เอกชนมึนรัฐ‘เสรีอาฟต้า’

Submitted by info on Sat, 2009-12-19 00:00

เปิดมั่วไทยสูญหมื่นล้าน

ข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร 22 รายการตามข้อตกลงอาฟต้า 1 ม.ค.53 ทำไทยสูญรายได้มากกว่า หมื่นล้านบาท แต่ยังส่อเค้าวุ่น รัฐ-เอกชนพูดคนละอย่าง กรมศุลกากรยันแม้ข้อตกลงอาฟต้าต้องลดภาษีเหลือ 0% แต่กฎของ WTO ยังเปิดช่องให้เก็บภาษีในและนอก โควตาได้เหมือนเดิม ขณะที่เอกชนงงจะทำได้ยังไง ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ชี้ลดแค่ภาษีแต่ไม่ได้หมาย ความว่าใครจะนำเข้ามาเท่าไหร่ก็ได้

เนื่องจากในวันที่ 1 มกราคม 2553 ไทยจะต้องลดภาษีสินค้าเกษตร 23 รายการลงเหลือ 0% ตามกรอบความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ภายใต้ระบบโควตาภาษีขององค์การการค้าโลก ได้แก่ น้ำมัน/นมปรุงแต่ง, นมผงขาดมันเนย, มันฝรั่ง, หอมหัวใหญ่, กระเทียม, มะพร้าว/เนื้อมะพร้าวแห้ง, เมล็ดกาแฟ, ชา, พริกไทย, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ข้าว, ถั่วเหลือง, เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันปาล์ม/น้ำมันเมล็ดในปาล์ม, น้ำมันมะพร้าว, น้ำตาล, กาแฟสำเร็จรูป, กากถั่วเหลือง, ใบยาสูบ, เส้นไหมดิบ และลำไยแห้ง ซึ่งในจำนวนนี้มีสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบอย่างมากคือ คือ ข้าว กาแฟ ชา มะพร้าว และถั่วเหลือง

ในขณะที่การเปิดตลาดสินค้าน้ำมันปาล์ม ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้พิจารณาว่า ควรจะขอชะลอ โดยให้คงอัตราภาษีนำเข้าปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 5% และ มีการควบคุมให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้มีสิทธิขออนุญาตนำเข้าได้เพียงรายเดียว ซึ่งมีการประเมินว่าประเทศไทยอาจสูญเสียเม็ดเงินจากการยกเลิกภาษีสินค้าทั้ง 22 รายการมากกว่าหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรี 0% ภายใต้ข้อตกลงอาฟต้าอาจจะไม่ราบรื่นเสียแล้ว เนื่องจากจนถึงขณะนี้ มุมมองของภาครัฐและเอกชนยังคงพูดกันคนละอย่างสองอย่าง

โดยแหล่งข่าวระดับสูงในกรมศุลกากร เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าแม้ประเทศไทยจะมีข้อตกลงลดภาษีสินค้าเกษตร 22 รายการ ภายใต้กรอบอาฟต้า เป็น 0% ในวันที่ 1 มกราคมที่จะถึงนี้ แต่ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO ก็ยังมีประกาศของคณะกรรมการองค์การการค้าโลก เกี่ยวกับการยกเว้นอากรและลดอากรตามข้อผูกพัน WTO ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และเริ่มประกาศใช้ในวันที่ 5 มกราคม 2550 ซึ่งยังบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้

ประกาศดังกล่าวกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสินค้าเกษตรในโควตาและนอกโควตา รวมถึงสินค้าเกษตร 22 รายการที่กำลังจะประกาศยกเว้นภาษี นั่นหมายความว่าข้าวที่นำเข้ายังต้องเสียภาษีตามประกาศของ WTO ตามราคากำหนดทั้งในโควตาและนอกโควตา สินค้าชนิดอื่นก็เช่นกัน

“แม้ไทยจะมีการลงนามอาฟต้ากับกลุ่มประเทศสมาชิกอีก 9 ประเทศคือมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว บรูไน สิงคโปร์ พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎของ WTO ซึ่งข้อบังคับนี้ตอนแรกกรมศุลกากรก็ไม่ทราบ แต่พอถามไปยังกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็ได้รับคำตอบว่าเรายังต้อง ปฏิบัติตามกฎดังกล่าว เพราะฉะนั้นที่เกรงกันว่าเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2553 แล้วสินค้าเกษตรไทยจะโดนคู่แข่งเข้ามาโจมตีโดยปราศจากภาษีนั้น คงไม่ใช่ เช่น กรณี การเซ็นเอฟทีเอไทย-จีนลดภาษีผัก ผลไม้ 0% แต่หอม กระเทียม ยังต้องเสียภาษีอยู่ คือ หอมหัวใหญ่ในโควตา 42% นอกโควตา 57% ในขณะที่กระเทียมในโควตาเสีย 27% นอกโควตา 57% เป็นต้น” แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อ “สยามธุรกิจ” สอบถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้าประเทศไทยต้องยกเลิกภาษี นำเข้าสินค้าเกษตร 22 รายการตามข้อตกลง อาฟต้า ประเทศไทยจะต้องสูญเสียเม็ดเงินภาษีที่เคยได้จากการนำเข้าสินค้าเหล่านี้มาก ถึงหมื่นล้านบาท แหล่งข่าวไม่ตอบ บอกเพียง ว่าหากต้องยกเลิกการเก็บภาษีจริงก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย

ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการอาหารและสินค้าเกษตร หอการค้าไทย เปิดเผยว่า เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอาฟต้าที่จะต้องลดภาษี สินค้าเกษตร 22 รายการเหลือ 0% เพราะถือเป็นพันธะสัญญา ในการนำพาประเทศกลุ่มอาเซียนก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

“คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเอาข้อตกลง WTO มาบังคับใช้กับอาฟต้า ยกเว้นจะเป็นกฎควบคุมเรื่องมาตรฐานสินค้า สุขอนามัย หรือแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งถ้าสินค้าชนิดใดไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความปลอดภัยหรือมีแหล่ง กำเนิดสินค้าไม่ถูกต้อง เราสามารถระงับการ นำเข้าได้”

ขณะที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าการลดภาษีสินค้าเกษตร 0% ไม่ได้หมาย ความว่าให้สินค้าทะลักเข้าได้อย่างเสรี เราลดเพียงภาษีเท่านั้น แต่ปริมาณการนำเข้าขึ้นอยู่กับเราจะปล่อยให้มีการนำเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด