เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ เพื่อคัดค้านกรณีศาลปกครองยกคำร้องว่าโครงการ/กิจการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตา พุด จ. ระยอง กว่า 70 โครงการไม่เข้าข่ายมีผลกระทบต่อชุมชนรุนแรง ภายหลังรัฐบาลออกประกาศกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงจำนวน 11 ประเภท ว่า ความจริงถ้าติดใจอะไรก็สามารถมาพูดคุยกันได้ เข้าใจว่าภาคประชาชนไปเข้าใจว่าการที่ศาลยกคำร้องเป็นผลสืบเนื่องจากการออก ประกาศฯ ตามข้อสรุปของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ถ้ารัฐบาลประกาศตามข้อสรุปของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะไม่เป็นเช่นนี้ ซึ่งเมื่อตนตรวจสอบไปแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้ามหากรัฐบาลประกาศตามคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะมีโครงการหลุดไป 1 โครงการด้วยซ้ำ นี่เป็นคำยืนยันที่ชัดเจนเลยว่าเวลาเราดู เราไม่ได้ไปแก้ในลักษณะที่เอื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ดูตามเงื่อนไขที่เหมาะสมที่ปฏิบัติได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาคประชาชนระบุว่าจะชุมนุมปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในวันที่ 30 กันยายน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คิดว่าจากวันนี้จนถึงวันนั้น ทุกหน่วยงานคงจะพยายามพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน อย่างไรก็ตามไม่ควรมีการชุมนุมเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผิดกฎหมาย
เมื่อถามว่า นายกฯ พร้อมเปิดโต๊ะเจรจากับภาคประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลยินดีพูดคุยและรับฟัง ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่จริงใจในการดำเนินการแก้ไขปัญหามาบตาพุด นั้น ถ้าไม่จริงใจจะไปเพิ่มเงื่อนไขจนบางเรื่องมันเข้มกว่าเดิมทำไม แต่นี่รัฐบาลดูตามข้อเท็จจริง ดูตามมาตรฐาน และคิดว่ามีคำตอบทุกเรื่องทั้งเรื่องที่เข้มขึ้น และเรื่องที่ผ่อนผันลงไป
เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการออกประกาศเอื้อประโยชน์ให้บริษัทปูน ซีเมนต์ไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำให้ดำเนินโครงการต่อไปได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่จริง ดูตามข้อเท็จจริงสิครับ ถ้าเราประกาศกิจการตามมติตรงนั้น ไม่ได้มีผลทำให้โครงการไหนเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญมากขึ้น มีแต่ลดลงจาก 70 กว่าโครงการที่ว่า อย่างที่ปล่อยไป เช่น โครงการชลประทาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาบตาพุด”
ส่วนกรณีที่ภาคประชาชนเตรียมเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการ 4 ฝ่ายนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับนายอานันท์ แต่ถือเป็นเรื่องดีหากจะไปพบแล้วทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าหลังการออกประกาศฯ ดังกล่าวจะทำให้การลงทุนต่างๆ เดินหน้าได้ แต่กลายเป็นประเด็นขัดแย้งขึ้นมาอีกในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในเบื้องต้นสัญญาณตอบรับจากภาคธุรกิจเอกชนเป็นไปในทางที่ดีเพราะมีความ ชัดเจนขึ้น ดังนั้นน่าจะไปได้ จึงอยากเชิญชวนภาคประชาชนว่าขณะนี้ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องประกาศ แต่คืองานที่ต้องทำต่อคือการวางระบบดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น 1. การติดตั้งระบบข้อมูลปัจจุบันเพื่อตรวจสอบระดับสารพิษในพื้นที่มาบตาพุด 2. ระบบการให้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 3. การเร่งรัดโครงการที่รัฐบาลอนุมัติไปแล้ว อาทิ โรงพยาบาล การกำจัดขยะ และ 4. เร่งหาข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมในพื้นที่ ถ้ามาร่วมกันทำงานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า


