ภาคเอกชนหวั่น การแก้ไขปัญหาโครงการมาบตาพุดล่าช้า เหตุหน่วยงานราชการไม่ออกระเบียบตั้ง คณะกรรมการมาพิจารณาเห็นชอบ EIA/HIA "อภิสิทธิ์" รับลูก นัดประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปลายสัปดาห์นี้ เร่งออกระเบียบ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังมึน ไม่รู้ จะตั้งหน่ว

Submitted by info on Thu, 2010-04-22 00:00

ภาคภูมิ ทิพคุณ
ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ (ฝ่าย 1)
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

"ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น" (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า JTEPA ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2550 เป็นต้นมา เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักธุรกิจ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น

เนื่องจาก JTEPA ถูกมองว่าจะมีผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนไทย-ญี่ปุ่นอย่างมาก สกว. จึงพยายามจับกระแส JTEPA อย่างต่อเนื่อง นอกจากการสนับสนุนโครงการวิจัยเกี่ยวกับ JTEPA แล้ว สกว. ยังได้จัดประชุมเวที สกว. (TRF Forum) ว่า JTEPA อีกด้วย โดยที่ผ่านมา สกว. ได้จัดประชุมไปแล้วสองครั้ง โดยครั้งแรก สกว.ได้เชิญคุณ Aoki-Okabe Maki ซึ่งเป็นนักวิจัยประจำ Institute of Developing Economies มาเป็นวิทยากร ส่วนครั้งที่สอง สกว.ได้เชิญ Dr.Shigeki Higashi อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Seinan Gakuin มาเป็นวิทยากร

ในการประชุมทั้งสองครั้ง สกว.ได้ขอให้วิทยากรเน้นสะท้อนมุมมองของรัฐบาลและนักธุรกิจญี่ปุ่นเกี่ยวกับ FTA ของญี่ปุ่นโดยรวม และ JTEPA ซึ่งมีผลโดยตรงต่อไทย ซึ่งน่าสนใจว่าการบรรยายของวิทยากรทั้งสองท่านมีหลายประเด็นที่ตรงกัน สกว.ชวนคิดสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า จึงอยากจะนำประเด็นเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง

สถานการณ์ FTA ของญี่ปุ่น

แต่ก่อนญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำข้อ ตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) มากนัก จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2002 จึงเริ่มมีการเจรจา FTA กับสิงคโปร์ หลังจากการบรรลุข้อตกลง FTA กับสิงคโปร์แล้ว ญี่ปุ่นจึงเริ่มเจรจากับประเทศอื่นๆ ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ทำข้อตกลง FTA กับประเทศต่างๆ ไปแล้วทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เม็กซิโก มาเลเซีย ชิลี ไทย อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสวิตเซอร์แลนด์

ประเด็นปัญหาสำคัญในการเจรจาการค้ากับประเทศใน เอเชีย คือ การที่ญี่ปุ่นมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่เอาจริงเอาจังในการเปิดเสรีภาคการเกษตร ตัวอย่างเช่น การเจรจาการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีในปัจจุบันยังไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร สาเหตุหลักเนื่องมาจากญี่ปุ่นไม่ยอมเปิดเสรีภาคเกษตรของตน จนทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว

และเมื่อพิจารณาสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศ ผ่านกรอบ FTA แล้วจะพบว่า ญี่ปุ่นใช้ FTA เป็นช่องทางการค้าค่อนข้างน้อย โดยการค้ากับ 10 ประเทศที่ญี่ปุ่นทำ FTA ด้วยนั้น มีเพียงประมาณ 30% ของมูลค่าการค้าโดยรวมเท่านั้น ในขณะที่การค้าของญี่ปุ่นกับสหรัฐ และ EU มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 40% ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมญี่ปุ่นไม่ค่อยกระตือรือร้นมากนักในการทำ FTA

ผลของ FTA ต่อญี่ปุ่น

ในทางทฤษฎี FTA มีผลในเชิงของการเพิ่มปริมาณการค้า (Trade Creation Effect) ซึ่งเกิดจากการขจัดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษี ตัวอย่างเช่น การทำ FTA ระหว่างญี่ปุ่นกับเม็กซิโกในปี 2005 ทำให้สัดส่วนการนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากญี่ปุ่นมาเม็กซิโกเพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2004 เป็น 17% ในปี 2007 และทำให้สัดส่วนการนำเข้าเนื้อสุกรจากเม็กซิโกมาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 26,000 ตันในปี 2004 เป็น 48,000 ตันในปี 2008 เป็นต้น

นอกจากนั้น FTA ก็ยังมีผลในแง่ของการบิดเบือนทางการค้า (Trade Diversion Effect) โดยการลดการนำเข้าจากประเทศที่มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้เป็นภาคีในความตกลง FTA ไปนำเข้าจากประเทศภาคี FTA ที่ผลิตอย่างไม่มีประสิทธิภาพแทน ตัวอย่างเช่น ข้อตกลง FTA ระหว่างเกาหลีใต้กับชิลีในปี 2004 ทำให้สัดส่วนการนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลของญี่ปุ่นมาชิลีลดลง และการลดลงดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการนำเข้าจากเกาหลีใต้ ทั้งๆ ที่ก่อนมี FTA สัดส่วนการนำเข้าของญี่ปุ่นสูงกว่าของเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกว่าตนเองสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันเชิงเปรียบ เทียบกับเกาหลีใต้ในตลาดชิลี และเร่งให้ญี่ปุ่นต้องรีบทำข้อตกลง FTA กับชิลี

ยุทธศาสตร์ FTA ของญี่ปุ่นกับอาเซียน

ในการทำ FTA กับประเทศในอาเซียน ญี่ปุ่นจะเน้นแนวทางแบบยืดหยุ่น โดยจะทำข้อตกลงทั้งในแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) และพหุภาคี (Multilateral FTA) ไปพร้อมๆ กัน โดยพิจารณาระดับการพัฒนาประเทศของภาคีเป็นสำคัญ ดังนั้น สำหรับประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ญี่ปุ่นจึงเลือกที่จะทำข้อตกลงแบบทวิภาคี แต่สำหรับประเทศลาว พม่า และกัมพูชา ญี่ปุ่นจะเน้นความร่วมมือแบบพหุภาคี โดยผ่านกรอบ ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership Agreement (AJCEPA) และเนื่องจากความแตกต่างของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ASEAN ญี่ปุ่นจึงกำหนดรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับแต่ละประเทศแตกต่างกัน อาทิเช่น ในการทำ FTA กับไทย ญี่ปุ่นเน้นในเรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า แต่สำหรับประเทศลาว พม่า และกัมพูชา ญี่ปุ่นจะเน้นเรื่อง "ความร่วมมือ" มากกว่า "การเปิดเสรี" โดยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า การที่จะทำให้ประเทศเหล่านี้เปิดเสรีในอนาคตได้ ญี่ปุ่นต้องช่วยในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเสียก่อน

อีกแนวทางหนึ่งที่ญี่ปุ่นยึดถือในการทำข้อตกลง FTA กับอาเซียน ก็คือ การประสานกรอบ Bilateral FTA ให้เข้ากับกรอบ Multilateral FTA ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงมอง JTEPA ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ AJCEPA นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมองว่าแนวทางดังกล่าวจะมีประโยชน์ในแง่ของการลดความสับสนในเรื่อง กฎเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) เพราะหากมีการทำ Bilateral FTA กับประเทศต่างๆ มากขึ้นเท่าใด ประเด็นเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าจะเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมาก ขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าบรรษัทข้ามชาติของญี่ปุ่นส่วนมากประกอบธุรกิจใน ประเทศต่างๆ มากกว่า 2 ประเทศขึ้นไป หากมี Bilateral FTA จำนวนมาก จะเกิดความสับสนว่ากฎเกณฑ์ใดควรจะนำมาบังคับใช้ ดังนั้น การมีกรอบ Multilateral FTA กรอบใหญ่เพียงกรอบเดียว จึงดีกว่าในแง่ของการลดความสับสน ยุ่งยากในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า

สัปดาห์หน้าเราจะมาว่ากันต่อในส่วนที่เกี่ยวกับ JTEPA