สมาชิก สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเวที "ซักฟอก" 3 บริษัท "นครหลวงฯ-เอเซียโกลเด้นไรซ์-ข้าวไชยพร" ฐานแอบเข้าไปเสนอราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลแบบ "ปิดลับ" โดยไม่บอกสมาชิกรายอื่น อ้างไม่โปร่งใส-ไม่เป็นธรรม-ปิดโอกาสในการ แข่งขัน เตรียมร่อนหนังสือถึง "พรทิวา" ขอโอกาสในการเสนอราคาซื้อข้าวที่เท่าเทียมกัน ขณะที่ผู้ส่งออกบางส่วนแตกคอเข้าไปยื่นเสนอซื้อข้าวรอบ 2 เพื่อรักษาสิทธิ์ หวั่นเกิดการเวียนเทียนข้าวเก่ามาขายภายในประเทศฟันกำไร 2 ต่อ
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ว่า มีสมาชิกหยิบยกเรื่องของสมาชิกสมาคมบางรายเข้าไปยื่นเสนอราคารับซื้อข้าวสาร ในสต๊อกรัฐบาลตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าจะมีการเปิดให้ยื่นเสนอราคารับซื้อข้าว ปรากฏว่าบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันเป็นการทั่วไปแล้วว่า บริษัทผู้ส่งออกข้าว 3 รายที่ถูกเรียกให้เข้าไปเสนอราคารับซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ได้แก่ บริษัทนครหลวงค้าข้าว-บริษัทเอเซีย โกลเด้นไรซ์ และบริษัทข้าวไชยพร โดยทั้ง 3 รายได้รับการอนุมัติจากคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานขายข้าวหอมปทุมธานี-ข้าวเหนียวขาว 10% และข้าวขาว 5% ให้ไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการอนุมัติขายข้าวครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมนี้ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ว่า เป็นการขายข้าว แบบไม่โปร่งใส เพราะไม่ยอมเปิดประมูลเป็นการทั่วไป
ในที่ประชุมมีกรรมการสมาคมกลุ่ม หนึ่งสอบถามข้อเท็จจริงจากนายวรพงศ์ พิชญ์พงศา นายกกิตติมศักดิ์ ในฐานะประธานบริษัทนครหลวงค้าข้าว 1 ใน 3 รายที่เข้าไปซื้อข้าวในลอตนี้ ขณะที่กรรมการสมาคมจาก 2 บริษัท คือ บริษัทเอเซีย โกลเด้นไรซ์ กับบริษัทข้าวไชยพร ไม่มาเข้าร่วมประชุม
"ทางนครหลวงฯชี้แจงในที่ ประชุมว่า บริษัทมีความจำเป็นต้องเข้าไปซื้อข้าวจาก สต๊อกรัฐบาลเพราะขาดข้าวส่งออก จึงได้ยื่นออร์เดอร์เข้าไปเสนอซื้อข้าวกับกระทรวงพาณิชย์ โดยไม่ทราบว่าอีก 2 บริษัท (เอเซีย โกลเด้นไรซ์-ข้าวไชยพร) ก็ยื่นเสนอซื้อข้าวเช่นเดียวกัน การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของบริษัทเพราะกระทรวงพาณิชย์เป็นคน ตัดสินใจเองว่าจะขายข้าวให้ใคร แต่บริษัทนครหลวงฯไม่ยอมให้รายละเอียดว่า ซื้อในปริมาณเท่าไร และให้ราคาเท่าไร โดยอ้างว่าทุกอย่างต้องเป็นไปในทางลับ" ผู้ส่งออกข้าวรายหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมสมาคมกล่าว
คำชี้แจงของ บริษัทนครหลวงค้าข้าวดังกล่าว ทำให้ผู้ส่งออกข้าวบางส่วนไม่ค่อยพอใจนัก ดังนั้นที่ประชุมสมาคมจึงมีมติให้ทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะเดินทางกลับมาจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ในวันที่ 27 สิงหาคม เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความยุติธรรมในการเปิดขายข้าว ให้ผู้ส่งออกทุกรายมีโอกาสแข่งขันเสนอราคาซื้อข้าว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม มีผู้ส่งออกข้าวบางส่วน อาทิ บริษัทพงษ์ลาภ-บริษัทไทยฟ้า 2511 และบริษัทเจียเม้ง ได้ยื่นเสนอซื้อข้าวลอต 2 เข้าไปที่กระทรวงพาณิชย์แล้วโดยอ้างว่า เพื่อรักษาสิทธิ และให้ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 3 บริษัทแรกที่ได้ข้าวไปแล้ว แต่ยังมีผู้ส่งออกอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น ฮ่วยชวนค้าข้าว และบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด ไม่มั่นใจในวิธีการระบายข้าวของคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารชุดนี้ เนื่องจากไม่มีการประกาศเงื่อนไข TOR ที่ชัดเจนออกมา แต่กลับออกใบ B/O ให้รับมอบข้าวได้เลย "ทาง ซี.พี.ฯกับฮ่วยชวนฯจึงถอนตัวไม่เข้าร่วมเสนอราคารับซื้อข้าวลอต 2 เพราะไม่อยากเสี่ยง หากเกิดเหตุอื้อฉาวจนนำไปสู่การยกเลิกคำสั่งซื้อแบบที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต แต่ไม่รู้จะไปเรียกร้องความเสียหายเอากับใคร" แหล่งข่าวกล่าว
ทั้ง นี้ ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวน การขายแบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ ของ กระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ มีการเร่งรัดให้ ผู้ซื้อรับมอบข้าวให้เสร็จโดยเร็วภายใน 60-90 วัน จากเดิมที่เคยให้เวลาถึง 270 วัน เพราะเกรงว่ารัฐบาล (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ) จะยกเลิกการขายข้าวที่แสนจะอื้อฉาวในครั้งนี้ โดยมีตัวอย่างให้เห็นในอดีตมาแล้วครั้งที่ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ชนะการประมูลขายข้าวครั้งก่อน "ขู่" ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล เมื่อถูกประกาศยกเลิกการขายข้าวแบบกะทันหัน
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้จึงต้องเร่งออกใบ B/O ให้มารับข้าว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าว ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องใช้วิธีทำสัญญาย้อนหลัง ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์อ้างว่าที่เร่งให้ออกมารับมอบข้าวเร็วเป็นเพราะ รัฐบาลต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา แต่การเร่งระยะเวลารับมอบข้าวมีผลทำให้องค์การคลังสินค้า (อคส.)-องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) ทำสัญญาไม่ทันจนต้องออกใบ B/O ให้ก่อน
"ขณะนี้มีการรับมอบข้าวไปแล้วหลายโกดัง เช่น นครหลวงฯ รับมอบข้าวคลังบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ขณะที่ทางข้าวไชยพร รับมอบข้าวจากคลังธนาพรชัย จ.สมุทรปราการ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสำหรับคนที่จะซื้อลอต 2 เพราะไม่รู้ว่าเหลือสินค้าในคลังใดบ้าง เหมือนต้องซื้อข้าวที่เหลือโดยที่ไม่รู้ว่าคุณภาพดีหรือไม่ แถมยังต้องเสี่ยงเพราะการขายข้าวครั้งนี้ไม่มีการออก TOR แต่อย่างใด" แหล่งข่าวกล่าว
ล่าสุดยังมีผู้ส่งออกข้าวบางรายตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งระบายข้าวให้ทันเวลาภายใน 60-90 วัน อาจจะทำให้เกิดกระบวนการ "เวียนเทียน" ข้าวขายภายในประเทศแทนที่จะต้องส่งออก 100% เนื่อง จากตลาดข้าวในประเทศนิยมบริโภคข้าวเก่าและให้ราคาสูงกว่า หลังจากนั้นก็ค่อยซื้อข้าวใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดเดือนกันยายน-ตุลาคมมา ส่งออกแทน หรืออาจจะขายข้าวคืนให้กับโรงสี ซึ่งเป็นผู้รับฝากเก็บข้าว บางรายแอบนำข้าวไปขายก่อนจนกลายเป็น "ข้าวลม" ก็จะหักลบกันไป
"โรง สีบางรายตั้งราคาขายล่วงหน้าข้าว 5% ไว้ที่ราคา 16,000 บาท/ตัน ก็ซื้อข้าวลอตนี้ต่อมือจากผู้ส่งออกในราคา 12,700 บาท/ตัน จากราคาที่ผู้ส่งออกเสนอซื้อ 12,000 บาท ก็นับว่ายังต่ำกว่าราคาตลาดที่ 13,400-13,500 บาท/ตัน ข้าวเหนียวรัฐบาลขาย 20,000 บาทต่ำกว่าราคาตลาด 10,000 บาท โรงสีซื้อคืน 27,000-28,000 บาท/ตันก็ไปขายได้กำไร ดังนั้นผู้ส่งออกได้กำไร โรงสีได้กำไร ก็ไม่มีใครออกมาโวยวาย ประกอบกับผู้ส่งออกที่ซื้อข้าวรัฐบาลมีแค่ 7-8 รายวนเวียนเห็น ๆ กันอยู่ ขณะที่รายอื่น ๆ ถูกกีดกันออกไปเพราะเงินไม่ถึง คอนเน็กชั่นทางการเมืองไม่ได้" แหล่งข่าวกล่าว
ด้านนายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า บริษัทไม่ร่วมเสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลรอบ 2 แน่นอน เพราะมีเงื่อนไขในการเปิดขายเพื่อการส่งออก แต่บริษัทถนัดการส่งออกข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นชนิดที่รัฐบาลมีอยู่ในสต๊อกมากกว่า
ขณะที่นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทยกล่าวว่า เห็นด้วยที่ รัฐบาลทยอยระบายข้าวในสต๊อกเป็นลอต ๆ ไม่มากนัก และไม่เป็นข่าวเพราะจะเป็นประโยชน์มากกว่า การเก็บสต๊อกไว้มาก ๆ จะทำให้ต่างประเทศกดราคารับซื้อ ข้าวไทย ซึ่งหากรัฐบาลทยอยระบายออกไปก่อนที่ผลผลิตจะออกในช่วงกลางกันยายน-ตุลาคมนี้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวฤดูกาลใหม่ อีกทั้งข้าวฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาดช้ากว่าปกติเพราะเกิดภาวะภัยแล้งจนชาวนา เลื่อนการเพาะปลูกด้วย


