ข้าวถุงทิ้งห้างฯ หนีตายซบยี่ปั๊ว ชิงเค้ก2หมื่นล.

Submitted by info on Mon, 2010-02-01 19:24

ศึกข้าวถุง 2 หมื่น ล้านระอุ นายหัวค้าข้าวสายใต้ เปิดเกมรบ ผุดรูปแบบ ABSOLUTE WIN-WIN 1 จังหวัด 1 ตัวแทน พร้อมหน่วยรถเดลิเวอรี่สยายปีกทั่วไทย ด้าน “ข้าวแสนดี” เผยโมเดิร์นเทรด แข่งดุ เบนเข็มออกหาปลาในมหาสมุทร ประกาศรับตัวแทน จำหน่าย อัดแคมเปญพ่วงฉลอง 30 ปี ส่วน “มาบุญครอง” เสริมทัพลุยยี่ปั๊วอีกราย

แคมเปญ “โชคมหาศาล รวยทองตลอดทุกวัน อิ่มข้าวฟรีกันตลอดชาติ กับข้าวตราฉัตร” ของบริษัท ซี.พี.อินเตอร์ เทรด จำกัด ซึ่งจัดขึ้นในปีที่ผ่านมาเป็นสัญญาณการบุกตลาด อย่างหนักของรายใหญ่ และตอกย้ำอุณหภูมิการแข่งขันที่รุนแรงของสมรภูมิข้าวถุงที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

เปิดศักราชปี 2553 แม้ว่า บรรดาผู้ผลิตข้าวถุงในประเทศไทย ซึ่งมีกว่า 100 ราย จะ ได้รับอานิสงส์จากดีมานด์ข้าว ของตลาดโลก แต่ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นท่าม กลางการแข่งขัน

ทั้งภายในและภายนอก และหากย้อนดูตลาดข้าวในบ้านเรา กลยุทธ์เรื่องราคาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเฮาส์แบรนด์ ที่บุกหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนข้าวระดับพรีเมี่ยม มักจะเป็นเจ้าตลาด ซึ่งมีศักยภาพในการทำตลาด พร้อมด้วยงบประมาณการใช้สื่อและจัดกิจกรรมตลาดที่ได้เปรียบกว่า

ล่าสุด หจก.วิรัชทุ่งสง ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายข้าวสารมานานกว่า 30 ปี ก็ประกาศลงตลาดข้าวถุงทั่วประเทศ หลังจากเปิดตลาดแบรนด์ พวงแก้ว, ห้าทิศ และสร้อยฟ้า จนติดตลาดในภาคใต้

นายธนกรณ์ จันทร์บุรีวงศ์ ผู้จัดการ หจก.วิรัชทุ่งสง เปิดเผยว่า หลังจากที่ประสบ ความสำเร็จในภาคใต้ จึงได้มองหาช่องทางขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยเริ่มเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าตามร้านโชวห่วยในกรุงเทพฯและปริมณฑล ก่อนที่จะขยายไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยเปิดรับตัวแทนจำหน่ายพร้อมให้สิทธิ์การขายเพียงรายเดียว ในแต่ละเขตพื้นที่ โดยสามารถสร้างโอกาสและเพิ่มรายได้ให้กับตัวแทนจำหน่ายถึง 4 ช่องทาง คือ ขายปลีก ขายส่ง ขายตรง (เดลิเวอรี่) และฝากขาย

ส่วนการวางแผนด้านการตลาดและการสื่อสาร พร้อมทั้งอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย ทางบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด โดยเรียกแผนการตลาดนี้ว่า ระบบ ABSOLUTE WIN-WIN เพราะเน้นเสริมสร้างธุรกิจของตัวแทนจำหน่ายให้แข็งแกร่งมีอนาคตอย่างยั่งยืน โดยผลประโยชน์ตกอยู่ทั้งสองฝ่าย

นอกจากนั้น ยังมีรูปแบบเดลิเวอรี่ ซึ่ง ไม่ใช่ระบบการสั่งซื้อผ่าน Call Center ซึ่งจะทำให้ค่อนข้างล่าช้าและไม่มีจุดดึงดูดความ สนใจของผู้บริโภค แต่เป็นธุรกิจร้านข้าวสาร เคลื่อนที่ & Delivery ส่งถึงมือลูกค้า โดยใช้งบลงทุน 5-6 แสนบาท ซึ่งจะมีหน่วยรถข้าวสารเคลื่อนที่ สามารถขายในเขตพื้นที่ของตนเองเพียงรายเดียว และตัวแทนมีสิทธิ์ที่จะส่งสินค้าข้าวสารให้กับร้านอาหารทุกร้านทั้งร้านใหญ่ , ร้านเล็ก ภัตตาคารในเขตพื้นที่ตัวเอง

นางสาวกรองทิพย์ ชนะถาวรลาภ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า การแข่งขันของธุรกิจข้าวถุงในประเทศไทย ยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของราคา ดังนั้นบริษัทจะหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางการตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ กลุ่ม HORECA (The hotel, restaurant and catering) และการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย หรือยี่ปั๊ว โดยปีนี้บริษัทจะเดินสายออกโรดโชว์ เพื่อขยายตลาดในกลุ่มดังกล่าว

“ตลาดนอกช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ถือเป็นตลาดใหญ่ที่เปรียบดังทะเล เพราะมีสัดส่วนกว่า 80% เราจึงต้องการออกไปในทะเล เพื่อไปหาปลาที่มีมากกว่า โดยยังมองหาตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่เพื่อกระจาย สินค้า ซึ่งข้าวแสนดีมีการจำหน่ายทั้งในรูปแบบข้าวถุงขนาดเล็ก ขนาดมาตรฐาน และขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 1-60 กิโลกรัม เพื่อเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ”

สำหรับกิจกรรมการตลาดที่สำคัญในปีนี้ มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งรองรับการขยายตลาด ผ่านแคมเปญฉลอง 30 ปีข้าวแสนดี ซึ่งจะมีรูปแบบลด แลก แจก แถมและกิจกรรมต่างๆ ออกมาในช่วงไตรมาส ที่ 2 ไปจนตลอดทั้งปี นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับร้านอาหารลีคาเฟ่ เป็นปีที่ 2 ในการจัดโปรโมชั่นมอบข้าวถุงขนาด 250 กรัมให้กับคู่แม่ลูกที่มารับประทานอาหารในร้านช่วงวาเลนไทน์ เพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ สู่ลูกค้า และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนช่องทางขายส่งอีก 15% จาก 30% ในปัจจุบัน

แหล่งข่าวจากบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดข้าวถุง ภายใต้แบรนด์ “มาบุญครอง” กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบการตลาดไว้ประมาณ 40-50 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะ ช่องทางยี่ปั๊วซาปั๊วในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางดังกล่าวเป็น 70% และโมเดิร์นเทรด 30% เนื่องจากยอดขายในช่องทางยี่ปั๊วซาปั๊วในปีที่แล้วลดลงมาอยู่ที่ 60% อีกทั้งช่องทางดังกล่าวยังมีขนาดใหญ่และมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก