"ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์" สั่งหน่วยงานกระทรวงอุตฯที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาต รวบรวมโครงการทั่วประเทศเข้าข่าย 11 กิจการรุนแรง กำหนดนโยบายให้ปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ เอกชนมึน แม้ไม่ติดกลุ่ม 11 กิจการก็ยังมีสิทธิ์โดนร้อง ด้านเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเตรียมเคลื่อนไหวชุมนุมกดดัน ชำแหละคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฟ้องร้องโครงการต่อ สผ.เผยมี NGO ยื่นเรื่องมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยกิจการรุนแรง 2-3 โครงการแล้ว 2 ก.ย. ชี้ชะตาศาลปกครองกลางพิพากษาคดีหลัก
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหากรรม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายหลังจากกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศประเภทกิจการที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อ ชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 2 ส่วน คือ 1)พิจารณายกเลิกประกาศ 8 กิจการรุนแรงที่กระทรวงอุตสาหกรรมเคยประกาศ
และ 2)มอบให้หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสหากรรม ที่มีอำนาจในการอนุมัติ/อนุญาตโครงการ ไปรวบรวมข้อมูลโครงการที่ได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้ ว่ามีโครงการใดบ้างที่เข้าข่าย 11 กิจการ พร้อมกับมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมไปศึกษาว่า เมื่อพบโครงการที่เข้าข่าย 11 กิจการแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
"จากการประเมินเบื้อง ต้น ผมก็คิดว่าน่าจะมีโครงการที่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีโครงการใดบ้าง ต้องไปตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง หลังจากนั้นกระทรวงก็จะต้องกำหนดนโยบายอย่างไรต่อ" นายชัยวุฒิกล่าว
นาย สมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น โครงการเหมืองแร่ที่ได้รับอนุมัติหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และเข้าข่ายกิจการรุนแรง 11 กิจการ มีอยู่แค่โครงการเดียว คือโครงการส่วนขยายเหมืองสังกะสี ของบริษัท ผาแดง อินดัสเตรียล จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็ต้องรอนโยบายของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร ให้โครงการกลับมาดำเนินการทำรายงานผลกระทบสุขภาพ (HIA) หรือไม่ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องให้โครงการหยุดดำเนินกิจการ แต่อาจจะให้ทำ HIA ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
"ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดที่มีบทบาทอนุมัติโครงการ รวบรวมข้อมูลโครงการที่ได้รับอนุมัติหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และเข้าข่าย 11 กิจการรุนแรง ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติ ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ให้เป็นตามเงื่อนไขกฎหมายมาตรา 67 (2)"
นาย ประสบศิลป์ โชติมงคล รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กนอ.ได้ใช้ประกาศประเภทกิจการรุนแรงของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นแนวทางในการอนุมัติ-อนุญาตโครงการในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งหากเข้าข่าย กนอ.ก็จะให้เจ้าของโครงการกลับไปดำเนินการทำตามเงื่อนไขมาตรา 67 (2) เสียก่อน
อย่างไรก็ตามแม้โครงการไม่เข้าข่าย 8 กิจการรุนแรง ที่กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศไปก่อนหน้านี้ แต่ กนอ.ได้ทำหนังสือกำกับการอนุญาตให้เจ้าของโครงการรับทราบเบื้องต้นเกี่ยวกับ ว่าอาจจะเข้าข่ายประเภทกิจการที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา ซึ่งหากเข้าข่ายโครงการดังกล่าวก็จะต้องกลับมาดำเนินการตามมาตรา 67 เช่นกัน
ขณะนี้เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลโครงการที่มีการอนุมัติไปในนิคม อุตสาหกรรมอื่น ๆ นอก จากมาบตาพุด ยังไม่มีโครงการใดเข้าข่าย 11 กิจการรุนแรง ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า เครือข่ายเห็นว่าการประกาศ 11 กิจการรุนแรงที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบนั้น ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามความต้องการของภาคประชาชน ซึ่งในวันที่ 29 สิงหาคมจะมีการประชุมหารือกับภาคประชาชนเครือข่ายตะวันออก ถึงแนว ทางในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยเบื้องต้นอาจจะกำหนดไว้ 3 แนวทางคร่าว ๆ ได้แก่ แนวทางแรก การชุมนุมประท้วงกดดันรัฐบาลให้ยกเลิกมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
แนว ทางที่สอง การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ตัวแทนที่เป็นกรรมการ ไม่เหมาะสม การทำงานไม่ปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพียงแต่พิจารณาเห็นชอบสิ่งต่าง ๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนเท่านั้น และแนวทางที่สาม การหยิบยกโครงการในพื้นที่มาฟ้องร้องต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยกิจการรุนแรง ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลว่าจะฟ้องร้อง โครงการใดบ้าง
แหล่ง ข่าวจากโรงงานผลิตเหล็กรีดเย็นรายหนึ่งกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้จะมีการประกาศ 11 กิจการแล้ว บางโครงการอาจจะไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความผู้ประกอบการจะละเลยไม่รักษาหรือดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะยังมีช่องทางให้ภาคประชาชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน สามารถเคลื่อนไหวฟ้องร้องคณะอนุกรรมการวินิจฉัยกิจการรุนแรงได้อีก ถ้าหากถูกวินิจฉัยว่าเป็นกิจการรุนแรง ผู้ประกอบการรายนั้น ๆ ก็ต้องกลับมาดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขมาตรา 67 (2) อยู่ดี
แหล่ง ข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้มี 2-3 โครงการที่มีการฟ้องร้องขอให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยพิจารณาว่าเป็นกิจการ รุนแรงแล้ว อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา โดยคณะกรรมการ ผู้ชำนาญการ (คชก. พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นเรื่องมายังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยว่าเป็นกิจการรุนแรงหรือไม่, โครงการเหล็ก ที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่ชุมชนในพื้นที่ได้มีการยื่นเรื่องมายังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยว่าเป็น กิจการรุนแรงเช่นกัน
ซึ่ง สผ.คาดการณ์ว่าหลังจากที่มีการประกาศ 11 กิจการรุนแรงแล้ว อาจจะมีโครงการในมาบตาพุดไม่เข้าข่ายหลายโครงการ ทำให้องค์กรอาจจะใช้กลไกของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยกิจการรุนแรงจำนวนมาก สผ.ก็ได้เตรียมบุคลากรไว้บางส่วนเพื่อจะเตรียมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แล้ว
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ที่มี นายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง เป็นตุลาการเจ้าของสำนวน ได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านมาบตาพุด จ.ระยอง จำนวน 43 ราย ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกรวม 8 คน ขอให้เพิกถอนการออกใบอนุญาตให้กับ 76 โครงการ และกิจการของเอกชนในงานอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง และพื้นที่ใกล้เคียงใน จ.ระยอง ศาลได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้แถลงด้วยวาจาประกอบเอกสาร โดยกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีในวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2553


