กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายรวยอู้ฟู่ หาลู่ทางใช้เงินด้วยการปล่อยกู้ 2 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ/ซื้อรถตัดอ้อย รวม 3,000 ล้านบาท คาดชาวไร่อ้อย/โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศแย่งขอกู้อุตลุด เหตุเงื่อนไขน้อย ดอกเบี้ยต่ำ 2% ไม่เหมือนขอกู้ ธ.ก.ส.ที่มีขั้นตอนยุ่งยากมากกว่า
นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายเปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการให้สินเชื่อในโครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ กับการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานตัดอ้อยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานได้อนุมัติในหลักการปล่อยกู้ให้กับชาวไร่อ้อยแล้ว
ทั้งนี้ เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีนาย ประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสนอวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อสำหรับการขาดแคลนน้ำ 2,000 ล้านบาท กับสินเชื่อซื้อรถตัดอ้อยแก้ไขขาดแคลนแรงงาน 1,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบร่างสัญญาการกู้ยืม ระหว่างกองทุนอ้อยฯกับชาวไร่ มีโรงงานน้ำตาลเป็นผู้ค้ำประกัน หากตรวจสอบร่างสัญญาเสร็จคาดว่าจะมีชาวไร่อ้อยมาขอกู้ยืมจำนวนมาก
"โครงการ ให้สินเชื่อรถตัดอ้อยเดิมมีอยู่แล้ว โดยรัฐบาลมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ปล่อยกู้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาเงื่อนไขของการปล่อยกู้ยากมาก ต้องเข้า ครม.ด้วย จึงมีชาวไร่ไปใช้สินเชื่อกับ ธ.ก.ส.น้อย แต่ขณะนี้กองทุนอ้อยฯพอมีเงินที่จะมาปล่อยกู้กับชาวไร่ได้ เงื่อนไขผ่อนปรนลง ดอกเบี้ยไม่สูง ผมคิดว่าชาวไร่น่าจะมาขอกู้กันเยอะ ถึงขั้นแย่งกันด้วยซ้ำ ทางโรงงานน้ำตาลก็ยินดีจะเป็นผู้ค้ำประกันให้กับชาวไร่" นายประกิตกล่าว
ทั้ง นี้เงื่อนไขการให้สินเชื่อ 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) สินเชื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง 2,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ให้ชาวไร่แต่ละรายไม่เกิน 500,000 บาท ผ่านโรงงานน้ำตาล 46 โรงงาน ตามสัดส่วนปริมาณอ้อยเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (เฉลี่ยตันละ 28.81 บาท) ระยะการชำระคืนภายใน 4 ปี (ชำระคืนปีละครั้ง) อาทิ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น ขุดสระ หรือเจาะบ่อบาดาลสร้างระบบส่งน้ำ หรือมีโครงการที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำในไร่อ้อย ได้แก่ ระบบน้ำหยด หรือจัดหาเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการจัด การน้ำในไร่อ้อยหรือมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภัยแล้งในไร่อ้อย อื่น ๆ เพื่อให้มีแหล่งน้ำไว้ใช้เพาะปลูกอ้อยได้อย่างเพียงพอ
2) สินเชื่อเพื่อซื้อรถตัดอ้อย 1,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี (ฤดูการผลิต 2553/2554) อัตราดอกเบี้ย 2% ระยะการชำระคืนภายใน 6 ปี (ชำระปีละครั้ง) โดยมีเงื่อนไขให้นำไปจัดซื้อรถตัดอ้อยตามราคาจริง แต่ไม่เกิน 15 ล้านบาท/คัน กรณีผู้ขอสินเชื่อเป็นชาวไร่อ้อย กลุ่มชาวไร่อ้อย หรือสหกรณ์ชาวไร่อ้อย จะให้โรงงานเป็นผู้ค้ำประกัน แต่หากโรงงานเป็นผู้กู้จะต้องมี หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งวงเงินกู้กระจายตามสัดส่วนปริมาณอ้อยเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีเช่นเดียวกัน (เฉลี่ยตันละ 14.40 บาท)
สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำถือเป็นปัญหา สำคัญ จะเห็นได้จากการสำรวจ ไร่อ้อยในปีนี้พบว่าอ้อยได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงต้นฤดูการเพาะปลูก โดยเมื่อเปรียบเทียบความสูงของต้นอ้อยในเดือน สิงหาคมปีนี้สูงเพียง 1-1.2 เมตรเท่านั้น "ต่ำกว่า" เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2552 ที่มีความสูงในระดับ 1.5-1.7 เมตร อย่างไรก็ตามหากฝนยังคงตกต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน 2553 หรือมีการจัดการเรื่องแหล่งน้ำที่ดีก็จะทำให้ความสูงของต้นอ้อยเพิ่มขึ้นได้ อีก 80-100 เซนติเมตร รวมแล้วต้นอ้อยจะสูง 2 เมตรเศษ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
โครงการสินเชื่อทั้ง 2 ส่วน คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยฯจะตั้งคณะทำงานบริหารโครงการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่า กิจกรรมที่จะนำเงินสินเชื่อไปใช้นั้นตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ส่วนกรณีที่โรงงานน้ำตาลทรายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย กองทุนอ้อยฯได้ขอให้โรงงานน้ำตาลทุกแห่งช่วยหักเงินค่าอ้อยจากชาวไร่นำส่ง เข้ากองทุนแทนการชำระหนี้โดยตรง หากโรงงานไม่หักเงินค่าอ้อยหรือไม่นำส่งเงิน สำนักงานคณะ กรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จะงดออกหนังสืออนุญาตขนย้ายน้ำตาลทราย
สถานภาพ ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายขณะนี้ถือว่า "ดีมาก" เนื่องจากกองทุนมีเงินจากการขึ้นราคาจำหน่ายน้ำตาลภาย ในประเทศ (โควตา ก.) กิโลกรัมละ 5 บาท วัตถุประสงค์เพื่อมาชำระหนี้ให้กับ ธ.ก.ส. ตามมติคณะรัฐมนตรีในอดีต ซึ่งตามแผนชำระหนี้เดิม 5 ปี ระบุปริมาณการจำหน่ายน้ำตาลในประเทศตกปีละ 19 ล้านกระสอบ (กระสอบ 100 กิโลกรัม) แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปริมาณจำหน่ายน้ำตาลในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20 และ 21 ล้านกระสอบ ส่งผลให้เงินที่ส่งเข้ากองทุนมีเหลือจากแผนชำระหนี้เดิมที่ทำไว้


