คกก.4 ฝ่าย แฉโรงงานอุตสาหกรรม 50 แห่ง ยื่นขอก่อสร้าง ขยายพื้นที่เพิ่มเข้าข่ายต้องทำ E/HIA "ชัยวุฒิ" มั่นใจยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ 5 แสนล้านบาทตามเป้าหลังคดีมาบตาพุดชัดเจน
รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะกรรมการสี่ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ มุ่งเน้นการพิจารณาเกณฑ์ที่ใช้ทั่วประเทศ ประกาศนี้จึงเป็นเพียงกรอบกว้างๆ เพราะโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่นั้นยังต้องดูที่ตั้งของ โครงการและสารพิษที่โครงการปล่อยออกมา
ทั้งนี้ ขณะนี้ในพื้นที่มาบตาพุดจะมีโครงการก่อสร้างใหม่หรือมีโรงงานที่ขออนุญาต ปรับเปลี่ยนโครงการใหม่มากกว่า 50 แห่ง ซึ่งเข้าข่ายที่จะต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่
"ที่ผ่านมา คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ พบว่าโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดมากกว่าครึ่งไม่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ดังนั้น การอ้างว่ามีระบบจัดการของเสียและสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเพียงคำพูดไม่ใช่ข้อ เท็จจริง" รศ.ดร.เรณูกล่าว
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังมีความชัดเจนในการพิจารณาคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.นี้แล้ว ก็น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในแนวทางใดก็ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องเตรียมความพร้อมไว้หลายๆ ทางแล้ว แต่จะชัดเจนที่สุดก็คงต้องรอหลังศาลฯ พิจารณาออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะจะได้กำหนดเป็นภาพรวมว่าจะเดินต่ออย่างไร โดยยังมั่นใจว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปีนี้จะได้ 5 แสนล้านบาทตามเป้า แม้ว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง7 เดือนแรกของปีนี้จะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.14 แสนล้านบาทเท่านั้น
"สาเหตุที่มั่นใจว่ายอดขอบีโอไอจะเข้าเป้าเพราะยังมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการปิโตรเคมีและโครงการเหล็กคุณภาพสูงที่ยังติดปัญหาเรื่องการหาพื้นที่ และการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) หากลงตัวก็น่าจะทำให้เม็ดเงินลงทุนสูงขึ้น โดยการเดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ที่จีนในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ หวังว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากจีนเข้ามาได้อย่างน้อย 5,000-10,000 ล้านบาท" นายชัยวุฒิกล่าว


