มะละกอ จีเอ็มโอ (GMOs) บทเรียนจากฮาวายสู่เกษตรกรไทย


18 August 2003

ป็นเรื่องที่ยังคงทดลองอย่างต่อเนื่องสำหรับการตัดแต่งพันธุกรรมในมะละกอ
เพื่อสร้างความต้านทานโรคไวรัสร้ายที่คุกคามชาวเกษตรกร
จนเสียหายมานักต่อนัก

เริ่มตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2518 เกษตรกรชาวสวนมะละกอทั่วโลกต้องผงะ
เพราะเกิดไวรัสจุดวงแหวน หรือ PRSV (Papaya Ring Spot Virus) ระบาดหนัก
โดยเฉพาะเกษตรกรไทยทางภาคอีสานต้องประสบปัญหาอย่างรุนแรง
ไม่สามารถเยียวยาได้
เพราะต่างกับเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียที่สามารถกำจัดได้โดยสารเคมี

เมื่อเป็นโรคพืชที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยสารเคมีหรือวิธีธรรมชาติ
วิธีการที่นักวิชาการไม่มองข้ามก็คือ การตัดแต่งพันธุกรรมหรือ GMOs
(Genetically Modified Organisms) ซึ่งทำการวิจัยกันมาอย่างต่อเนื่องจน
ราวปี พ.ศ. 2535 มหาวิทยาลัยคอร์เนลและฮาวายในสหรัฐฯ
ประสบความสำเร็จในการตัดแต่งพันธุกรรมในมะละกอเป็นครั้งแรกของโลก
และเผยแพร่ให้เกษตรกรในฮาวายปลูกเป็นการค้าในปี พ.ศ. 2540
ในขณะที่ไทยเข้าร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคอร์เนลในการใช้เทคโนโลยี
จีเอ็มโอ
สร้างมะละกอที่มีความต้านทานเชื้อไวรัสจุดวงแหวนในมะละกอไทยในปี พ.ศ.
2538 โดยนำมะละกอพันธุ์แขกดำ แขกนวล ท่าพระ 1 ท่าพระ 2 และท่าพระ 3
ไปทำการวิจัยจากงบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรของกรมวิชาการเกษตร

เพียงไม่ถึง 2 ปี
นักวิชาการเกษตรไทยก็สามารถสร้างแม่พันธุ์มะละกอต้านไวรัส PRSV
ได้สำเร็จ โดยการนำยีน Close Protein ของ PRSV ยิงเข้าไปในมะละกอ
แล้วนำกลับมาในไทย 25 ต้น และปลูกทดลองที่สถานีทดลองพืชสวน ต.ท่าพระ
อ.เมือง จ.ขอนแก่น จนเปิดเผยไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2545 ที่ผ่านมา

แต่ในเวลานี้ มีเกษตรกรจากฮาวายผู้ปลูกมะละกอ จีเอ็มโอ ตั้งแต่ปี พ.ศ.
2540
ออกมาเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฮาวายให้คนไทยได้รับรู้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
จากการสัมมนาเรื่อง "มะละกอ จีเอ็มโอ บทเรียนจากฮาวายสู่เกษตรกรไทย "
ซึ่งจัดโดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานนี้มี คุณวรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ของกรีนพีซ
ร่วมกับนักวิชาการและเกษตรกรของฮาวายมาร่วมถ่ายทอดถึงรายละเอียด

ปลูกมะละกอ 5 ปี

มีแต่เสียกับเสีย

คุณเมลานี บอนเดอรา เจ้าของไร่ คานาลานี โอฮานา อยู่ในเมืองโคนา
รัฐฮาวาย ซึ่งทำการเกษตรแบบยั่งยืน
และเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์กรชุมชนท้องถิ่นที่ชื่อว่า ไฮยีน (HI-GEAN)
หรือเครือข่ายรณรงค์ต้าน จีเอ็มโอ รวมถึงมะละกอ จีเอ็มโอ เธอกล่าวว่า
การปลูกมะละกอในฮาวายกว่า 5 ปี ก่อนนั้น
มีการแจ้งว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาไวรัสจุดด่างวงแหวน
ซึ่งเธอขอใช้คำว่าเป็นโฆษณา เพราะจริง ๆ
แล้วกลับสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ กล่าวคือ หลังจากมะละกอ
จีเอ็มโอ ออกสู่ท้องตลาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542
ตลาดในต่างประเทศหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ถึง 40%
ของการส่งออกมะละกอของฮาวาย ปฏิเสธไม่ซื้อมะละกอ จีเอ็มโอ
ทำให้เกิดปัญหาต่อเกษตรกร ราคาของมะละกอ จีเอ็มโอ
ในท้องตลาดต่ำกว่าราคาทุนถึง 30-40%
และยังมีราคาต่ำกว่ามะละกออินทรีย์ถึง 6 เท่า และพันธุ์พืชของมะละกอ
จีเอ็มโอ ยังกระจายไปทั่วฮาวายอย่างไม่ตั้งใจ

"ผู้ผลิตมะละกอ จีเอ็มโอ
ให้สัญญากับเกษตรกรว่าสามารถแก้ปัญหาโรคไวรัสได้
แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่อย่างนั้น ทำให้มะละกอพันธุ์เรนโบว์
มีผลผลิตที่อ่อน เละจนไม่สามารถหั่นได้ ต้นไม่แข็งแรง
และยังเกิดเชื้อราจุดดำและโรคอื่น ๆ แทนในมะละกอพันธุ์ซันอัพ
ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงขึ้น สามารถขายได้เพียงปอนด์ละ 13-17 เซนต์
ในขณะที่ราคาคุ้มทุนอยู่ที่ 35 เซนต์ ต่อมะละกอหนัก 1 ปอนด์ (2.2 ปอนด์
= 1 กิโลกรัม) ลูกค้าต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นก็ไม่ต้องการ
ต้องนำมะละกอที่เหลือไปให้หมูกิน เกษตรกรบางคนต้องเลิกปลูกโดยสิ้นเชิง
เกษตรกรรู้สึกว่าถูกหลอก เพราะผลกระทบที่ได้รับมีแต่ปัญหา"
คุณเมลานีกล่าว

คุณเมลานียังกล่าวต่อว่า ในพูนาคือพื้นที่ที่มีการปลูกมะละกอมากที่สุด
ทั้งต้นและเมล็ดพันธุ์มีการปนเปื้อนของมะละกอ จีเอ็มโอ
และมะละกอปกติอยู่เต็มไปหมดทั่วฮาวายจากการผสมข้ามพันธุ์โดยไม่รู้ตัว
จนไม่สามารถแยกกันและไม่สามารถควบคุมได้
ซึ่งหลังจากสุ่มทดสอบสวนปลูกมะละกอของเกษตรกร พบว่า มะละกอ 6 ต้น
เป็นมะละกอ จีเอ็มโอ ถึง 5 ต้น

"จีเอ็มโอ ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์
ตอนนี้การทำใบรับรองฟาร์มเกษตรอินทรีย์ได้หยุดชะงักการออกใบรับรองให้เกษตรกรอินทรีย์ที่ฮาวาย
เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าจะมีมะละกอ จีเอ็มโอ
เข้ามาปนเปื้อนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความตั้งใจจึงสูญเสียรายได้ไป
มะละกออินทรีย์ซึ่งมีราคาสูงถึง 60-70 เซนต์ ต่อปอนด์
ก็จะไม่มีตลาดรองรับ" คุณเมลานีกล่าว

นักวิจัยอังกฤษชี้

จีเอ็มโอมีผลกระทบ

นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการวิจัยกรีนพีซ ชาวอังกฤษ ดร.แจเน็ท
คอตเตอร์
เผยข้อสงสัยเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อระบบนิเวศวิทยาและสุขภาพที่เป็นผลจากมะละกอ
จีเอ็มโอ ว่า จีเอ็มโอ
เป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และไม่แม่นยำพอ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ไม่คาดคิดและไม่คาดการณ์ขึ้นได้
ทำให้ระบบนิเวศวิทยาตกอยู่ในความเสี่ยง
อาจเกิดไวรัสพันธุ์ใหม่ที่จะส่งผลระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่อย่างไร
ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ ส่วนด้านสุขภาพ มะละกอ จีเอ็มโอ
อาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ชนิดใหม่หรือการดื้อยาปฏิชีวนะได้

"ที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหากับพืช จีเอ็มโอ ที่ไม่คาดคิดมาก่อน เช่น
ถั่วเหลือง จีเอ็มโอ ที่ตัดต่อให้ต้านยาศัตรูพืชได้
มีผลทำให้ไฟเตอร์ฮอร์โมนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายลดลง
โดยที่เพิ่งมาพบเมื่อปลูกเพื่อเป็นการค้าแล้ว
ผลิตผลถั่วเหลืองราวด์อัพเรดี้ของมอนซานโต
เกิดอาการก้านแตกในอากาศที่ร้อนและแล้ง
ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากสารลิกนินที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น
ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ไม่ต้องการและไม่ตั้งใจ"

ดร.แจเน็ตกล่าวต่อว่า มะละกอ จีเอ็มโอ เป็นพันธุวิศวกรรมศาสตร์
โดยใช้ปืนยีนดีเอ็นเอ
ยิงเข้าไปในเซลล์มะละกออย่างสุ่มโดยที่ไม่รู้ว่าจะเข้าไปอยู่ตรงไหน
ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดผลที่ไม่คาดคิด
เพราะยีนในแต่ละจุดของพืชเมื่อมีปฏิกิริยาจะทำให้ได้ผลที่ออกมาแตกต่างกัน
การทำ จีเอ็มโอ จึงเป็นเหมือนโชคหรือโอกาสในการได้มาซึ่งพืชที่ต้องการ
หลังจากมีการทำมะละกอ จีเอ็มโอ แล้ว
มีเอกสารทางวิทยาศาสตร์ในการประเมินความเสี่ยงพบว่า
วิธีการนี้อาจทำให้พืชชนิดอ่อนติดโรคได้ง่ายขึ้น
อาจทำให้เกิดพืชชนิดใหม่ อีกทั้งความแข็งแรงของไวรัสก็จะเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ ทางกรีนพีซยังเผยข้อมูลด้านความเสี่ยงของมะละกอ จีเอ็มโอ ว่า
มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า มีโปรตีนแปลกปลอมที่มะละกอ จีเอ็มโอ
ผลิตขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับโปรตีนที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้หลายอย่างแต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
รวมทั้งการยิงยีนเข้าไปในมะละกอไม่เพียงแต่ยิงยีนไวรัสจุดด่างวงแหวนเท่านั้น
ยังมียีนของสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ รวมอยู่ด้วย
โดยเฉพาะยีนมาร์กเกอร์ในมะละกอ จีเอ็มโอ ที่เรียกว่า npt II
ที่มีคุณสมบัติต้านยาปฏิชีวนะคานามัยซิน
ซึ่งเมื่อสะสมเข้าไปในร่างกายของมนุษย์และสัตว์มากขึ้น
อาจส่งผลทำให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะนั้น ๆ
ทั้งที่มีส่วนช่วยในการสร้างความสมดุลแก่ร่างกาย

ความกังขาในเรื่องนี้
ทำให้ยุโรปออกกฎห้ามการใช้สารต้านทานยาปฏิชีวนะจากมาร์กเกอร์ยีน
โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547
อีกทั้งองค์กรยาโลกและองค์การอนามัยโลกยังแนะนำผ่านทางคณะกรรมการโคเด็กซ์
ด้านอาหารจากเทคโนโลยีชีวภาพว่า ควรเลิกใช้ยีนจากสารต้านยาปฏิชีวนะนี้
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกไม่ยอมรับพืช จีเอ็มโอ

เกษตรกรยั่งยืนยัน

ไม่จำเป็นต้อง GMOs

คุณจอน บิลูน เกษตรกรผู้ปลูกมะละกอในเขตพูนา และโคนา
ของเกาะบิ๊กไอซ์แลนด์ รัฐฮาวาย โดยปลูกผสมผสานกับพืชชนิดอื่น ๆ
และทำเกษตรอินทรีย์มาตลอด และมักจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่เกษตรกร
คืออีกผู้หนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้
เขาเล่าว่าตลอดเวลาที่ตนทำเกษตรยั่งยืนกว่า 30 ปี
ไม่เคยเห็นว่าจำเป็นต้องพึ่งมะละกอ จีเอ็มโอ
ซึ่งตัวเขาเองก็เคยมีประสบการณ์การปลูกมะละกอ จีเอ็มโอ
อย่างไม่ตั้งใจเช่นกัน

"ในระหว่างที่เผยแพร่ความรู้เรื่องการปลูกมะละกอให้มีความอุดมสมบูรณ์
ในระยะแรก ผมไม่รู้เลยว่ามีการเผยแพร่มะละกอ จีเอ็มโอ อยู่
ผมยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเจ้าหน้าที่ที่เข้าอบรม
หลังจากที่เรียนรู้วิธีการไปแล้วจึงไม่กระตือรือร้นที่จะนำเทคนิคนี้ไปใช้
ผมเคยได้รับทุนเมื่อ 4-5 ปีก่อน ให้สาธิตปลูกมะละกอโดยไม่ใช้ จีเอ็มโอ
หลังจากนั้น 1 ปี ปรากฏว่ามะละกอที่ปลูกสาธิตนั้นเป็นมะละกอ จีเอ็มโอ
ถึง 90% ทั้งที่ผมคิดว่าเป็นเกษตรอินทรีย์มาตลอด
ทำให้เกษตรกรขายมะละกอส่งออกไม่ได้และผมเองก็เสียชื่อเสียง

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน จีเอ็มโอ กลับยกย่องผมว่า เป็นสวนมะละกอ จีเอ็มโอ
ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา" คุณจอน
เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ตนจำเป็นบทเรียนมา

เขาบอกต่อว่า สวนเกษตรอินทรีย์ของเขาที่ทำมาหลายสิบปีนั้น
เขามีวิธีการง่าย ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกร
โดยการทำเกษตรผสมผสานนี่เอง
ซึ่งให้ผลชัดในการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตในทางที่ดี
การทำเกษตรในเขตร้อนจำเป็นต้องรักษาอินทรียสารให้อยู่มากที่สุด
การทำให้แมลงมีทางเลือกอื่นและใช้สารจากธรรมชาติคือวิธีการที่ดีที่สุด
มะละกออินทรีย์ของเขาสามารถขายได้ราคาถึงปอนด์ละ 80 เซนต์ มีอายุต้นถึง
8 ปี
และสามารถปลูกในพื้นที่เดิมซ้ำในรุ่นต่อไปโดยไม่ต้องย้ายพื้นที่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ไม่อาจหยุดเทคโนโลยีให้หยุดอยู่กับที่ได้
การระมัดระวังอาจเป็นหนทางที่ดี
และแม้ผลกระทบด้านลบนั้นจะยังไม่เด่นชัด
การทดลองและหาข้อพิสูจน์ก็ยังคงดำเนินต่อไป สำหรับแปลงพืชสวนที่ขอนแก่น
คุณวิไล ปราสาทศรี ผู้อำนวยการสถานีทดลองพืชสวนขอนแก่น
ก็ยืนยันความเข้มงวดในการดูแลว่ามีการห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าออก
สร้างรั้วลวดหนามล้อมรอบถึง 14 ชั้น
และล้อมคลุมด้วยตาข่ายถี่รอบบริเวณในช่วงที่มีการผสมเกสร
ป้องกันการกระจายพันธุ์ของมะละกอ จีเอ็มโอ

ทั้งนี้ เพราะมะละกอ จีเอ็มโอ คือพืชที่กำลังอยู่ในช่วงทดลอง
ซึ่งยังอยู่ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีในการห้ามการทดลองพืช จีเอ็มโอ
ทุกชนิดในระดับไร่นา
แม้ผลผลิตที่ออกมาตอนนี้จะสวยสดน่ารับประทานแถมยังมีมะละกอ จีเอ็มโอ
รุ่นที่สองออกมาใหม่
เป็นที่น่าชื่นชมของใครหลายคน...และก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

หมวดหมู่ข่าว: 

คำชี้แจง

เนื้อหาข่าวที่รวบรวมในเว็บไซต์นี้ เป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด