การส่งออก ของไทยไปอาเซียน ไตรมาส 1 (มกราคม-มีนาคม 2553)
รายงานพิเศษ
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์
ภายหลังจากกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ (ซีแอลเอ็มวี) เริ่มมาตรการลดภาษีสินค้าเหลือร้อยละ 0 ทุกรายการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า
การเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบอาฟต้า หากพิจารณาในแง่มุมของดุลการค้าแล้วจะพบว่า ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศในอาเซียนด้วยกันได้
โดยมูลค่าการค้าช่วง 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม) พ.ศ.2553 พบว่า การค้าระหว่างไทยกับชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศมีมูลค่าถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ที่ยังไม่ได้เปิดอาฟต้าถึงร้อยละ 52
การค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าจากการส่งออก 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.3 และการนำเข้า 7,115 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.88
ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าจากอาเซียน 3,407 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากการประเมินของ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แข่งขันได้ แต่ภาคบริการและลงทุนยังกังวลว่า ไทยอาจเสียเปรียบสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่มีจุดเด่นเรื่องการเมืองที่มีเสถียรภาพ เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่
สำหรับการเมืองที่เป็นปัญหาขณะนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ก็เกิดคำถามกับนักลงทุนไทยว่าจะมีปัญหาอีกหรือไม่ และปัญหาจะจบหรือยัง
ข้อสงสัยเหล่านี้จะกระทบกับการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย
ทั้งๆ ที่ไทยสร้างภาพลักษณ์มาตลอดว่าเป็นศูนย์กลางอาเซียน ละใช้ข้อตกลงกรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นจุดขายถึงความสะดวกของการเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียน
ยังเป็นปัญหาการเมืองที่น่าวิตกมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจ
จากบท สรุปของ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
การเปิดอาฟต้ามากว่า 5 เดือนหากพิจารณาในแง่มูลค่าการค้าแล้วพบว่า ไทยไม่ได้เสียเปรียบการเปิดเสรีการค้าครั้งนี้
และหากพิจารณาในรายสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าสินค้ารายการใดที่ได้รับผลกระทบจนแข่งขันไม่ได้ ยกเว้นข้าว ที่ไทยมีโอกาสเสียเปรียบ หากเปิดเสรีโดยสมบูรณ์ในปี 2558
หรืออาเซียนทั้ง 10 ประเทศลดภาษีสินค้าเหลือร้อยละ 0 ทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างภายในของข้าวของไทยเอง
สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือ การสร้างระบบการป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมาสวม สิทธิในโครงการอุดหนุนเกษตรกรของรัฐบาล และแก้ไขปัญหาการเมืองภายในของไทยที่อาจทำให้ความพร้อมที่จะเข้าเป็นเออีซี ลดลง
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ไทยมีความพร้อมมากกว่าประเทศใดๆ


