"มาร์ค"เมินNGOต้าน ดันร่าง"11กิจการรุนแรง"

Submitted by info on Mon, 2010-08-30 21:25

ให้ครม.พิจารณาอังคารนี้ หวังเดินหน้า"มาบตาพุด"

นายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุม ครม.วันที่ 31สิงหาคมนี้ จะพิจารณาร่างประกาศ 11 กิจการรุนแรงที่มีผลกระทบต่อชุมชน เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนใน "มาบตาพุด"ต่อ พร้อมติง"สมาคมต้านโลกร้อน" ไม่ควรเคลื่อนไหวกดดัน ยันรัฐบาลให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงกว่าหลายประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เมื่อวันที่29 สิงหาคมว่า ในการแก้ไขปัญหาการลงทุนใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาใน เรื่องของแผนเกี่ยวกับการป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นจากสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่มาบตาพุด พื้นที่จ.ระยอง เนื่องจากได้เกิดอุบัติเหตุอย่างน้อย 2-3 ครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลเห็นว่ายังมีจุดอ่อนในเรื่องของระบบการเตือนภัย ในเรื่องของการฝึกซ้อม ในเรื่องของการให้ข้อมูล และในเรื่องของการบริหารสถานการณ์จริง

ดังนั้นจึงได้มีการรวบรวมเอาข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชน จากพี่น้องในชุมชนมารวบรวม แล้วเสนอให้ คณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยในระดับชาติไปดำเนินการปรับปรุงแผน ก่อนนำเสนอ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

ขณะเดียวกันก็ได้มีการดูแลในเรื่องของการที่จะกำหนดกิจการที่ถือว่ามีผล กระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค้างคากันมา โดย คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา 18 ประเภทกิจการ ต่อมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีการพิจารณากันอย่างละเอียด โดยยึดถือหลักทางด้านวิชาการ ซึ่งมติของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯจะนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันอังคารที่31สิงหาคม 2553 เพื่อประกาศใช้ต่อไป

มีรายงานข่าว แจ้งว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ได้พิจารณา ร่างกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากระธรรมชาติและสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด ได้เสนอมา จำนวน 18 กิจการ แต่คณะกรรมการฯได้เห็นชอบเพียง 11 กิจการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กิจการที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯเห็นว่ากิจการที่ไม่ต้องประกาศเป็นกิจการรุนแรงคือ เรื่องของการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน เหตุผลก็เพราะว่าในปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้ประกอบการอีกแล้ว คงจะมีผู้ประกอบการรายเดิม ซึ่งขณะนี้มีการนำเรื่องไปฟ้องร้องศาลปกครองอยู่แล้วว่าจะสามารถดำเนินการ ต่อได้หรือไม่

ส่วนอีกกิจการหนึ่งที่ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมานั้นคือเรื่องการชลประทาน ซึ่งทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นว่าเนื่องจากกรณีของเขื่อนก็ดี เนื่องจากกรณีของประตูน้ำก็ดี เป็นกิจการที่จะต้องมีเรื่อง ของ การวิเคราะห์ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน(องค์การพัฒนาภาคเอกชนหรือ เอ็นจีโอ) เตรียมออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากไม่พอใจการประกาศกิจการรุนแรงของรัฐบาลที่มองว่าไม่ครอบคลุมว่า เรื่องนี้ต้องชี้แจงกัน ซึ่งจริงๆแล้วตนได้ให้คนในรัฐบาลติดต่อประสานงานกับภาคประชาชนตลอดเวลา ตรงไหนที่ยังมีปัญหาติดใจก็สามารถที่จะสอบถามกันมาได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามวลชนใช้วิธีการกดดันอีกครั้งรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่น่าจะทำอย่างนั้น เพราะรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและเรื่องการพัฒนา อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งมาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลได้ดำเนินการขณะนี้ถือว่าให้ความสำคัญกับสิ่ง แวดล้อม และมีมาตรฐานสูงกว่าในหลายประเทศ

"เราเอาจริง เอาจัง กล้ายืนยันได้เลยว่า สูงกว่าหลายต่อหลายประเทศ แต่ปัญหามีอย่างเดียวคือมีมาตรการออกมาแล้ว ไม่ปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมายยังย่อหย่อนและระบบของการทำงานเวลาเกิด เหตุเป็นปัญหา" นายกรัฐมนตรี กล่าว