ทีมข่าว CLICK
“กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม”
บทเพลงนี้คงเป็นที่คุ้นเคยของใครหลายๆ คน เพราะนอกจากจะได้ยินเวลาเปิดโทรทัศน์ตอนเช้าๆ แล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นอีกว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยนั้นยังชีพด้วยการเกษตร
แถมที่สำคัญยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ขนาดใหญ่ให้แก่ประเทศอีกต่างหาก เห็นได้จากคำพูดของ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่ระบุว่า เพียงช่วง 8 เดือนของปีนี้ไทยได้ส่งออกข้าวมากถึง 5 ล้านตันแล้ว และเชื่อว่าอีก 4 เดือนที่เหลือก็คงทำได้อีก 3.5 ล้านตัน รวมรายได้ทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ 1.7 ล้านบาท
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ตลอดหลาย 10 ปีมานี้ ศักดิ์ศรีของอาชีพ 'ชาวนา' กลับดูผกผันกับมูลค่าส่งออกยิ่งนัก หลายคนจัดให้อาชีพนี้เป็นฐานล่างสุดของประเทศ บ้างก็ว่าดูสกปรก น่ารังเกียจ ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งจนก็ยิ่งมีหนี้สินมากขึ้น แถมยังถูกนักการเมืองปรามาสว่าเป็นรากหญ้าของประเทศอีกต่างหาก ทั้งที่ความจริงแล้ว หากประเทศขาดฐานของวัชพืช (อย่างที่ใครบางคนกล่าว) ซึ่งมีมากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ก็คงจะอยู่รอดได้ยากแน่นอน
จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บรรดานักการเลือก ตั้งทั้งหลายจึงมุ่งจะผลิตนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวนา อย่างล่าสุดก็คือ 'นโยบายกองทุนสวัสดิการชาวนา' ซึ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ร่ายมนตร์ขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553
โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่ กองทุนดังกล่าวจะมีรูปแบบคล้ายๆ กับกองทุนเงินออมแห่งชาติ และกองทุนสวัสดิการสังคม โดยจะรับสมัครชาวนาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขนาดพื้นที่ทำนา 5-15 ไร่ และให้ส่งเงินสมทบกองทุนปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการขายข้าว ขณะที่รัฐจะสมทบให้ 1-2 เท่า เมื่อชาวนามีอายุครบ 65 ปี จะได้เป็นเงินบำเน็จคือจะได้เงินเป็นก้อนครั้งเดียว หรือถ้าเลือกรับเงินบำนาญจะได้ทุกๆเดือนต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี แล้วแต่เลือก
ทันทีที่นโยบายนี้ออกมาก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า นี่อาจเป็นการพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เชื่อว่า นี่อาจจะเป็นอาการพลั้งปากของท่านผู้นำเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ นโยบายก็เริ่มขยับไปบ้าง เห็นได้จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เริ่มตราพระราชบัญญัติแล้ว เพราะฉะนั้น คงถึงเวลาแล้วที่จะมาเริ่มสำรวจเสียทีว่า เอาเข้าจริงแล้ว สุดท้ายกองทุนชาวนานี้จะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาของใครกันแน่ระหว่าง 'เกษตรกร' กับ 'รัฐนาวาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ'
เขาว่าดีจริงๆ นะ
ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ก็ตาม แต่จากปฏิกิริยาแรกของผู้คนที่รับรู้เรื่อง ก็ดูจะให้การตอบรับค่อนข้างสูง อย่าง ประสิทธิ์ บุญเฉย นายก สมาคมชาวนาไทย ที่ขานรับนโยบายทันที โดยกล่าวว่า ทุกวันนี้ เฉพาะในภาคเกษตรเองก็มีชาวนามากถึง 53 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีกฎหมายฉบับนี้จะช่วยเป็นหลักประกันให้ชาวนา
“ที่ผ่านมาชาวนาไม่มีอะไรคุ้ม ครองดูแลเรื่องผลประโยชน์หรือสวัสดิภาพมากนัก และเราเองก็เป็นห่วงชาวนาที่อายุเยอะ ทำนามานาน อย่างเรื่องสุขภาพเราก็รู้ว่ารัฐบาลมีการรักษาให้ฟรีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องทุพพลภาพอื่นๆ ด้วยซึ่งยีงไม่ครอบคุม”
ที่สำคัญชาวนายังมีปัญหาในเรื่องต้นทุน ซึ่งต้องแบกรับภาระไว้มาก เพราะฉะนั้นหากมีการจัดตั้งกองทุนนี้จริงก็ถือเป็นตัวช่วยชาวนาได้อีกทาง หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินชดเชย บำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการอื่นๆ ที่สำคัญกองทุนนี้ยังสามารถดูแลชาวนาที่เช่านาผู้อื่นในการทำนา ซึ่งมีมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย
เช่นเดียวกับ ศรีสะเกษ สมาน ชาวนา จากจังหวัดลำปางและนายกสมาคมชีวิตดี ที่มองว่านโยบายนี้สร้างขึ้นมาจากเจตนารมณ์ที่ดี และหากได้นำมาใช้จริงก็จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เพราะทุกวันนี้ชาวนาไทยจำนวนมากกำลังประสบปัญหา โดยเฉพาะขาดแคลนพื้นที่การเกษตร
“ชาวนาที่ไม่มีนามีเยอะมาก คิดว่าจะเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของเกษตรกรไทยเลยก็ว่าได้ อย่างภาคกลางก็ไล่ตั้งแต่สุโขทัยถึงอยุธยาที่ชาวบ้านที่มีนาของตนเองจะมี น้อยมาก”
ชาวนาคือใครกันแน่?
แต่ถึงจะมีคนชูมือสนับสนุนนโยบายมากมาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ก็คือปัญหาที่จะตามมาทีหลัง เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วย่อมมีปัจจัยอื่นเสริมเข้ามาเต็มไปหมด
อย่างจุดหนึ่งที่ รศ.ดร.ธันวา จิตต์สงวน รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การเกษตร ที่ชี้ให้เห็นก็คือ การบริหารกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพนั้นถือเป็นเรื่องลำบากมากๆ โดยเฉพาะเมื่อลงรายละเอียดว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป
ที่สำคัญทุกคนเริ่มสับสนว่า ลักษณะแบบไหนกันแน่ที่เรียกว่า ชาวนา เพราะทุกวันนี้ใครๆ ต่างก็เป็นชาวนาได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำนาเป็นอาชีพเสริม หรือคนที่จ้างคนอื่นทำนา
“ประเทศไทยเรามีปัญหาเรื่อง ข้อมูลอย่างมาก เป็นความบกพร่องของการกระจายประโยชน์ บางทีไปๆ มาๆ อาจจะเจอหุ้นลม หรือเกษตรกรที่ไม่มีตัวตน หรือแม้แต่เรื่องอายุเองก็ถือว่ามีปัญหา เพราะบางทีอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษียณไปก็ทำนาก็มีเยอะแยะ เรื่องพวกนี้ต้องทำชัดเจน ไปดูชุมชนเยอะๆ เพราะเขาจะรู้ว่าใครที่เป็นชาวนาจริงๆ”
สอดคล้องกับความเห็นของ ศรีสะเกษ ที่ระบุว่าทุกวันนี้ชาวนามีความหลากหลายสูงมาก โดยบางส่วนก็เป็นชาวนาแท้ๆ ขณะที่เป็นคนก็เป็นผู้จัดการนา ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่ทุนเป็นของตัวเอง และอาศัยการจ้างแรงงานหรือเครื่องมือเทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาช่วย ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน
3 เปอร์เซ็นต์ใครจะจ่าย
นอกจากที่จะต้องระบุให้ชัดว่า ใครกันแน่ที่คือชาวนา อีกเรื่องหนึ่งที่จะลืมมองไม่ได้เป็นอันขาด ก็คือสิ่งที่จะทำนั้นมีความเป็นไปได้แค่นั้น เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาของเกษตรกรนั้นมีมากกว่าเรื่องความยากจน แต่ยังมีทั้งเรื่องการออม การต่อยอด หนี้สิน รวมไปถึงความยั่งยืนของโครงการด้วย
ซึ่งประเด็นนี้ ชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้เป็นเจ้าตำรับของกองทุนสวัสดิการชาวนาซึ่งพยายามเสนอแนวคิดนี้ให้ แก่หลายรัฐบาล ก็มองว่า การทำแบบนี้ก็อาจจะไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องเอาเงินเข้ากองทุน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ชาวนาจะไม่ร่วมด้วย
“ตอนนี้มันไม่สามารถไปไล่ บี้เอาเงินจากชาวนาได้ ต่อให้เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องถามก่อนว่าเขาได้กำไรจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้จากการวิจัยของทั้งรัฐและเอกชนสรุปออกมาตรงกันว่า ต้นทุนการปลูกข้าว 1 ไร่อยู่ที่ 6,000 บาท แต่ตอนนี้ขายจริงได้ 3,500-4,000 บาทต่อไร่ แล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย”
ที่สำคัญเมื่อพิจารณาถึงรายได้ส่วนใหญ่เป็นระบบเงินหมุนเวียน บางคนก็กู้หมุนเวียน เอาเงินจากที่หนึ่งมาใช้อีกที่ ส่งผลให้ตัวเลขรายได้ไม่มีความแน่นอน บางปีก็มีกำไรสุทธิ ขณะที่บางปีก็ไม่มี
“ผมว่าการทำแบบนี้มันหยาบเกิน ไป แถมบางทียังผูกพันกับระบบหนี้สิน เพราะฉะนั้นการจะหักเงินเข้ากองทุนก็ควรจะหาทางให้เขาชดใช้หนี้สินได้ก่อนดี กว่า” รศ.ดร.ธันวากล่าว
เพราะฉะนั้นชรินทร์จึงเสนอว่า ทางที่ดีรัฐบาลควรต้องรีบแก้ไขปัญหาที่สำคัญอย่าง ราคาผลผลิต ต้นทุนการผลิต รวมทั้งปัญหาหนี้สิน เป็นลำดับแรกมากกว่า
“ตอนนี้มันต้องให้ฟรีแก่ ชาวนาก่อน เหมือนกับกองทุนของกรรมกรแรงงาน แต่ถ้าถึงจุดที่ว่าแก้ไขเรียบร้อยแล้ว มีกำไรพอใช้ จุดนั้นก็ควรให้จ่ายเพื่อให้มันเป็นธรรม แต่ถ้าถามว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร มันไม่สามารถตอบได้หรอก เพราะถ้าตั้งไว้ 10 ปีแต่รัฐบาลอยู่เฉยๆ แบบนี้มันก็ไม่ช่วยอะไร”
ฤๅจะเป็นแค่ปลายเหตุ
ไม่เพียงแค่นั้น การพิจารณาถึงปัญหาของเกษตรกรอย่างรอบด้านก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนี่อาจจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องนัก เนื่องจากไม่ได้สืบสายปัญหาตั้งแต่ต้นรากลงมา โดยนักเศรษฐศาสตร์เกษตรชี้ว่า ทางที่ดีรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่าอะไรคือปัญหากันแน่ ไม่ใช่มัวแต่อัดเงินลงไปเพียงอย่างเดียว
“การแก้แบบนี้ถือเป็นปลายเหตุ มากๆ ผมว่าเราต้องไปดูตั้งแต่ความคิดของเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องการใช้หนี้ เพราะจริงๆ เรื่องรายได้กับหนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ผมว่าไม่ถูกนะ ถ้าเราจะทำเรื่องนี้ไปโดยที่เกษตรกรยังมีหนี้อยู่ เราต้องทำให้หมดหนี้อย่างถาวร ซึ่งทางออกก็คือไปปรับปรุงผลผลิตให้ดีเสียก่อน
“หรือแม้แต่เรื่องหนี้สินเอง หากคุณจะแก้ไขก็ต้องไปดูว่า ทำไมรายรับถึงมากกว่ารายจ่าย เช่นใช้ปุ๋ยเยอะหรือเปล่า ประสิทธิภาพต่อไร่มันต่ำหรือเปล่า มันต้องย้อนกลับไปหมด ไม่ใช่เอาแต่พูด อย่างคำพูดที่ว่าเอากองทุนไปใช้หนี้อย่างนี้ ดูเป็นคำพูดที่เฉียบขาด แต่ไม่แก้ไขปัญหาอะไรเลย”
ขณะที่เจ้าของไอเดียตัวจริงก็บอกว่า ณ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องมองไปข้างหน้า ไม่ย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะความพยายามต่อยอดการผลิตให้มากขึ้น เพื่อนำไปสร้างมูลค่าให้แก่สินค้า
“เราส่งข้าวสารให้ต่าง ประเทศมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ทุกวันนี้เราก็ยังทำแบบนั้นอยู่ เทคโนโลยีที่เราเอามาใช้ตอนนี้มันไม่ได้สอดคล้องกับผลผลิตที่มีเลย ทำไมเราไม่ส่งเป็นก๋วยเตี๋ยว เป็นบะหมี่ไปให้ต่างชาติบ้าง เหมือนที่เคยอวดอ้างไว้ว่าจะเป็นครัวโลก เป็นสต๊อกอาหารของโลก มันน่าอายนะที่ไปพูดแบบนั้นทั้งที่พ่อครัวแม่ครัว เจ้าของสต๊อกอาหารกำลังจะตาย”
มีทางออกอีกเยอะแยะ
ที่สำคัญ การแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง ก็คือไม่ควรจะมองแต่เรื่องเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปรอบๆ อย่างการแก้ไขปัญหาเรื่องการออมเงินก็เช่นกัน จริงๆ แล้วในเมืองไทยเองก็มีโมเดลในเรื่องนี้อยู่มากมาย และหลายอันก็มีประสิทธิภาพ ขณะที่บางทีโมเดลของรัฐเองเสียอีกที่กลับมีจุดบกพร่อง
อย่าง เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ระบุว่า ทุกวันนี้สถานการณ์ของโครงการช่วยเหลือเกษตรกรอยู่ในขั้นเลวร้ายมาก เพราะมีการเอางบประมาณไปแปรรูปกันจนได้ผลประโยชน์กันถ้วนหน้า
“เอาง่ายๆ อย่างโครงการลำไยช่วยชาติเนี่ย สุดท้ายก็เงียบหายกันหมด เงินไม่รู้เอาไปใช้อะไรหมด สุดท้ายเหลือลำไยใกล้เน่าตกอยู่กับรัฐบาลก็ต้องเอามาทำเชื้อเพลิงอะไรกันไป สูญเงินเปล่าๆ ปลี้ๆ ตั้งเยอะ หาคนผิดก็ไม่ได้”
และในกรณีของกองทุนสวัสดิการชาวนา เขาก็แนะนำว่า รัฐบาลไม่ควรรีบชง รีบทำเหมือนที่ผ่านมา เพราะรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจพื้นที่อย่างดี แต่ควรจะมองหาตัวอย่างดีๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต วัดไผ่ล้อม จังหวัดตราด ซึ่งสามารถชักชวนชาวนาจึงเก็บเงินได้จำนวนมหาศาล
“ท่านตั้งสัจจะกันว่าจะเก็บ เงินแต่ละเดือนเท่าไหร่ๆ มาลงกองกลางไว้ ใครเดือดร้อนก็มากู้เงินไปใช้ได้ในดอกเบี้ยต่ำๆ พอได้ผลประโยชน์เพิ่มมาก็เอาไปทำสวัสดิการให้กับกลุ่มต่อ ซึ่งจากกองทุนเล็กๆ ไม่กี่พันบาทสุดท้ายก็กลายเป็นระดับร้อยล้านบาทเลย”
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาก็ต้องเป็นไปอย่างมีขั้นมีตอน เพราะโมเดลดังกล่าวก็ใช่ว่าจะพร้อมสำหรับทุกครัวเรือนในประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ความรู้ อาทิ หมู่บ้านที่ไม่พร้อมอาจจะเป็นลักษณะเงินอุดหนุน เป็นสวัสดิการ ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาเป็นรูปแบบเงินออม หรือสหกรณ์ในตอนท้าย
และที่สำคัญสุดที่จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ ก็คือ 'ระบบการตรวจสอบ'
“จริงๆ ถ้าระบบตรวจสอบดี ผมอยากให้เริ่มหมดเลยนะทุกโครงการ เพราะเริ่มไปแก้กันไปก็ได้ แต่ทุกวันนี้การตรวจสอบอ่อนมาก พอเจอว่ารั่วไหลก็ไม่มีการแก้ไขโครงการ มันก็เป็นแบบนี้มาเป็นร้อยปีแล้วล่ะ”
………
แม้ตลอดระยะเวลาหลายปี เกษตรกรจะถูกจัดวางในฐานะของรากแก้วของประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเหล่านี้คือบุคลากรสำคัญของประเทศที่ได้ต้องรับการ ดูแล เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแก่พวกเขาจึงเป็น สิ่งจำเป็นมากๆ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า การแก้ไขปัญหาเพียงผิวๆ ก็ไม่ต่างกับการซื้อเวลา หรือค้ากำไรเกินควร เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรจะต้องมองทะลุก็คือ หนทางที่จะสร้างความเจริญอย่างยั่งยืน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับสู่ปัญหาเดิมๆ ตลอดเวลาเหมือนกับที่เกิดขึ้นทุกวันนี้


