เสรีภาพทางเศรษฐกิจ

Submitted by info on Thu, 2010-04-29 00:00

เพสซิมิสต์ ...ระดมสมอง

Heritage Foundation เป็นสถาบันวิจัยฝ่ายอนุรักษนิยมของสหรัฐที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพทาง เศรษฐกิจโดยยึดมั่นในหลักการว่า ประเทศที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยที่สุดจะเป็นประเทศ ที่ประชาชนมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด อันจะทำให้เศรษฐกิจเจริญเร็วที่สุด ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีและความมั่งคั่งมากที่สุดด้วย ดังนั้น ทุกปี Heritage Foundation จึงจัดอันดับเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลก รวมทั้งสิ้นประมาณ 180 ประเทศ ซึ่งในปี 2009 นี้ประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 66 ด้วยคะแนน 64.1 เทียบเท่ากับประเทศซึ่งมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจในระดับกลาง (moderately free) ซึ่งมีคะแนนในช่วง 60-69.9 คะแนน โดยประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจสมบูรณ์จะได้คะแนน 80-100 ประเทศที่ได้คะแนน 70-79.9 ถือว่ามีเสรีภาพทางเศรษฐกิจเกือบสมบูรณ์ ประเทศที่ได้คะแนน 50-59.9 ถือว่ามีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่มีขอบเขตจำกัด และคะแนน 0-49.9 คือประเทศที่ประชาชนถูกกดขี่ทางเศรษฐกิจ

กล่าวโดย รวมแล้ว ตามการประเมินของ Heritage Foundation สมัยก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ คือ 1995-1996 และ 2001-2002 เศรษฐกิจไทยมีเสรีภาพมากกว่าปัจจุบันเล็กน้อย แต่ก็มิได้เลื่อนลำดับสูงกว่าปัจจุบัน กล่าวคือยังอยู่ในข่ายของประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจในระดับกลาง ซึ่งสามารถเปรียบเทียบจากตาราง (ดูตาราง)

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจสูงสุดนั้นมีเพียง 7 ประเทศ (ได้คะแนน 80 หรือสูงกว่านั้น) ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กในเชิงของประชากรและ/หรือมีทรัพยากรธรรมชาติมาก ทำให้น่าจะต้องพึ่งการค้า-ขาย/แลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้ต้องเปิดให้เศรษฐกิจมีเสรีภาพสูง นอกจากนั้นก็ต้องยอมรับว่าทั้ง 7 ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดล้วนแต่มีระดับความเจริญทางเศรษฐกิจสูงและมีศักยภาพ ที่จะขยายตัวต่อไปได้อีกมากในระยะยาว ในอีกด้านหนึ่งประเทศที่ประชาชนถูกกดขี่ทางเศรษฐกิจ (ได้คะแนนต่ำกว่า 49.9) นั้นมีทั้งสิ้น 40 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและประเทศเกิดใหม่ โดยมีประเทศเอเชียอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว 3 ประเทศ ได้แก่เวียดนาม (49.8) พม่า (36.7) และเกาหลีเหนือ (1.0) แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตอีก 2 ประการว่าประเทศเอเชียหลัก เช่น จีนและอินเดียถือได้ว่ามีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่จำกัด (mostly unfree) และประเทศยุโรปที่สำคัญ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับประเทศไทย จึงสรุปได้ว่าโดยรวมนั้นเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้นจึงควรพิจารณาต่อในรายละเอียดว่าการวัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจนั้นมี ปัจจัยอะไรบ้าง ซึ่งสรุปเอาไว้ในตาราง (ดูตาราง)

จะ เห็นได้ว่าปัจจัยที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยมี 3 ปัจจัย คือ

1.การ ใช้จ่ายของภาครัฐ สำหรับ Heritage Foundation นั้น ยิ่งรัฐบาลใช้จ่ายน้อย ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับการเพิ่มเสรีภาพทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน โดยสมัยก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลใช้เงินเพียง 18.4% ของจีดีพี ทำให้สรุปได้ว่า รัฐบาลจะไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีจากประชาชนมากนัก ทำให้ประเทศไทยได้คะแนนสูงถึง 89.8 ซึ่งสูงกว่าเฉลี่ยของโลกที่ 65 คะแนน

2.เสรีภาพ ของระบบการเงิน (financial freedom) ซึ่ง Heritage Foundation บรรยายว่า ประเทศไทยได้ปรับโครงสร้างระบบการเงิน-การธนาคาร โดยให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามา เป็นเจ้าของสถาบันการเงินในประเทศได้ อันจะสร้างการแข่งขันโดยเสรี ซึ่งจะช่วยให้ระบบการเงิน-การธนาคารของไทยมีประสิทธิภาพสูง ลดต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนั้น ก็ยังมีตลาดหุ้นที่เปิดเสรีและปริมาณการซื้อขายที่อยู่ในขั้นดีพอใช้

3.เสรีภาพ ด้านแรงงาน ตามแนวคิดของ Heritage Foundation นั้น ประเทศไทยทำคะแนนได้ดีในด้านนี้ เพราะกฎเกณฑ์ด้านแรงงานของไทยมีความยืดหยุ่น และค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินเดือนของพนักงานยังไม่สูงมาก (เช่นไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินค่าสวัสดิการมากเกินไปจนทำให้ ไม่อยากจ้างงาน) นอกจากนั้น การปลดคนงานก็ทำได้โดยไม่เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่หากการปลดคนงานทำได้ยาก ก็จะทำให้ผู้ประกอบการไม่อยากจ้างคนงาน อันจะนำมาซึ่งโครงสร้างของตลาดแรงงานที่ต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานสูงเช่น ที่ปรากฏอยู่ในหลายประเทศในยุโรปในปัจจุบัน

สำหรับข้อด้อยของไทยมี อยู่ 2 ปัจจัย คือ

1.เสรีภาพด้านการลงทุน ซึ่งไทยได้คะแนนเพียง 40 คะแนน เปรียบเทียบกับเฉลี่ยของโลกที่ 49 คะแนน และเฉลี่ยของประเทศไทยโดยรวมที่ 64.1 คะแนน ซึ่ง Heritage Foundation วิจารณ์ว่า รัฐบาลไทยห้ามต่างชาติถือหุ้นเกินกว่า 49% ในเกือบทุกสาขาธุรกิจ และห้ามต่างชาติแข่งขันในบางสาขาธุรกิจ นอกจากนั้น กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการลงทุนก็ยังมีความสลับซับซ้อนอย่างมาก และขาดความชัดเจน โปร่งใส ตลอดจนปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความเสมอภาคอีกด้วย

2.ปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งไทยได้คะแนนในส่วนนี้ต่ำสุด คือ 35 คะแนน จากเฉลี่ยของโลกที่ 40.5 คะแนน และเฉลี่ยของประเทศไทยที่ 64.1 คะแนน ซึ่ง Heritage Foundation สรุปว่า ประเทศไทยมีการคอร์รัปชั่นสูงมาก โดยองค์กร Transparency International สรุปว่า ประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 80 ของประเทศที่มีปัญหาการคอร์รัปชั่นจากประเทศทั้งหมด 179 ประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบกฎหมายและ กฎเกณฑ์ที่มีลำดับชั้น (hierarchical) และมีความสลับซับซ้อนอย่างมาก (complex) เป็นผลทำให้เกิดปัญหาความโปร่งใสในการบริหารและการบังคับใช้กฎหมายและ กฎเกณฑ์

นอกจากนั้นก็ยังสรุปว่า การจับเจ้าหน้าที่กระทำผิดมาลงโทษนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักใน ประเทศไทย