รายงานพิเศษ
สัดส่วนรายได้ของประชากรจำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้ (พ.ศ.2531-2550)
ที่มา : ข้อมูลการประมวลผล โดยสำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดสภาวะสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อ้างอิงในรายงานสุขภาพคนไทย 2553, ต้นคิด, มิถุนายน 2553
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2552 ประเทศไทยมีประชากรรวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาย 32.8 ล้านคน เป็นหญิง 34.0 ล้านคน
ขณะเดียวกัน รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เมื่อปี 2550 สังคมประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรทั้งสิ้น 5.79 ล้านครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 4.05 คน/ครัวเรือน
จากการศึกษาของ มูลนิธิชีววิถี สรุปผ่านเอกสาร คู่มือประชาชน เรื่อง ความ(ไม่)มั่นคงทางอาหารกับทางออกของประเทศไทย" ประเมินจากข้อมูลดังกล่าว จำนวนเกษตรกรลดลงอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 67 เมื่อปี 2532 ลดเหลือน้อยกว่าร้อยละ 40 ในปี 2552
โดยในจำนวนนี้จำแนกเป็นเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 47 ภาคเหนือร้อยละ 23 ภาคกลางร้อยละ 15 ภาคใต้ร้อยละ 15
ในขณะที่คนทำการเกษตรมีอายุมากขึ้น คือเฉลี่ยประมาณ 45 ปี
ขณะเดียวกัน "โครงการวิจัยหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตรกรในชนบทไทย" ของ วิทยา เจียรพันธุ์ โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า เฉลี่ยอายุของเกษตรกรอยู่ที่ 51 ปี
กล่าวโดยสรุปอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยจึงอยู่ระหว่าง 45-51 ปี
จาการศึกษาของ มูลนิธิชีววิถี แม้เกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตอาหาร แต่ครอบครัวเกษตรกรกลับพึ่งพาตนเองในเรื่องอาหารน้อยกว่าที่ควรเป็น
ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า
เกษตรกรในประเทศไทยพึ่งพาอาหารที่ผลิตได้จากในไร่นาตนเองเพียงร้อยละ 29.74 ต่ำกว่าดัชนีการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร (ระดับประเทศ) ของเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการพึ่งพาตนเองเรื่องอาหารของครอบครัวเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตอาหารกำลังลดต่ำลงทุกขณะ
เช่น เกษตรกรในภาคใต้ใช้ผลผลิตจากไร่นาเพื่อเป็นอาหารต่ำเพียงร้อยละ 6.35 เท่านั้น
เมื่อปี 2550 นิรมล ยุวนบุณย์ ได้นำเสนอรายงาน "จากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม ประโยชน์และผลกระทบต่อประเทศไทย" โดยได้สำรวจสัดส่วนของชาวนาภาคกลางที่เก็บข้าวไว้กินเอง
เช่น ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีที่เก็บข้าวไว้กินเองมีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น
ปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครอบครัวเกษตรกรร้อยละ 25 เป็นขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มร้อยละ 23 เป็นข้าว ร้อยละ 16 เป็นเครื่องปรุง ร้อยละ 14 เป็นเนื้อหมูและเนื้อวัว ร้อยละ 9 เป็นผลไม้ ร้อยละ 6 เป็นผักต่างๆ ร้อยละ 5 เป็นไก่และไข่ ร้อยละ 2 เป็นปลา
นี่ไม่เพียงแต่สะท้อนสภาวะแปรเปลี่ยนในสังคมเกษตรดั้งเดิมของไทย หากแต่ยังยืนยันถึงการเข้ามาของเศรษฐกิจสินค้าอันเด่นชัดอย่างยิ่ง
ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ การประสบกับภาวะหนี้สิน
สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจหนี้สินของเกษตรกรไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 พบว่า เกษตรกรที่มีที่ดินและเช่าที่ทำกินนั้นมีหนี้สินเฉลี่ย 107,230 บาท ส่วนเกษตรกรรับจ้างมีหนี้สินเฉลี่ย 62,995 บาท
มีจำนวนเกษตรกรที่มีภาระหนี้คิดเป็นร้อยละ 76.70 ของเกษตรกรทั้งหมด
ขณะเดียวกัน "โครงการวิจัยหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตกรในชนบทไทย" ของ วิทยา เจียรพันธุ์ โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เกษตรกรที่กู้กับทาง ธกส. นั้นเฉลี่ยแล้วมีหนี้สินสูงถึงรายละ 167,597 บาท
หากคำนวณโดยใช้ฐานข้อมูลข้างต้น หนี้สินโดยรวมของครอบครัวเกษตกรทั้งประเทศจะมีขนาดประมาณ 4.5-7.5 แสนล้านบาท
ในจำนวนนี้ เป็นหนี้ะนาคารร้อยละ 57 เป็นหนี้กลุ่ม/-องค์กร ร้อยละ 32 เป็นหนี้เจ้าของที่และนายทุนร้อยละ 4 เป็นหนี้ญาติ/-เพื่อนบ้านร้อยละ 3
ทั้งหมดนี้ คือชะตากรรมของครอบครัวเกษตรกรไทย


