้าวไทยจึงต้องหาทางออกด้วยการสร้างนวัตกรรมให้กับสินค้า เช่น การผลิตอาหารพร้อมทานเพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ เช่น ข้าวผัดธัญพืช ข้าวสวยอัดกระป๋องพร้อมรับประทาน เพียงอุ่นด้วยไมโครเวฟก็ทานได้ สินค้าข้าวออร์แกนิก น้ำข้าวกล้อง โจ๊กข้าวกล้อง อาหารเด็ก และเครื่องดื่มข้าวกล้องให้พลังงาน
ดังนั้น สินค้าเกษตรอื่นๆ จึงควรเร่งหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเองได้แล้วในวันนี้
ประการที่ห้า เปลี่ยนจากการส่งออกผลิตภัณฑ์มาเป็นส่งออกบริการ ด้วยความพร้อมและเชี่ยวชาญงานบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว โรงแรม ธุรกิจสปา ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจประเภทนี้มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากไทยมีผู้เชี่ยวชาญอยู่มาก และมีความพร้อมพื้นฐานหลายประการ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม สาธารณูปโภค อัตราค่าบริการสมเหตุสมผล ส่วนจุดอ่อนคือ การขาดยุทธศาสตร์หลักในการผลักดันแผนท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมือง
ประการที่หก เปลี่ยนบทบาทจากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตรทางการค้า แม้หลายสินค้าไทยจะมีความพร้อมมากกว่า แต่สินค้าอีกหลายรายการไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยสาขาธุรกิจที่คาดว่าได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปิดเสรี AEC นั้น จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยี หรือความสามารถเฉพาะทาง เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ยางพลาสติก เป็นต้น เพราะนอกจากไม่มีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนแล้ว ยังต้องแข่งกันด้านคุณภาพ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งประเทศที่มีความพร้อมสูงกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ และมาเลเซีย จะได้ประโยชน์ในส่วนนี้สูง
แต่ก็มีสินค้าหลายรายการที่ได้ประโยชน์ หากพิจารณาจากการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปยัง ประเทศปลายทางกลุ่มอาเซียน มีอัตราเติบโตต่อเนื่อง โดยมูลค่ารวมต่อปี (หน่วย:ล้านบาท) ประมาณ 360,769.11 แบ่งเป็นมาเลเซีย 94,487.64 สิงคโปร์ 61,153.22 อินโดนีเซีย 54,162.75 เวียดนาม 52,949.77 ฟิลิปปินส์ 26,788.23 กัมพูชา 26,515.43 ลาว 22,472.82 พม่า 21,472.71 และบรูไน 766.54
ทั้งนี้ เมื่อเปิดเสรี AEC แล้ว จะทำให้มูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีไปอาเซียน เติบโตขึ้นอีกกว่า 25% โดยสาขาที่จะได้ประโยชน์ระหว่างไทย-มาเลเซีย ได้แก่ กลุ่มอาหารฮาลาล ไทย-ลาว ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และไบโอดีเซล ไทย-เวียดนาม ได้แก่ สิ่งทอแฟชั่น ไทย-พม่า ได้แก่ อัญมณี วัสดุก่อสร้าง ไทย-หยุนหนาน ได้แก่ อาหารทะเล และไทย-อินโดนีเซีย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์หนัง
จุดสังเกตประการหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ในการส่งออกไปประเทศที่พื้นฐานเศรษฐกิจด้อยกว่า แต่สำหรับประเทศที่พื้นฐานเศรษฐกิจใกล้เคียง หรือเหนือกว่า อย่างเช่นสิงคโปร์ และมาเลเซีย จะได้ประโยชน์จากการไปแชร์ตลาด ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนบทบาทจากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตรทางการค้า


