นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้าว มักจะมีปมปริศนาให้สังคมสงสัย คลางแคลงใจ และตั้งคำถามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวเปลือก การประมูลขายข้าวเก่าในสต็อกของรัฐบาล ล่าสุดแนวคิดที่จะเปิดโควตานำเข้าข้าวจากประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อนบ้าน (อีซีเอส) คือ ลาว กัมพูชา และพม่า จำนวน 1.5 ล้านตัน ในอัตราภาษี 0%
ไม่ต้องย้อนไปไกล เฉพาะยุคของรัฐมนตรีว่าการกระทรงพาณิชย์ในปัจจุบัน ที่ชื่อ "วัฒนา เมืองสุข" เมื่อครั้งที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อเดือนธันวาคม 2546 ก็ประเดิมด้วยการเปิดประมูลขายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล เป็นข้าวเก่าในฤดูการผลิตปี 2543/44 และ 2544/45 กว่า 1 ล้านตัน ซึ่งข้อดีก็คือเป็นการลดภาระค่าเช่าโกดัง ค่ารักษาคุณภาพข้าวของรัฐบาล
แม้ว่า "วัฒนา" จะเปิดประมูลโดยทั่วไป แต่เมื่อประกาศผู้ชนะการประมูลซื้อข้าว ก็ทำให้เกิดความแคลงใจ เมื่อม้ามืดอย่างบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริเทรดดิ้ง จำกัด ประมูลซื้อได้ไปถึง 634,000 ตัน หรือกว่า 60% แซงหน้าผู้ส่งออกข้าวยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด ที่ซื้อได้ประมาณ 1.5 แสนตัน และบริษัท ข้าวไชยพร จำกัด ที่ซื้อได้แค่ประมาณ 6 หมื่นตันเท่านั้น
ชื่อบริษัท เพรซิเดนท์ฯ ที่โผล่มา ทำให้หวนคิดไปปี 2545 เมื่อครั้งที่ "วัฒนา" เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็เป็นผู้ประสานงานให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขายข้าวให้กับองค์กรสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) ล็อตใหญ่ 5 แสนตัน โดยมอบหมายให้บริษัท เพรซิเดนท์ฯ เป็นส่งมอบแทน โดย อ.ต.ก. ได้รับค่าหัวคิวตันละ 21 บาท
เมื่อ "วัฒนา" เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วบริษัท เพรซิเดนท์ฯ ประมูลซื้อข้าวได้มากสุด จึงไม่อยากจะเชื่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง "วัฒนา" กับบริษัท เพรซิเดนท์ฯ เป็นไปอย่างปกติ
แต่การประมูลซื้อข้าวล็อตนี้ ก็มีความแคลงใจว่า เหตุใดบริษัท เพรซิเดนท์ฯ จึงต้องการข้าวมากขนาดนั้น ทั้งที่เป็นข้าวเก่า บริษัท เพรซิเดนท์ฯ มีออร์เดอร์ส่งออกในมือมากขนาดจริงหรือ …เก็บความแคลงใจนี้ไว้ก่อน
ต่อมา เดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบพบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ปี 2546/47 และพบว่าโกดังที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เช่าเพื่อเก็บข้าวรับจำนำ มีการเวียนเทียนข้าวเก่ามาสวมเป็นข้าวใหม่เข้ารับจำนำ และหนึ่งในนั้นคือ โกดังของบริษัท สยามกสิกิจ ไรซ์มิลล์ จำกัด ที่ จ.พิจิตร มีข้าวเก่าปนอยู่ประมาณ 2-3 หมื่นตัน
เมื่อตรวจสอบบริษัท สยามกสิกิจฯ ก็พบว่า เป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท เพรซิเดนท์ฯ จึงทำให้เกิดคำถามว่า ข้าวเก่าที่ตรวจพบในโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นข้าวเก่าของรัฐบาลที่เปิดประมูลขายไปก่อนหน้านี้หรือไม่ …คำถามนี้เก็บไว้ในใจอีกครั้ง
ต่อมา ต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา "วัฒนา" เปิดประมูลขายข้าวเก่าในสต็อกรัฐบาลอีกรอบกว่า 1.94 ล้านตัน และบริษัท เพรซิเดนท์ฯ ก็ประมูลได้ไปมากสุดถึง 1.78 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านบาท แถมยังได้ค่าการตลาดจากรัฐอีกตันละ 4.5 เหรียญสหรัฐ
รวมแล้วข้าวที่บริษัท เพรซิเดนท์ฯ ซื้อจากรัฐ 2 ล็อตจะมีปริมาณถึง 2.3 ล้านตัน หรือกว่า 30% ของยอดการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บริษัท เพรซิเดนท์ฯ มีออร์เดอร์ในมือมากขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าวเก่าที่ซื้อไปล็อตก่อน 6.3 แสนตัน ส่งออกหมดแล้วหรือ (หรือว่ายังวนเวียนอยู่ในประเทศ) เป็นได้หรือที่บริษัท เพรซิเดนท์ฯ จะต้องส่งออกข้าวให้หมดภายใน 9 เดือน ที่ต้องขนข้าวลงเรือให้ได้วันละประมาณ 6.5 พันตัน บริษัท เพรซิเดนท์ฯ มีความสามารถส่งออกได้ทั้งหมด...จริงหรือ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นบริษัท เพรซิเดนท์ฯ ส่งออกข้าวได้ 5-6 แสนตันเท่านั้น
เหตุที่บริษัท เพรซิเดนท์ฯ ซื้อข้าวเก่าล็อตใหญ่จากรัฐบาลรอบ 2 นี้ เมื่อโยงกับความสงสัยว่า ข้าวเก่าที่ตรวจพบในโครงการรับจำนำข้าว เป็นข้าวเก่าที่รัฐบาลประมูลขายไปรอบแรกใช่หรือไม่ จึงมีคำถามซ้อนเข้ามาอีกว่า การประมูลซื้อข้าวรอบ 2 นี้ เป็นการซื้อ "สต็อกลม" บางส่วน เพื่อปกปิดอะไรบางอย่างหรือไม่...เก็บความสงสัยเอาไว้อีกครั้ง
ขณะที่สังคมกำลังหาคำตอบจากคำถามที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์ และแต่ละห้วงเวลา ว่า มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่…มีอะไรซุกอยู่ในก่อไผ่หรือไม่ "วัฒนา" ก็เปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับข้าวขึ้นมา นั่นคือการผลักดันให้ประเทศไทยเปิดโควตาพิเศษนำเข้าข้าวจาก ลาว กัมพูชา และพม่า
"วัฒนา" ให้เหตุผลว่า เพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ไทยก็จะสามารถควบคุมตลาดข้าวของโลกได้ง่ายขึ้น ป้องกันการตัดราคากันเอง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยจะนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำ เช่น ข้าว 35% หรือข้าว 45% ที่ประเทศไทยไม่มีผลิตเพื่อส่งออก
แต่แนวคิดนี้ก็ก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า มีความจำเป็นแค่ไหนถึงต้องนำเข้ามาส่งออก ทำไมไม่ให้ผู้ส่งออกไปดำเนินการที่ประเทศนั้นๆ เอง ขณะที่ไทยก็มีโครงการความร่วมมือเรื่องข้าวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไม่ให้มีการตัดราคากันเองอยู่แล้ว
การนำข้าวคุณภาพต่ำเข้ามายังมีความเสี่ยงที่ข้าวเหล่านั้นที่มีราคาถูกจะเข้ามาผสมกับข้าวไทยแล้วขายในประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงที่ข้าวเหล่านั้นอาจจะมาซุกอยู่ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลและสุดท้ายทำให้ราคาข้าวภายในประเทศตกต่ำ
นอกจากนี้ ยังมีข้อแคลงใจว่า แนวคิดนี้มีผลประโยชน์แฝงเพื่อยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรอย่างเครือซีพี (ที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "วัฒนา") ที่ไปลงทุนปลูกข้าวในประเทศเพื่อนบ้าน...หรือไม่
นโยบายนี้จึงถูกต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรงทั้งจากสมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงคนรัฐบาลบางส่วนโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
อย่างไรก็ตาม การชูประเด็นเปิดโควต้านำข้าวครั้งนี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ต้องการจะดำเนินอย่างจริงจัง หรือเป็นการจุดกระแสเพื่อกลบข้อสงสัยการประมูลข้าวล็อตใหญ่ของบริษัท เพรซิเดนท์ฯ เป็นยุทธวิธี หลอกล่อซ้าย จู่โจมขวา...หรือไม่
เมื่อย้อนเหตุการณ์ ไปตั้งแต่กระทรวงพาณิชย์ เปิดประมูลขายข้าวเก่าล็อตแรก ที่บริษัท เพรซิเดนท์ฯ ซื้อได้มากสุดถึง 6.3 แสนตัน (ไม่ได้ส่งออกทั้งหมด แต่ขายเปาเกาให้โรงสีภายในประเทศ นำไปเวียนเทียนจำนำข้าวกับรัฐ...หรือไม่)
ต่อมามีการตรวจพบข้าวเก่าจำนวนมากในหลายโกดังที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวปี 2546/47 หนึ่งในนั้นมีบริษัท สยามกสิกิจฯ ในเครือของบริษัท เพรซิเดนท์ฯ รวมอยู่ด้วย (เป็นข้าวเก่าที่รัฐขายก่อนหน้านี้...หรือไม่)
อีกไม่นานกระทรวงพาณิชย์ประมูลขายข้าวเก่าอีกครั้ง โดยบริษัท เพรซิเดนท์ฯ ซื้อได้มากสุดถึง 1.7 ล้านตัน (เป็นข้าวเก่าที่มีปัญหาอยู่ และเป็นการซื้อสต็อกลม เพื่อปกปิดอะไร...หรือไม่)
การชูประเด็นจะเปิดโควตาพิเศษนำเข้าข้าวจาก 3 ประเทศ (เพื่อเบี่ยงประเด็น...หรือไม่)
เหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับข้าว ที่ผ่านมานั้น ก่อให้เกิดความสงสัย ความแคลงใจ และมีคำถามมากมาย ดังเป็นเกมปริศนา ที่มีคำเฉลยอยู่ในสายลม...จะมีใครบ้างไหมที่สามารถไขปมปริศนาแห่งผลประโยชน์เรื่องข้าวนี้ได้ ???


