พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ได้ให้อำนาจ 3 หน่วยงานหลักในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลรับผิดชอบสินค้าวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตรทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตร รับหน้าที่ดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้กับพืช กรมประมง ดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้กับสัตว์น้ำ และกรมปศุสัตว์ ดูแลวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้ในการปศุสัตว์
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรของไทยมีการใช้สารเคมีในอัตราสูง ทำให้ธุรกิจการค้าสารเคมีการเกษตรเติบโตอย่างรวดเร็ว มีร้านจำหน่ายสารเคมีทั่วประเทศกว่า 5,000 แห่ง ในปี พ.ศ. 2543 พบว่ามีการนำเข้าสารเคมีเพื่อขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายประมาณ 224 ชนิด และมีสินค้าสารเคมีการเกษตรประเภทสารเคมีกำจัดแมลง, สารป้องกันกำจัดวัชพืช, สารกำจัดเชื้อรา วางจำหน่ายในท้องตลาดมากกว่า 8,425 ชื่อการค้า
ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบพบว่าสารเคมีจำนวนมากมีชื่อสามัญเดียวกันแต่ใช้ชื่อทางการค้าหลาย ชื่อ ยกตัวอย่าง "ไกลโฟเสต" ถือเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีปริมาณการนำเข้ามากที่สุด พบว่ามีชื่อการค้ามากถึง 241 ชื่อ รองลงมาคือ "เอ็นโดซัลแฟน" มีชื่อการค้าถึง 111 ชื่อ ขาดการจัดระบบขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่มีการอ้างใช้ชื่อทางการค้าหลายชื่อ ทั้งที่เป็น ชื่อสามัญเดียวกัน กลายเป็นปัญหาสร้างความสับสนแก่เกษตรกรผู้ใช้วัตถุอันตรายเป็นอย่างมากใน ช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2546 มีมูลค่าการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของปี 2538 ในปี 2550 ไทยนำเข้าสารเคมีมากถึง 67,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 15,000 ล้านบาท และปี 2552 มีการนำเข้าสารเคมีการเกษตรสูงถึง 19,181.75 ล้านบาท โดยสารเคมีที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสารป้องกันกำจัดวัชพืช รองลงมาคือ สารเคมีกำจัดแมลง, สารป้องกันและกำจัดเชื้อรา สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช


