ชำแหละร่างพ.ร.บ.แร่ เอื้อทุนบุกป่า...กินใช้กันแค่ชั่วอายุคน

Submitted by info on Mon, 2009-12-14 10:37

มติชน 13 ธ.ค. 52 - คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแร่ พ.ศ..... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งสาระสำคัญหลายประการสร้างความกังวลใจให้กับเครือข่ายภาคประชาชนเพราะ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ได้รับสัมปทาน ดังนี้

แร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง

การ บัญญัติให้ผู้ถือประทานบัตรได้สิทธิในแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำ เหมืองโดยอัตโนมัติ ตามมาตรา 34 (1) ที่ระบุว่า "ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิในแร่ที่ระบุในประทานบัตรและแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอย ได้จากการทำเหมือง" อาจทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพยากรแร่อันเป็นสมบัติของประเทศชาติ และประชาชนอย่างสะดวก ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและประชาชน อย่างเช่น การทำเหมืองแร่ทองคำ หากพบแร่เงิน เหล็ก และอื่นๆ ก็ถือเสียว่าแร่นั้นๆ เป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่ทองคำ ทั้งที่ควรจะต้องมีการศึกษาผลกระทบ การขออนุญาต และการเสียค่าภาคหลวงแร่แยกเฉพาะต่างหาก

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาร่วมกับบทนิยามคำว่า "แร่" ในมาตรา 4 ที่ได้รวมไปถึง หิน ดิน ทราย เพื่ออุตสาหกรรมด้วย โดยที่การประกาศกำหนดประเภทหิน ดิน ทราย เพื่ออุตสาหกรรม จากเดิมที่ต้องประกาศเป็นกฎกระทรวงก็บัญญัติเพียงให้ออกเป็นประกาศกระทรวง ที่มีขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาน้อยกว่า จะเห็นว่าทั้งสองมาตรามีเนื้อหาที่สอดรับกันในลักษณะที่จะเอื้อให้เกิดการ กอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรได้มากขึ้นอีก เช่น ผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำสามารถขนหิน ดิน ทราย ที่เป็นแร่ผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่ทองคำนำไปขายได้ และเท่ากับว่าจะเกิดการระเบิดชั้นหิน ดิน ทราย กันอย่างมโหฬารเพื่อหวังขายหิน ดิน ทราย ด้วย

การมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย

มาตรา 7 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการบริหารจัดการแร่ตามวรรคหนึ่ง ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน" เป็นการบัญญัติเพียงให้คำนึงถึงเพียงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น ไม่อาจตีความให้หมายความรวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานราชการ อาจมีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตและอาจเกิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ได้เช่นกัน อีกทั้งจากข้อเท็จจริงในหลายกรณีปรากฏชัดเจนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นเองที่มีความเห็นขัดแย้งกับชุมชน และไม่อาจเป็นปากเสียงแทนชุมชนได้

ประเด็น เกี่ยวกับการแจ้งหรือเผยแพร่ข้อมูลโครงการให้แก่ประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทราบรายละเอียดของโครงการ เฉพาะในส่วนของเหมืองแร่อื่นที่มิใช่เหมืองแร่ใต้ดิน ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียจะมีโอกาสรับรู้ข้อมูลและโต้แย้งคัดค้านได้เพียง กรณีตามมาตรา 30 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้แทบจะไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วม ตัดสินใจเกี่ยวกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนตามที่รัฐ ธรรมนูญรับรองเลย และแม้ว่าจะมีมาตรา 30 ที่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งแสดงความคิดเห็นได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าถึง สิทธิ เพราะการปิดประกาศคำขอประทานบัตรนั้น กำหนดไว้เพียงสำนักงานที่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ปฏิบัติงาน ที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ และที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งความเป็นจริงตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน สถานที่ดังกล่าวนั้นชาวบ้านจะเข้าไปก็ต่อเมื่อต้องไปติดต่อธุระ มิได้เข้าไปเป็นปกติทุกวัน จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายขึ้นอย่างไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

ช่องโหว่เพื่อเลี่ยงบทบัญญัติเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน

มาตรา 44 บัญญัติว่า "การทำเหมืองใต้ดินที่ต่อเนื่องจากการทำเหมืองในประทานบัตรตามบทบัญญัติใน หมวด 3 ส่วนที่ 2 (การทำเหมืองบนดิน) และการทำเหมืองดังกล่าวเป็นการทำเหมืองในที่ว่างหรือที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ หรือสิทธิครอบครองไม่อยู่ในบทบังคับตามหมวดนี้"

หากการทำเหมืองดัง กล่าวไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวด 3 ซึ่งว่าด้วย "การขอ การอนุญาต การแก้ไข และการเพิกถอนการอนุญาต การประกอบกิจการแร่และการประกอบธุรกิจแร่" และโดยเฉพาะวิธีการทำเหมืองใต้ดินตามหมวด 3 ส่วนที่ 3 ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้อย่าง เข้มงวดแล้วอาจเกิดผลกระทบด้านความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีการทำเหมืองใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าได้

มาตรา 33 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรอาจร่วมโครงการทำเหมืองเป็นเหมืองเดียวกันได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" เป็นช่องโหว่ที่จะถูกใช้เพื่อเลี่ยงมาตรา 77 และ 83 ของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่กำหนดให้มีการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองแร่จะใช้วิธีทำการขอประทานบัตรแปลงต่อไปเพื่อขอ ร่วมโครงการทำเหมืองเป็นเหมืองเดียวกันกับแปลงประทานบัตรเดิมที่หมดอายุแล้ว เพื่อที่จะไม่ต้องดำเนินการและเสียค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมจาก การทำเหมืองของแปลงประทานบัตรเดิม

การขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่

หาก พิจารณามาตรา 29 และมาตรา 24 ประกอบกับบทนิยามของคำว่า "ทำเหมือง" ตามมาตรา 4 จะเห็นว่า เป็นการบัญญัติให้การขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่เป็น "ข้อยกเว้นการทำเหมือง" เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

การทำเหมืองในระหว่างประทานบัตรสิ้นอายุ

มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ถือประทานบัตรซึ่งสิ้นอายุและกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอต่อ อายุ สามารถทำเหมืองต่อไปได้เสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตร จนกว่าจะมีการปฏิเสธไม่ต่ออายุประทานบัตรให้ บทบัญญัตินี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายผู้ประกอบการที่สามารถแสวงหาประโยชน์ต่อไป ได้เรื่อยๆ ทั้งที่ตามความเป็นจริงนั้นเป็นช่วงระหว่างที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจในการ อนุมัติอนุญาตที่อาจทำงานล่าช้า เพราะไม่มีเงื่อนเวลาบังคับให้รีบทำ ทั้งอาจมีการจงใจล่าช้าเพื่อผลประโยชน์ด้วย

กำหนดพื้นที่ป่าให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม

มี เจตนารุกเข้าไปทำเหมืองในเขตป่าสงวนและอนุรักษ์ทั้งหลายได้ง่ายขึ้นกว่า เพราะ มาตรา 72 เพื่อประโยชน์แก่การบริหารจัดการแร่ด้านเศรษฐกิจของประเทศและการได้มาซึ่ง ทรัพยากรแร่อันมีค่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของ ครม. มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการ สงวนหวงห้ามหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้ต้องเป็น พื้นที่ดังต่อไปนี้ (1) มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง (2) มิใช่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องห้ามการเข้าทำประโยชน์ใดๆ โดยเด็ดขาด รวมถึงพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ

ความรับผิดและบทลงโทษผู้ประกอบการ

มาตรา 36 บัญญัติว่า "ผู้รับช่วงการทำเหมืองตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมาย และให้ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย" แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุถึงความรับผิดของผู้ถือประทานบัตรที่ได้ให้ ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมือง ว่าให้คงมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบด้วย

มาตรา 99 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในเขตที่ได้รับอนุญาตให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบกิจการแร่หรือผู้ประกอบธุรกิจ แร่" ซึ่งในความเป็นจริงความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เกิดขึ้นแต่เพียงในเขต เหมืองแร่เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบแก่ระบบนิเวศในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงชุมชนที่อยู่รอบเขตเหมือง กฎหมายจึงควรที่จะบัญญัติข้อสันนิษฐานให้รวมทั้งพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับ เหมืองรวมไปด้วย