การเร่งระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา "แบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ" ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตันของกระทรวงพาณิชย์ ในนามคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ววงการค้าข้าว เนื่องจากเป็นการระบายข้าวแบบไม่เปิดประมูลเป็นการ ทั่วไป แต่คณะทำงานใช้วิธีเรียกบริษัทผู้ส่งออกข้าวบางรายเข้ามาเสนอราคาแล้วรวบรัด ให้ทำสัญญาซื้อขายข้าวในลักษณะนี้ได้ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยตามมามากมาย ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า ผู้เสนอราคาถูกเรียกร้องให้จ่าย "ค่าใช้จ่ายพิเศษ" ถึงกระสอบละ 100-200 บาทเพื่อแลกกับ การอนุมัติ ขายข้าวในราคาที่ "ต่ำกว่า" ราคาตลาด
โดยข้าวที่ถูกขายออกไปครั้งนี้ ประกอบไปด้วยข้าวหอมปทุมธานีนาปี 2551/52 นาปรังปี 2552 อนุมัติให้ความเห็นชอบ ขายไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 จากคลังสินค้าจำนวน 7 คลัง, ข้าวเหนียวขาว 10% นาปี 2551/52 นาปรังปี 2552 อนุมัติให้ความเห็นชอบขายไปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 จากคลังสินค้าจำนวน 1 คลัง และข้าวขาว 5% นาปรังปี 2551 นาปี 2551/52 นาปรังปี 2552 อนุมัติให้ความเห็นชอบขายไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง จาก คลังสินค้าจำนวน 18 คลัง
มีรายงานข่าวจากวงการค้าข้าว เข้ามาว่า บริษัทผู้ส่งออกข้าว ที่ถูกเรียกเข้าไปให้เสนอราคาซื้อข้าวทั้ง 3 ชนิด ข้างต้นประกอบไปด้วย บริษัทนครหลวง ค้าข้าว, บริษัทเอเซีย โกลเด้นไรซ์ และ บริษัทข้าวไชยพร เสนอราคารับซื้อข้าวหอมปทุมธานีตันละ 17,000 บาท ข้าวเหนียวตันละ 20,000 บาท และข้าวขาว 5% ตันละ 12,000 บาท ซึ่งทั้ง 3 ราคานี้เป็นราคาที่ผ่านการ "ต่อรอง" จากคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานแล้วในขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 20,000 บาท 30,000 บาท และ 13,500 บาทตามลำดับ
นั่นหมายความว่า คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร เสนอให้ขายข้าวสาร ให้กับผู้ส่งออกทั้ง 3 รายในราคาที่ "ต่ำกว่า" ราคาตลาดมาก ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้เสียหายจากการขายข้าวแบบไม่มีการประมูลครั้งนี้
หลังจากที่ข่าวการขายข้าวแบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ แพร่เข้าสู่วงการค้าข้าว แน่นอนว่า ผู้ส่งออกข้าวรายที่เหลือที่ ไม่ได้ถูก "รับเชิญ" เข้าไปเสนอราคารับซื้อข้าวได้พร้อมใจกันออกโรง "โวยวาย" การดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ทันที ภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่า การไม่เปิดประมูลเป็นการทั่วไปเท่ากับ "ไม่โปร่งใส"และส่อไปในทางไม่ชอบมา พากล เพราะการตกลงราคาซื้อขายถูก "จำกัด"อยู่แค่คณะทำงานเพียงไม่กี่คน กับตัวบริษัทผู้เสนอราคารับซื้อและมีแนวโน้มว่า หากราคาซื้อขายข้าวออกมา ต่ำกว่าราคาตลาดแบบนี้ ทุกคนในวงการค้าข้าวทราบ ดีว่า "ส่วนต่าง" ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็คือ "ต้นทุน" ผู้ส่งออกที่ต้องจ่ายเป็น " ค่าใช้จ่ายพิเศษ" ให้กับ ใครบางคนที่นั่งคุมเกมอยู่ข้างหลัง
ผู้ส่งออกข้าว 1 ใน 3 รายที่ถูกเรียกเข้าไปเสนอราคารับซื้อข้าวกล่าวยอมรับ ว่าการซื้อขายข้าวครั้งนี้เป็นการซื้อขาย แบบไม่ปกติ เพราะไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และที่ถูกเรียกเข้าไปก็ เพราะบริษัทมี "ศักยภาพ" พร้อมที่จะจ่ายและรับมอบข้าวภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งเร็วกว่าปกติ แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน แม้ว่าบริษัทปฏิเสธ "ข้อเสนอ" ในการขายข้าวครั้งนี้ก็มีบริษัทผู้ส่งออกข้าวรายอื่น รอที่จะเข้า "เสียบ" อยู่แล้ว แล้วทำไมบริษัทต้องปล่อยโอกาสทางการค้าให้หลุดลอยออกไป ที่สำคัญก็คือ การขายข้าวครั้งนี้ คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร เป็นฝ่าย "เรียก" ให้เข้าไปเสนอราคาเองต่างหาก
ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ "ออกตัว" ขึ้นมาทันทีว่า กระบวนการเจรจาต่อรองขายข้าวแบบไม่มีการประมูลครั้งนี้เป็นเรื่องของคณะทำ งานดำเนินการระบายข้าวสาร ซึ่งหมายถึง นายมนัส สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ที่ว่า "ใครมีออร์เดอร์ก็เสนอเข้ามาที่คณะทำงานเพื่อเจรจาต่อรอง ต่อรองเสร็จก็ส่งผลมา ยังพี่ พี่ก็ทำหน้าที่ส่งเรื่องผ่านไปยังรองประธานและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว แห่งชาติ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) พิจารณาอนุมัติขายหรือไม่ขาย พี่ก็เซ็น ตามที่คณะทำงานเสนอมา เพราะ พี่วางใจคณะทำงานเขามีวิธีการอยู่แล้ว"
ที่สำคัญก็คือ ไม่มีการให้เหตุผลว่า ทำไมถึงไม่เปิดประมูลขายข้าวเป็นการทั่วไปแบบที่เคยปฏิบัติกันมา แถมยังบอกต่อไปด้วยว่า คนที่ตัดสินใจอนุมัติขายข้าวหรือไม่ขายข้าวในครั้งนี้ไม่ใช่ตัวรัฐมนตรีว่า การกระทรวงพาณิชย์ แต่เป็นท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) ต่างหาก
ประเด็นที่ตามมาก็คือ รองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในฐานะรองประธาน กขช.เกี่ยวข้องกับกระบวนการขายข้าวแบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ ครั้งนี้แค่ไหน ? คำตอบมีอยู่ในหนังสือด่วน ที่สุด "ลับมาก" เรื่อง การจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ในต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าการขายข้าวทั้ง 3 ชนิด (ข้าวหอมปทุมธานี-ข้าวเหนียวขาว 10%-ข้าวขาว 5%) "รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ในฐานะ รองประธาน กขช. ได้ให้ความเห็นชอบการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลตามชนิดและโครงการรับ จำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลแล้ว"
และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ในหนังสือของกรมการค้าต่างประเทศฉบับนี้ได้อ้างว่า "นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี มีบัญชาให้บริษัทรับมอบและขนย้ายข้าวสารให้แล้วเสร็จในระยะเวลา ทั้งนี้ให้เป็นการดำเนินการ ในทางลับจนกว่าจะมีการขนย้ายข้าวสารออกจากคลังสินค้าเพื่อประโยชน์ของ ราชการ" เข้าไปด้วย
คำว่า "การดำเนินการในทางลับ" ของนายไตรรงค์หมายความว่าอย่างไรกันแน่ ? ตรงนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสารชุดของนายมนัส สร้อยพลอย ใช้วิธีการเรียกบริษัทผู้ส่งออกข้าวบางรายเข้ามาเจรจาต่อรองราคาข้าวโดยไม่ ยอมเปิดประมูลเป็นการทั่วไป ลักษณะนี้เข้าข่าย การดำเนินการในทางลับของนายไตรรงค์หรือไม่ ?
หรือการดำเนินการในทาง ลับ จะหมายถึง การรับมอบและขนย้ายข้าวสารที่ซื้อจากสต๊อกรัฐบาลไปแล้วอย่างลับ ๆ ? ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อข้าวสารที่ดำเนินการโดยคณะทำงานที่มีนัยสำคัญ ก็คือ การเปิดการขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลโดยไม่มีการ ประมูลเป็นเรื่องนอกเหนือคำสั่งของนายไตรรงค์ที่คณะทำงานดำเนินการไปโดย พลการหรือสุดแล้วแต่เหตุผลอะไรก็ตาม
ถึงที่สุดแล้ว เมื่อเหตุการณ์การ ขายข้าวลอตนี้ถูกดำเนินการอย่างไม่โปร่งใสและเต็มไปด้วยข้อครหาน่าสงสัย ในพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลอย่างนี้แล้ว ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะ รองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรมากกว่า?


