บทบรรณาธิการ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพ การณ์ของประเทศไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สถานการณ์ทางการเมือง การชุมนุมโดยใช้พื้นที่ใจกลางเมือง อันเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจจนส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านการกระจายตัวของเหตุการณ์ชุมนุมไปสู่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความรุนแรงจากการโจมตี ใช้อาวุธสงคราม มีการเผชิญหน้า มีการปะทะ ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ภาพเหล่านี้เมื่อถูกเผยแพร่ออกไปสู่เวทีโลกจะทำให้สายตาของนานาชาติตัดสินไป เรียบร้อยแล้วว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต หาใช่ประเทศที่เคยเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดสำหรับนักท่อง เที่ยว นักลงทุนจากทั่วโลกอีกต่อไป
แม้ภาวการณ์ดังกล่าวจะเป็นปัญหา ขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศของไทย แต่ปฏิกิริยาจากหลายประเทศโดยเฉพาะชาติ ในตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะเกาะติดสถานการณ์เพื่อให้ข้อมูลหรือตักเตือน-แนะนำให้เลี่ยงการเดิน ทางมายังประเทศไทยแล้ว ท่าทีของสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ แสดงความกังวลต่อประเทศไทยมากเป็นพิเศษ มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาโดยละเอียด พร้อมกับข้อเสนอแนะ ข้อเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายในประเทศไทยหาข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งให้ได้ โดยเร็ว
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ท่าทีของบรรดามิตรประเทศในประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย แม้กระทั่งเมียนมาร์หรือพม่า ต่างก็มีท่าทีต่อเหตุการณ์ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม เป็นประเทศล่าสุดที่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ ในไทย โดยระบุว่า ทางการเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในไทยใช้ความอดทนอด กลั้น หลีกเลี่ยงจากความรุนแรงและแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจาอย่างสันติ เพื่อนำประเทศกลับสู่ความมีเสถียรภาพ
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอันตาราของทางการอินโดนีเซีย เผยว่า นายอับดิลเลาะห์ โทฮา อดีตประธานองค์การความร่วมมือระหว่างรัฐสภา (บีเคเอสเอพี) ของอินโดนีเซีย ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกของอาเซียนโดยเฉพาะอินโดนีเซียรีบให้ความช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในไทยโดยเร็ว โดยมีแนวคิดว่าสมาชิกอาเซียนที่ประกอบด้วย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ควรรวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจ กระตุ้นให้เกิดการเจรจากันระหว่างฝ่ายขัดแย้งในไทย เพื่อหาทางออกที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีคณะกรรม การนานาชาติทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการเลือกตั้ง กระทั่งนางอ่อง ซาน ซู จี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของประเทศพม่า ก็ยังแสดงความ คิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองในประเทศไทย
ปรากฏการณ์ และท่าทีจากมิตรประเทศในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงสถานะอันเปราะบางของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี คงไม่ต้องพูดถึงความพยายามที่จะกำหนดบทบาทให้ตัวเองเป็นผู้นำหรือศูนย์กลาง ของกลุ่มประชาคมชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันนี้สิ่งที่รัฐบาลไทยและคนไทยต้องตระหนักนั่นคือ หากไม่เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศให้เกิดความสงบเรียบร้อย หรือไม่เร่งปรับโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพระยะยาวแล้ว ความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงกิจการภายในประเทศโดยองค์กรระหว่างประเทศอาจไม่ ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้


