แม้จะมี 5 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบวิกฤต เศรษฐกิจโลกที่ทำมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน และล่าสุดได้ต่ออายุ 5 มาตรการดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่แนวโน้มเงินเฟ้อกลับขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดยครึ่งแรกของปี 2553 เงินเฟ้อพื้นฐานทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% พลิกขึ้นมาจากครึ่งหลังของปี 2552 ที่เฉลี่ยติดลบ 0.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 0.7% ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งหลังของปี 2552 ที่เฉลี่ยติดลบ 0.2%
สาเหตุ ที่ทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากปัจจัยราคาสินค้าในหมวดอาหารเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ซึ่งครึ่งแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 4.5% เนื่องจากภาวะภัยแล้งส่งผลกระทบต่อการผลิต โดยเฉพาะผักและผลไม้ทำให้ราคาแพงขึ้นมาก ส่วนราคาสินค้าในหมวดที่ไม่ใช่อาหารเพิ่มขึ้น 2.5% ซึ่งมีแรงกดดันมาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกับการใช้จ่ายในประเทศที่สูง ขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดี
ที่สำคัญแม้รัฐบาลจะต่ออายุ 5 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ ประชาชนไปจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งคงมีผลช่วยชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ให้พุ่งขึ้นเร็ว แต่แนวโน้มเงินเฟ้อครึ่งปีหลังยังคงขยายตัวเพิ่มต่อเนื่อง จากแรงกดดันด้านภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวและปัญหาภัยแล้งเป็นสำคัญ กล่าวคือแรงกดดันเงินเฟ้อยังมีอยู่
ที่กังวลคือ ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ประกาศอาจไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง เพราะสินค้าบางรายการถูกควบคุมราคา ซึ่งเป็นผลจากมาตรการของรัฐ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องระมัดระวังและมีความยากลำบากมากขึ้นในการตัดสินใจ
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินจะดูเฉพาะตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคไม่ได้ ต้องดูเครื่องชี้หลาย ๆ ตัวประกอบด้วย เช่น ดัชนีราคา ผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้านำเข้า ดัชนีค่าจ้างแรงงาน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายหรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมสอด คล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ การที่รัฐบาลใช้นโยบายลดแลกแจกแถมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และมีแนวโน้มจะใช้เป็นมาตรการถาวรในบางเรื่อง นอกจากจะบิดเบือนกลไกตลาดและขาดวินัยการคลังแล้ว ยังสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะเท่ากับรัฐบาลใช้จ่ายเงินงบประมาณมากขึ้น เพื่ออุดหนุนนโยบายประชานิยม ขณะที่ ธปท.พยายามควบคุมเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นการดำเนินนโยบายการเงินจะมีความยากลำบากยิ่งขึ้น
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพการทยอยขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะในส่วนของอัตราเงินเฟ้อ พื้นฐานที่มีโอกาสยืนในระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงระหว่างไตร มาส 3/2553 ขณะที่ความเสี่ยงทางการเมืองเริ่มลดระดับลงแล้วตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมสำหรับการ "หมุนขั้ว" อัตรา ดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. จากระดับ 1.25% ที่ค่อนข้างผ่อนคลายอย่างมากในปัจจุบัน เป็นเชิง "เข้มงวด" มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย
"ดังนั้นคงต้องจับตาการ ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน 2 รอบที่จะถึงนี้ (ในช่วงวันที่ 14 ก.ค. และ 25 ส.ค.นี้) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่า วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อาจเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว" ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์


