นายกฯระบุประกาศ11กิจการรุนแรงอยู่บน'ความพอดี'

Submitted by info on Tue, 2010-08-31 20:51

นายกฯระบุประกาศ'11กิจการรุนแรง' มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจาฯ รับไม่ตรงกับข้อเสนอคกก.4ฝ่าย แต่ให้ตรงความคิดเห็นทุกฝ่ายไม่ได้

สมัครงานกับ ไทยน้ำทิพย์เปิดรับหลากหลายตำแหน่งวันนี้ สมัครฟรีและรับหนังสือคู่มือหางานwww.jobstreet.com

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงความคืบหน้าในการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการต้องห้ามในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นของการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไปตามขั้นตอนปกติเมื่อกฤษฎีกาตรวจถ้อยคำและรูปแบบเรียบร้อยเสร็จก็จะ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้

ส่วนกรณีที่มีเอ็นจีโอออกมาคัดค้านกับ 11 กิจการเพราะไม่ตรงกับมีการเสนอเข้าไปในคณะกรรมการสี่ฝ่าย นายกฯ กล่าวว่าถึงแม้ตรงกับกรรมการสี่ฝ่ายเสนอก็มีคนคัดค้าน ซึ่งมันคงไม่สามารถที่จะให้ตรงกับความคิดเห็นของทุกฝ่ายได้ แต่ว่ายืนยันว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้นำสิ่งที่เป็นความตั้งใจของ กรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน

“ยกตัวอย่างว่าปัญหาของเตาเผาขยะติดเชื้อ ปัญหาของสูบน้ำเกลือใต้ดิน ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย เพียงแต่ที่เราไม่ประกาศเพราะบอกว่าตอนนี้มันไม่มีประโยชน์ที่จะประกาศอย่าง กรณีสูบน้ำเกลือใต้ดิน เพราะว่าเราได้ห้ามแล้ว ถ้าไปประกาศก็จะหมายความว่าอาจจะทำได้ แต่นี่เราไม่ประกาศแพราะว่าเราห้ามแล้วไม่ให้ทำแล้ว เพราฉะนั้นจะไปบอกว่ามันไม่ตรงแล้วแปลว่าขัดกันก็ไม่ใช่ เจตนาน่าจะตรงกัน เราเข้มกว่าอีก เราบอกว่าไม่ให้ทำแล้ว ถ้าไปประกาศก็ยังมีโอกาสมายื่นขอทำ นี่เป็นตัวอย่างว่าทำไมถึงไม่ตรงกัน”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า แต่ว่าบางเรื่องก็ยอมรับว่ากรรมการเขาเห็นว่าเดิมไม่ได้ต้องทำอีไอเอด้วยซ้ำ จะประกาศรุนแรงเลยก็กระไรอยู่ จึงให้เริ่มต้นด้วยการทำอีไอเอก่อน แล้วอย่าลืมว่ารัฐบาลก็ได้ประกาศโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมว่าถ้ามีโครงการ ไหนที่ไม่อยู่ในกิจการที่ประกาศ แต่เห็นว่ามีผลกระทบรุนแรงก็สามารถอุทธรณ์ได้ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าสิ่งที่ได้ประกาศไปน่าจะอยู่บนความดี

“บางเรื่องเข้มกว่า เช่นการปรับแต่งสารกัมมันตรังสี เดิมไปเว้นโรงพยาบาล แต่เราก็ยังไม่เว้นโรงพยาบาลเลยครับ เราบอกว่าถึงเป็นโรงพยาบาลถ้าปรับแต่งกัมมันตรังสีก็ต้องเข้า เพราะฉะนั้นบางอันก็เข้มกว่า บางอันก็น้อยกว่า บางออกรูปแบบประกาศก็ต้องไปดู แต่ได้นำเรื่องของกรรมการสี่ฝ่ายมาดูอย่างจริงจังและไม่ได้ละเลยในความ ห่วงใยของกรรมการสี่ฝายเลย” นายกรัฐมนตรี กล่าว