ขีดเส้น2เดือน ‘ล้ม11กิจการ’ เมินปลุกม็อบ

Submitted by info on Sat, 2010-09-04 19:37

ภาคประชาชนยังไม่ยอมแพ้ ขีดเส้น 2 เดือนยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง ไม่งั้นเจอม็อบปิดนิคมอุตสาหกรรมแน่ เตรียมเข้าพบ "อานันท์" ชี้ถูกหักหลัง "พี่ยุ่น" เข้าพบมาร์ค ดีใจคดีมาบตาพุดชัดเจน "อุตสาหกรรม" ฉับไวนัดถก 76 ผู้ประกอบ 6 ก.ย. ถอดโครงการแช่แข็งภายใน 2 สัปดาห์

คำพิพากษาของศาล ปกครองเกี่ยวกับปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และมติคณะรัฐมนตรีเองประกาศ 11 กิจการรุนแรงนั้น ยังคงเป็นประเด็นคาใจแก่องค์กรภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่

โดยนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกกล่าวว่า จะเดินทางไปพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในสัปดาห์หน้า ว่าคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร เพราะเคยสัญญาว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ จะไม่อยู่นิ่งเฉย ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอไป 18 ประเภทโครงการ แต่เหลือ 11 ประเภทโครงการ ซึ่งเหมือนเป็นการหักหลัง

นายสุทธิยังกล่าวว่า อีก 2 สัปดาห์จะเร่งพิจารณาสำนวน ข้อกฎหมายร่วมกับสภาทนายความและสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยมีนายศรีสุวรรณ จรรยา ในการเขียนคำอุทธรณ์เพื่อยื่นอุทธรณ์คดีในอีก 3 สัปดาห์หน้าของเดือนกันยายน และขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาการสะสมของอากาศในพื้นที่จังหวัด ระยองเต็มหรือยัง

"ผมจะให้เวลารัฐบาล 2 เดือน ก.ย.-ต.ค. หลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวชุมนุมเพื่อปิดล้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และในแต่ละภูมิภาค หากไม่ยอมยกเลิกประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง และพร้อมจะฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง และให้จัดทำใหม่" นายสุทธิกล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวภายหลังเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าพบเพื่ออำลาตำแหน่ง ว่า ถือว่าตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่งเมื่อศาลมีคำวินิจฉัย และ ครม.มีประกาศกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงไปแล้ว ซึ่งญี่ปุ่นแจ้งว่าจะช่วยในเรื่องบรรยากาศการลงทุน

นายอภิสิทธิ์กล่าว ว่า สิ่งที่ศาลและรัฐบาลทำตอนนี้คือทำความชัดเจนในเรื่องกระบวนการทั้งหลาย ซึ่งรัฐบาลยังยืนยันว่าทุกโครงการจะเข้าสู่กระบวนการที่ชัดเจนเพื่อสร้าง ความเข้าใจ จึงอยากให้ภาคประชาชนมีความรู้สึกว่าสามารถมาร่วมกับทางธุรกิจได้ในการสร้าง โอกาสให้ประชาชนและไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม และถ้าหากมีการดำเนินการที่ไม่เป็นมาตรฐาน รัฐบาลก็พร้อมดำเนินการ เพราะให้ความสำคัญและให้น้ำหนักกับเรื่องงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในส่วนที่เป็นมาตรการในการแก้ปัญหา อาจมากกว่าการประกาศไม่ประกาศกิจการและคดีด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลตั้งใจทำต่อและอยากให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม เรามีกลไกนอกเหนือจากกระทรวง ทบวง กรม ตามปกติ อย่างเช่น สมัชชาสุขภาพและคณะกรรมการอื่นๆ ที่พร้อมจะมาช่วยทำงานตรงนี้

"เราไม่ ประกาศก็มีปัญหาทางกฎหมายและมีปัญหากับทุกฝ่าย เมื่อมีกติกาที่ชัดเจนก็สามารถมาเข้าสู่กติกานี้ และอย่างที่ย้ำไปว่าเราไปออกประกาศก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำว่ากิจการใดซึ่งตาม ประกาศไม่ได้เป็นกิจการที่รุนแรง แต่ถ้าชุมชนนั้นเห็นว่ารุนแรงก็สามารถอุทธรณ์มาได้ ในส่วนของคณะกรรมการฯ จะพิจารณา อนุกรรมการก็จะพิจารณา" นายกฯ ยืนยัน

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่ 6 ก.ย. กระทรวงจะนัดผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการมาหารือและรับทราบคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง เพื่อพิจารณาว่าโครงการใดเข้าข่ายหรือไม่ เพื่อยกเลิกคำสั่งระงับการลงทุนชั่วคราว ซึ่งโครงการที่ไม่เข้าข่ายจะสามารถเพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนโครงการที่อยู่ในข่าย 11 กิจการรุนแรง ต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 4-6 เดือน จะจบกระบวนการทั้งหมดและสามารถดำเนินกิจการได้

ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.จะนำปัจจัยคำสั่งศาลปกครองกลางเกี่ยวกับมาบตาพุดมาประกอบการพิจารณาปรับ ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งเดิมคาดไว้ที่ 6.5-7.5% ต่อปี

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อมีคำตัดสินศาลจะถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน ซึ่งนักธุรกิจได้เรียกร้องเรื่องของความชัดเจนและเมื่อมีคำตัดสินออกมาแล้ว ทำให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า

"เรื่องมาบตาพุดคงมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ไม่มาก เพราะสินเชื่อกลุ่มนี้จะมาในช่วงปลายปี" นางกรรณิการะบุ