สำรวจระบบโลจิสติกส์จีน รับมือ FTA

Submitted by info on Mon, 2010-05-03 00:00

รศ.ดร.แก้วตา โรหิตรัตนะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โครงการศึกษาและสำรวจระบบ โลจิสติกส์ของประเทศจีนใน บริบทของข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน มีบทบาทในการนำเสนอ ภาพรวมของระบบโลจิสติกส์ในประเทศจีนโดยใช้สินค้าทางการเกษตรเป็นตัวนำเพื่อ ให้เห็นเส้นทางและบริบทของการขนส่งสินค้าจากไทยไปสู่จีน โดยคณะผู้วิจัยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สำหรับการศึกษาและสำรวจครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เลือกผลไม้สด (ทุเรียนและมังคุด) และยางพารา เป็นสินค้าตัวอย่างในการศึกษาระบบโลจิสติกส์ในประเทศจีน

จากการศึกษา ในกลุ่ม (HS 0810) พบว่า ผลไม้ส่วนใหญ่จะส่งผลไม้จากไทยไปจีน โดยผู้นำเข้าผลไม้ของจีนเกือบทั้งหมดจะมีตัวแทนรับซื้อหรือผู้ร่วมทุนฝ่าย ไทยในการรวบรวมผลไม้ไทยก่อนส่งมายังจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการส่งผ่านทางฮ่องกง โดยบริษัทขนส่งสินค้าในฮ่องกงจะเป็นตัวแทนในการ ดำเนินการ ขนถ่ายสินค้าลงเรือเล็กก่อน ที่จะถ่ายใส่รถบรรทุกเพื่อขนส่งมายัง ตลาดกลางค้า ส่งผักและผลไม้ที่สำคัญ คือ ตลาดเจียงหนาน (Guangzhou Jiangnan Fruit & Vegetable Wholesale Market) ในนครกว่างโจว มณฑลกว่างตง

การส่งผลไม้ขึ้นท่าเรือหลักเพียงท่าเดียว เพื่อกระจายต่อไปยังมณฑลอื่น ๆ นั้น อาจทำให้เกิดปัญหาในเรื่องระยะเวลาในการส่งมอบของ ซึ่งแปรผันตรงกับคุณภาพของผลไม้ด้วย ดังนั้น ผู้ส่งออกควรจะมีการศึกษาถึงความต้องการของลูกค้าที่ แท้จริงในภูมิภาคที่ตนทำการค้าด้วย ในขณะเดียวกันรัฐบาลไทยควรเปิดการเจรจากับรัฐบาลจีนในการเปิดท่าเรือใหม่ใน การขนส่งผลไม้สด เช่น ท่าเรือเซียะเหมิน หรือท่าเรือเซี่ยงไฮ้

จากการสำรวจภาวะปัจจุบันในการขนส่งและการกระจายยางพาราของไทยไปจีน พบว่าที่เป็นปลายทางของยางพาราไทยมีมณฑลและตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจาย ส่งผลให้ต้นทุนรวมในการขนส่งและกระจายสินค้าสูง จากการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน การจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้ากลางจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ได้ผลที่ ดีที่สุดในอนาคต

ทั้งนี้เนื่องจากภายในปี 2558 ฐานการผลิตที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลักคือ โรงงานผลิตล้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์และโรงงานประกอบยานยนต์จะมีการ เปิดใช้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งโรงงานเหล่านี้ตั้งอยู่ทางเหนือของจีนในมณฑลเหลียวหนิงและมณฑลจี๋หลิน จึงควรมีการเพิ่มการ นำเข้ายางพาราที่ท่าเรือต้าเหลียนมณฑลเหลียวหนิง

ดัง นั้นทางรัฐบาลไทยและผู้ประกอบการไทยควรร่วมมือเจรจากับกลุ่มผู้นำเข้าราย ใหญ่ของจีนตามที่กล่าวมาข้างต้น (niche market หรือ focused strategy) ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลใกล้เคียงกันและร่วมกันเจรจาเพื่อนำเข้ายางพาราไทยที่ท่า เรือต้าเหลียน (Dalion Port) ในมณฑล เหลียวหนิง และร่วมวางแผนการกระจายสินค้าและการสร้างคลังสินค้าร่วมในมณฑลเหลียวหนิง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการขนส่งและการกระจายสินค้ารวมของไทย เพื่อให้ระยะทางและเวลาในการกระจายสินค้าสั้นที่สุด พร้อมทั้งแนะนำให้ลดการกระจายยางพาราไปสู่มณฑลที่มีความต้องการต่ำและหลีก เลี่ยงมณฑลทางใต้ของจีนเนื่องจากเป็นแหล่งผลิตยางพาราในประเทศที่สำคัญอยู่แล้ว