โพลล์ซีอีโอ จี้รัฐลงทุนเทคโนโลยี เห็นฟ้อง"ค้าเสรี" ยอดปรารถนา

Submitted by info on Wed, 2003-10-22 00:00

โพลล์"ซีอีโอ ซัมมิต" ระบุทุกฝ่ายเห็นพ้อง"การค้าเสรี" คือยอดปรารถนา และ 56% ลงความเห็นความร่วมมือภาคธุรกิจยังน้อยเกินไป นอกจากนั้น 78% จี้รัฐบาลหันมาเน้นลงทุนด้านเทคโนโลยี และวาทะ "มหาธีร์"โดนใจ คณะทำงาน มากสุด ขณะเดียวกันตัวแทนรัฐ-เอกชนต่างชาติ มองอนาคตเอเปคต้องเน้นการสื่อสารถึงชุมชนนักธุรกิจและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนทั่วไป ถึงจะบรรลุ เป้าหมาย

คณะทำงานจัดการประชุมเอเปค ซีอีโอ ซัมมิต สรุปผลการประชุมสัมมนาในช่วง 3 วัน ว่ามีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่มีประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเปค มีตัวแทนผู้บริหารสูงสุดจากภาคเอกชนทั่วโลกเข้าร่วมประชุมสัมมนา ในหัวข้อต่าง ๆ กว่า 500 คน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า การค้าเสรี เป็นสิ่งจำเป็น และที่ประชุมเห็นว่าประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก จะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างบรรยากาศการเป็น หุ้นส่วน ซึ่งกันและกันให้มากขึ้น

ขณะที่วาทะของดร. มหาธีร์ โมฮัมหมัด โดนใจคณะกรรมการทำงานมากที่สุด ในแง่ที่ว่า โลกของการค้าที่เสรี จะต้องมีความเสมอภาคในทุก ๆ ด้าน ทุก ๆ ฝ่ายรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ภูมิภาค ความแตกต่างด้านการพัฒนา ขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนภาคเอกชนและปัจเจกบุคคล

โดยเป้าหมายของความร่วมมือคือเพื่อลดความแตกต่าง และอำนวยความสะดวกต่อกันในการทำธุรกรรมทางการค้าและเศรษฐกิจ เช่น ในเรื่อง ภาษี ความมั่นคง ความปลอดภัย พลังงาน ทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีและการสื่อสาร รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในทุกระดับ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาคม ขณะที่ความร่วมมือ และมั่นใจระหว่างภาครัฐและเอกชน จะสามารถส่งสัญญาณที่ดีไปยังเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2003 ด้วยว่า ภาคเอกชนพร้อมจะร่วมมือกับภาครัฐเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของโดฮาร่วมกัน

อย่างไรก็ดี ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม มีการจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมในเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก ปรากฏว่าผู้ตอบแบบสอบถามราว 250 รายจากทั้งหมด 500 ราย หรือประมาณ 50% ของผู้เข้าร่วมสัมมนา ผลปรากฏว่าจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 56% เห็นว่าความร่วมมือยังไม่เพียงพอ มีเพียง 26% ที่เห็นว่าความร่วมมือเพียงพอแล้ว

ขณะที่ 58% เห็นว่าภาคธุรกิจควรมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงมาตรฐานของธรรมรัฐและธรรมาภิบาล โดยภาครัฐควรส่งเสริมสนับสนุนและมีมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้มีบรรษัทภิบาลมาใช้ในการประกอบการมากขึ้น 20% เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และ 12% เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศ

ในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี 96% เห็นว่า ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องลงทุนเพื่อการเติบโตด้านเทคโนโลยี 78% เห็นว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มีเพียง 8% ที่เห็นว่าไม่สำคัญ

ประการสุดท้าย คือเรื่องการลงทุนในเทคโนโลยีด้านใดสำคัญที่สุด 36% เห็นว่าเป็นเรื่องการให้บริการลูกค้า 29% เป็นเรื่องการจัดการภายในและบัญชี 14% เห็นว่าควรเป็นเรื่องกระบวนการถ่ายโอน 11% เห็นว่าควรเป็นการลงทุนด้านอุตสาหกรรม/การผลิต และ 10% เห็นว่าควรเป็นการลงทุนด้านการตลาด

ขณะเดียวกัน วานนี้ นายปีเตอร์ ชาร์ลตัน ประธานของเฟิร์สท์ ชาร์ลตันคอมมูนิเกชั่นส์ กล่าวระหว่างการเสวนาในงานประชุมสุดยอดเอเปค ซีอีโอ ซัมมิต ในหัวข้อ"อนาคตเอเปค:สิ่งสำคัญใดที่เรียนรู้จากการประชุมสุดยอดซีอีโอและอะไรเป็นสารสำคัญจากผู้นำเอเปค"โดยเขาให้ความสำคัญอันดับแรกกับการสื่อสารข้อมูลความคิดของบรรดาผู้นำกลุ่มเอเปคไปให้ถึงชุมชนนักธุรกิจและประชาชนทั่วไปต้องมีความคืบหน้าและก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป

"เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าจากการประชุมเอเปค การสื่อสารทางธุรกิจจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจเช่น จีน รัสเซีย สหรัฐ กลุ่มประเทศในละติน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไปถึงกลุ่มประเทศยากจนและด้อยกว่าถือเป็นประเด็นสำคัญการเจรจาแบบพหุภาคีในประเด็นสำคัญๆว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จก็เป็นสิ่งจำเป็น นายชาร์ลตันกล่าว

สอดรับกับความเห็นของนายวิคเตอร์ ฟุงประธานกลุ่มบริษัทลี แอนด์ ฟุง ลิมมิเทดที่ว่าอันดับแรกต้องให้แน่ใจว่าชุมชนนักธุรกิจเข้าใจการจัดประชุมและต้องจัดการด้านการสื่อสารส่วนนี้ให้ได้มากกว่าที่คาดหวังโดยเชื่อว่าขั้นตอนการสร้างศักยภาพการสื่อสารไปให้ชุมชนนักธุรกิจและประชาชนทั่วไปสำคัญอย่างยิ่งให้รู้ว่าเอเปคต้องการไปทางใดและให้แน่ใจว่ากลุ่มจะไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้

"นอกจากศักยภาพการสื่อสารแล้วยังจำเป็นต้องสร้างสมดุลให้กับทุกฝ่ายในเมื่อมีหลายประเทศที่ยังประสบปัญหาเข้าไม่ถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกการสร้างศักยภาพเพื่อให้เกิดสมดุลแบ่งปันผลประโยชน์กันได้ครอบคลุมมากขึ้นจากการประชุมคิดว่าควรมีการอภิปรายถกเถียงกันโดยยึดมั่นว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่วางไว้เป็นเรื่องสำคัญนายฟุงให้ความเห็น

ให้ความสนใจคนนอกกลุ่มเอเปค ด้านนายไมเคิล ดัคเกอร์ รองประธานฝ่ายบริหารระหว่างประเทศของเฟดเดอรัล เอกซ์เพรส (เฟดเด็กซ์) มองว่าอนาคตของเอเปคขึ้นอยู่กับ 3 ส่วนที่สำคัญคืออันดับแรกต้องไม่ละเลยกลุ่มคนอยู่นอกชุมชนนักธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มคนว่างงานกลุ่มคนเหล่านี้จะไม่รู้ว่าการประชุมเจรจาเรื่องอะไรกันบ้างและมีอะไรมากมายที่ให้ต้องขบคิดดังนั้นเขาให้ความสำคัญเหนืออื่นใดกับการให้ความรู้แก่คนทั่วไปที่ยังไม่รู้ประเด็นอะไรที่เจรจากันอยู่ และเอเปคได้ดำเนินการหรือกำลังจะทำอะไรบ้าง

"การนำเสนอเสียงที่มาจากกลุ่มผู้นำประเทศกลุ่มเอเปคของเราส่งไปให้กับชุมชนธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญถัดมาที่ต้องดำเนินการให้มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมหรือสานต่อให้เกิดผลอย่างแท้จริงและชัดเจน นอกจากนี้การประชุมเอเปคต้องนำเสนอให้ความรู้ในประเด็นต่างๆที่มีการเจรจากันไปให้องค์กรต่างๆรับรู้เป้าหมายกับความคิดของผู้นำเอเปคซึ่งส่วนนี้สื่อมีความสำคัญที่จะช่วยส่งสารและช่วยผลักดันให้สิ่งต่างๆในที่ประชุมเดินหน้าต่อไป นายดัคเกอร์กล่าว

ส่วนนางสาวมารี แพนเกสตูสมาชิกของซีเอสไอเอสองค์กรภาครัฐจากชิลีเห็นว่า การทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยงความแตกต่างและความสลับซับซ้อนภายในกลุ่มเอเปคให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ถือเป็นปัญหาท้าทายเอเปคในอนาคต และชี้ว่าการแสวงหาความยืดหยุ่นในสิ่งจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งจะช่วยให้ผลได้จากการประชุมสมเหตุสมผลและทำได้จริง ขณะที่นายเฮอร์นัน ซอมเมอร์วิลล์ ประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปค และประธานสมาคมสถาบันการเงินและธนาคารของชิลี เชื่อว่าการเจรจาพหุภาคีที่ดำเนินการอย่างจริงจังเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆที่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจัดการให้ได้ตามเป้าหมายของกลุ่ม ผลการประชุมไม่ใช่แค่แถลงการณ์ระหว่างผู้นำประเทศเท่านั้น แต่ผู้นำเหล่านี้ต้องเดินทางไปพูดคุย เพื่อให้สิ่งต่างๆดำเนินการได้จริง "ปัญหาท้าทายเอเปคคือการประชาสัมพันธ์ให้ได้การเจรจาแบบพหุภาคีที่มีศักยภาพต้องให้ได้มากกว่าแถลงการณ์สนับสนุนซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีกระบวนการการเมืองมารองรับและเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความร่วมมือที่ต้องได้จากภาครัฐเท่านั้นภาคเอกชนโดยเฉพาะด้านธุรกิจต้องมีส่วนร่วมเป็นพันธมิตรในฐานะหุ้นส่วนกับภาครัฐแก้ปัญหานี้ด้วย" นายซอมเมอร์วิลล์กล่าว ความเห็นของนายซอมเมอร์วิลล์สอดคล้องกับนายฟุง ที่ว่าเอเปคต้องเดินหน้าให้เร็วผลักดันข้อตกลงเจรจาทวิภาคีและพหุภาคีเป็นช่องทางนำผลประโยชน์ไปให้ถึงทุกกลุ่มประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่เอเปคจะไปในทิศทางใดแต่จะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติมากกว่าสอดรับกับนางสาวแพนเกสตูกล่าวเห็นด้วยในช่วงท้ายว่าความช่วยเหลือจากการเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาในการเชื่อมโยงความแตกต่างกับความสลับซับซ้อนทั้งหมดที่มีอยู่ในกลุ่มเอเปคให้ลงตัวได้ ด้วยการใช้ความยืดหยุ่น ซึ่งต้องเน้นไปที่ว่ากระบวนการใดที่จำเป็นต้องทำให้เป็นผลสำเร็จและสามารถทำได้แบบสมเหตุสมผลและเป็นจริงได้ด้วย