ผุดศูนย์ค้าส่งเอสเอ็มอี ใหญ่สุดในอาเซียน-อลงกรณ์คาด3เดือนชัดเจน

Submitted by info on Fri, 2010-09-03 00:00

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน SME Thailand Expo 2010 เมื่อวันที่ 2 กันยายน ว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้จัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) สู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยรัฐบาลได้วาง 3 นโยบายเพื่อผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีให้เดินหน้าสู่ตลาดคู่แข่งได้ คือ 1.นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ 2.ส่งเสริมให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีศักยภาพ สำหรับการรุกและเปิดรับตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) และข้อตกลงการค้าเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่ไทยไปลงนามร่วมกับประเทศต่างๆ และ 3.ลดต้นทุนการประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะด้านการขนส่ง

ทั้งนี้ เพื่อหาทางลดต้นทุน อีกทั้งเปิดตลาดให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลจึงเตรียมสร้างศูนย์การค้าส่งสำหรับเอสเอ็มอีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยศึกษาต้นแบบมาจากศูนย์ค้าส่งรายใหญ่ของโลก เช่น ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) และจีน ซึ่งศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งค้าปลีก กระจายสินค้าจากไทย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไปสู่ตลาดทั่วโลก

"ในศูนย์นี้จะรวบรวมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ด้วยกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ส่วนสถานที่ตั้งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา 2-3 จังหวัด ซึ่งต้องมีการคมนาคมสะดวกต่อการขนส่งทั้งทางถนน สนามบิน และท่าเรือ โดยศูนย์นี้จะเป็นความร่วมมือโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน ส่วนรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเรื่องภาษี และมาตรฐานส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเห็นความชัดเจนทั้งหมดเป็นรูปธรรมได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า" รมช.พาณิชย์ กล่าว

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ(TSSI) เดือนกรกฎาคม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ดัชนี TSSI เอสเอ็มอี รวมภาคการค้าและบริการ ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 49.2 จากระดับ 49.3 ส่วนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 54.4 และ 47.7 จากระดับ 49.3 และ 47.1 ตามลำดับ

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าดัชนีเอสเอ็มอีเดือนกรกฎาคม ปรับตัวลงลง มีผลมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่หลายฝ่ายมองว่าอาจมีสถานการณ์ ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก รวมถึงมีสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่ออกสู่ตลาดลดลง" นายยุทธศักดิ์ กล่าว