ปลดล็อก 76 โครงการมาบตาพิษ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ 74 โครงการเดินหน้าต่อได้ ชี้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนประกาศ ม.67 วรรค 2 ส่วนอีก 2 โครงการไม่ผ่านให้ กก.สิ่งแวดล้อมฯ ไปพิจารณาใหม่ ขณะที่ชาวบ้านหลั่งน้ำตา เอ็นจีโอโวยชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์ เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดพร้อมยื่นเพิกถอน 11 กิจการรุนแรง
ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 2 กันยายน ศาลมีคำพิพากษาคดีที่นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้าน ต.มาบตาพุด และบ้านฉาง จ.ระยอง จำนวน 43 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกซึ่งเป็นรัฐมนตรี และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-8 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบออกใบอนุญาตในการดำเนินกิจการโครงการพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 76 โครงการ โดยกระทำการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67วรรคสอง บัญญัติไว้ เนื่องจากไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่
โดยมีตัวแทนสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนและเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กว่า 100 คน มาร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วย
ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 3 ชั่วโมง สุดท้ายมีคำสั่งให้ 74 โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยศาลให้เหตุผลว่า โครงการเหล่านี้เริ่มดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนประกาศใช้มาตรา 67 วรรคสอง ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงถือว่าภาครัฐดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอน โดยไม่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหามลพิษแต่อย่างใด ส่วนอีก 2 โครงการที่ไม่ผ่านนั้น ศาลให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ไปพิจารณาว่าเข้าข่ายโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงหรือไม่
สำหรับ 2 โครงการที่ต้องกลับไปนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ อีกครั้ง คือโครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอน จำกัด ในเครือ บมจ.ปตท.เคมิคอล (PTTCH) และโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ของ บมจ.ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC)
โดยอัยการระบุว่า ถ้าหากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นว่าโครงการทั้งสองต้อง จัดทำอีไอเอและเอชไอเอใหม่ ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะโครงการดังกล่าวไม่ได้ผลกระทบรุนแรงถึงขนาดที่จะต้องหยุดดำเนินโครงการ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกดำเนินกิจการ
สำหรับโครงการอื่นๆ ในคำร้อง 76 โครงการที่นอกเหนือจากคำสั่งของศาลปกครองในวันนี้ ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงการโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 ของ บมจ.ปตท. (PTT) ด้วย ทั้งนี้ ทำให้โครงการทั้งหมดสามารถก่อสร้างและดำเนินงานได้ตามปกติ
ขณะที่ชาวบ้านที่รอฟังคำตัดสินของศาลถึงกับหลั่งน้ำตาแสดงความเสียใจต่อคำพิพากษาดังกล่าว
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า ได้รับทราบผลการตัดสินแล้ว ถือว่าเป็นชัยชนะของชาวบ้านในแง่ของการรับรองสิทธิชุมชนตามกฎหมาย แต่ยังไม่พอใจคำตัดสิน เนื่องจากการนำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับโครงการรุนแรง 11 ประเภทกิจการที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.นี้มายึดและพิจารณาตัดสินคดีเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบ เพราะศาลได้มีหนังสือมาบอกคู่กรณีว่าการสอบข้อเท็จจริงสิ้นสุดลงตั้งแต่ เดือน ก.ค.นี้ ขณะที่มติ ครม.ประกาศ 11 กิจการรุนแรงเพิ่งจะคลอดออกมาแค่ 2-3 วันเท่านั้น ดังนั้นจะส่งผลให้ในจำนวน 76 โครงการที่ชาวบ้านยื่นฟ้องให้ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 หลุดทั้งหมด คาดว่าอย่างน้อยจะเหลือเพียง 8-10 โครงการที่จะติดในคำสั่งศาลปกครองเท่านั้น
"ถึงแม้ตุลาการเสียงข้างมากจะระบุอยากให้ถึงขั้นมีการถอนใบอนุญาตโครงการที่ ถูกยื่นฟ้องส่วนที่ไม่เข้าข่ายก็ให้ดำเนินการต่อไปได้ จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ตาม แต่ถ้าดูจากคำตัดสินของศาลปกครองกลางยังไม่พอ ใจ และคงต้องเดินหน้าสู้อุทธรณ์ในศาลปกครองสูงสุดต่อไป รวมทั้งจะยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอน 11 กิจการรุนแรงไปพร้อมกันด้วย" นายศรีสุวรรณกล่าว
นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า วันนี้เรายังไม่ชนะ คำตัดสินของศาลปกครองกลางที่ออกมาวันนี้เป็นประโยชน์ต่อสวนร่วม แต่คนในพื้นที่ยังไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่งจากนี้ก็เตรียมไปหารือกับสภาทนายความก่อน และจะผลักดันให้ยกเลิกการประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ โดยวันที่ 5 ก.ย.นี้จะมีการประชุมเครือข่ายที่ระยอง เพื่อกำหนดท่าทีจากนี้ต่อไปอีกครั้ง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ ทำให้โครงการต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายคงนำไปใช้เป็นแนวทางปกฏิบัติในเชิงสร้างสรรค์ ทำตามหลักเกณฑ์ที่ออกมา ในส่วนของ ส.อ.ท.จะเดินหน้าในเรื่องของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศต่อไป ไม่เฉพาะในมาบตาพุดเท่านั้น และจะเป็นตัวอย่างที่ดีร่วมกับภาครัฐและเอกชน เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วก็จะ เกิดความเชื่อมั่นความเสี่ยงเรื่องกฎระเบียบก็จะหมดไป น่าจะได้เป้า 5 แสนล้านบาทตามที่ตั้งไว้ และภาคอุตสาหกรรมก็ยินดีเดินหน้า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางที่ดีที่สุดต่อจากนี้คือให้ดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง เดินหน้าทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) รวมถึงการรับฟังความเห็นของประชาชนและองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อให้โครงการ เหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยขณะนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากำลังพิจารณาตัวระเบียบที่จะทำ และขอความร่วมมือว่าหากขั้นตอนใดเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้วก็ให้ สามารถดำเนินการได้ทันที


