ภาวะโลกร้อนดันยอดตัวเลขนำเข้า สารเคมีกำจัดแมลง-สารป้องกันและกำจัด โรคพืช ในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งกระฉูดถึง 50% คิดเป็นมูลค่า 4,700 ล้านบาท แต่วิกฤตน้ำแล้งกลับฉุดยอดนำเข้ายาฆ่าหญ้าลดลงกว่า 2% ผู้ประกอบการวอนกรมวิชาการเกษตรเร่งปรับปรุงแล็บในประเทศให้ได้มาตรฐาน OECD ลดต้นทุนส่งตัวอย่างสารเคมีส่งแล็บต่างประเทศ
นายปกรณ์ สุจเร นายกสมาคมอารักขาพืชไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดปัญหาโรคพืชและแมลงศัตรูพืชแพร่ระบาดในวง กว้าง ในแหล่งพื้นที่ปลูกข้าว-อ้อย และมันสำปะหลัง ส่งผลให้เกษตรกรทั่วประเทศหันมาใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชในสัดส่วนที่ สูงขึ้น สังเกตได้จากตัวเลขการนำเข้าผลิตภัณฑ์อารักขาพืชประเภทสารเคมีกำจัดแมลง, สารป้องกันและกำจัดโรคพืช ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้พบว่ามีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดแมลงระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2553 มียอดนำเข้า 12,729,548 ก.ก. มูลค่า 2,800 พันล้านบาท ส่วนสารป้องกันและกำจัด เชื้อรา มียอดนำเข้า 4,814,585 ก.ก. มูลค่า 1,900 ล้านบาท แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับเพาะปลูก ทำให้ทั่วประเทศชะลอการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะ "สารไกลโฟเสต" ทำให้ตัวเลขการใช้กลุ่มสารป้องกันกำจัดวัชพืชในช่วงครึ่งแรกปีนี้ทั้งด้าน ปริมาณและมูลค่าปรับตัวลดลงถึง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายปกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าตัวเลขการนำเข้าผลิตภัณฑ์อารักขาพืชคงไม่สูง มากนัก เพราะผู้ประกอบการแต่ละรายยังมีปริมาณสต๊อกสินค้าเหลืออยู่เป็นจำนวน มาก ทำให้ภาวะตลาดในช่วงครึ่งปีหลังมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะด้านคุณภาพสินค้าและบริการ
เนื่องจากผลิตภัณฑ์อารักขาพืช อยู่ภายใต้การควบคุมราคาของกรมการค้าภายใน ดังนั้นสถานการณ์ราคาคงปรับตัวไม่สูงมากนัก ทำให้มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์อารักขาพืชโดยรวมในปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านบาท
"ปัญหาที่น่าเป็นห่วงก็คือ พบการแพร่ ระบาดของสารเคมีคุณภาพต่ำในท้องตลาดทั่วไปประมาณ 3-5% ของมูลค่าตลาดรวม ทางสมาคมก็พยายามประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อส่ง เสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้สารอารักขาพืชอย่าง เหมาะสม เช่น ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชร่วมกับแมลงช้างปีกใสในระบบไบโอ ชีววิถี เป็นต้น
ส่วนการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ที่กรมวิชาการเกษตร เตรียมนำมาใช้ในปีหน้าภายใต้เงื่อนไขที่การขึ้นทะเบียนสารอารักขาพืชใหม่จะ ต้องส่ง "ตัวอย่าง" ไปตรวจสอบความเป็นพิษจากห้องปฏิบัติการ ในประเทศที่ 3 ที่ผ่านระบบ GLP (Good Laboratory Practice) ตามมาตรฐาน OECD ส่งผลให้ต้นทุนในการจดทะเบียนเพิ่มขึ้นถึงตัวอย่างละ 1-2 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระกับผู้ประกอบการนำเข้าสารอารักขาพืชรายเล็ก/กลางนั้น
นาย ปกรณ์กล่าวว่า ภาครัฐมีเจตนารมณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าสารเคมีการเกษตร หวังช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีกฎหมายฉบับใดสมบูรณ์ แบบ ผู้ประกอบการจึงต้องพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายใหม่
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนแสดงความห่วงกังวลว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะสร้างภาระต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากการส่ง "ตัวอย่าง" วัตถุอันตรายไปตรวจสอบความเป็นพิษในห้องปฏิบัติการที่ผ่านระบบ GLP (Good Laboratory Practice) ตามมาตรฐาน OECD ในต่างประเทศนั้น นายปกรณ์ยอมรับว่า ระเบียบดังกล่าวก่อให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติ เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีห้องแล็บที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าวภายในประเทศ รัฐบาลจึงควรเร่งพัฒนาห้องแล็บของไทยให้ก้าวเข้าสู่ระบบ GLP ตามมาตรฐาน OECD อย่างเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการในระยะยาว


