โลกเผชิญวิกฤตอาหารรอบใหม่ ? หวั่นสังคมวุ่น หลังราคาอาหารพุ่งพรวด

Submitted by info on Thu, 2010-09-09 08:49

เชื่อว่าหลายคนยังคงไม่ลืมวิกฤตอาหารครั้งล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ที่หลายประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพง และตอนนี้ภาวะเงินเฟ้อของราคาอาหารได้เริ่มกลับมาอีกแล้ว จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมอาหารออกโรงเตือนว่าต้นทุนการช็อปรายสัปดาห์ อาจพุ่งสูงสุดถึง 10% ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

หากย้อนไปในอดีต พบว่าในปี 2551 ราคาอาหารที่พุ่งพรวดเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและการขาด แคลนอาหาร ที่เกิดจากสภาพอากาศผิดปกติและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อย นอกจากนี้ยังถูกแรงหนุนจากการเก็งกำไรในตลาดสินค้าคอมโมดิตี้ และการเปลี่ยนรสนิยมด้านอาหารของประเทศเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับ ปีนี้สัญญาณอันตรายที่ว่าโลกอาจจะเผชิญกับวิกฤตราคาอาหารอีกรอบ ทำให้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เรียกประชุมฉุกเฉินในวันที่ 24 กันยายนนี้ เพื่อถกถึงเรื่องนี้

เว็บไซต์ การ์เดี้ยน รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวิกฤตที่กำลังก่อตัวขึ้นว่า เกิดจลาจลปะทุขึ้นในโมซัมบิก หลังจากรัฐบาลตัดสินใจขึ้นราคาขนมปัง 30% และการจลาจลดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน พร้อมคนเจ็บอีกหลายร้อยคน ขณะที่รัฐบาลรัสเซียประกาศขยายเวลาห้ามส่งออกข้าวสาลีออกไปอีก 12 เดือน หรือจนถึงสิ้นปีหน้า เนื่องจากประเทศประสบวิกฤตภัยแล้ง ขาดแคลนอาหาร และภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นตัวกดดันให้ราคาอาหารปรับขึ้นอีก

ในแง่ของ ราคานั้นพบว่า ราคาข้าวสาลียุโรปพุ่งแตะระดับกว่า 231 ยูโรต่อตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะต่ำกว่าสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปีของเดือนที่ผ่านมาที่ระดับ 236 ยูโรต่อตัน แต่ก็ยังสูงราคาในปีกลายถึง 60% หากคิดเป็นเงินปอนด์ ขณะที่ราคาข้าวโพดขึ้นไปยืนที่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 ส่วนราคาน้ำตาลผันผวนอย่างหนักหลังทำสถิติแพงสุดในรอบ 29 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

อับโดลเรซ่า อับบาสเซียน นัก เศรษฐศาสตร์ของเอฟเอโอ มองว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะเกิดความไม่สงบทางสังคมในประเทศด้อยพัฒนา หากราคาอาหาร พื้นฐานปรับขึ้นอีก และการตัดสินใจล่าสุดของรัสเซียเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการแง่ลบที่จะกดดันราคา ข้าวต่อไป และสร้างความไม่แน่นอนของราคาที่สูงขึ้นในตลาดโลก

ทั้งนี้ ราคาข้าวสาลี น้ำตาล และน้ำมันพืชที่สูงขึ้น ทำให้ดัชนีราคาอาหารนานาชาติของเอฟเอโอปรับขึ้น 5% เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และเอฟเอโอประเมินว่าผลผลิตข้าวสาลีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 646 ล้านตัน หรือลดลง 5% จากปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับผลผลิตข้าวบาร์เลย์ที่ได้รับผลกระทบจากอากาศที่ย่ำแย่ในเขต พื้นที่อดีตสหภาพโซเวียต และแถบสหภาพยุโรป ที่คาดว่าจะลดลง 22% มาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี ที่ 129 ล้านตันเท่านั้น ส่วนราคาข้าวก็ขยับขึ้นเช่นกัน หลังน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำนวนมากของปากีสถาน ที่เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 3 ของโลก

ขณะที่ราคาเนื้อสัตว์ในตลาด โลกเดือนที่ผ่านมาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยราคาเนื้อสัตว์พุ่งแรงเนื่องจากการผลิตที่ลดลงในประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ เช่น อาร์เจนตินา และสหรัฐ ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากจีน ส่งผลให้ดัชนีราคาเนื้อสัตว์ของเอฟเอโอในเดือนสิงหาคม พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2533 โดยสูงกว่าปีกลายราว 16% ทั้งนี้ราคาเนื้อแกะทำสถิติแพงสุดในรอบ 37 ปี ส่วนราคาเนื้อวัวแพงสุดในรอบ 2 ปี

อเล็กซ์ แบคเก็ตต์ บรรณาธิการของเดอะ โกรเซอร์ ประเมินว่า หากราคา สินค้าคอมโมดิตี้ เช่น ข้าวสาลี น้ำตาล โกโก้ และน้ำมันปาล์มยังทรงตัวในระดับปัจจุบัน ภายในเดือนมกราคม จะทำให้ ค่าใช้จ่ายช็อปปิ้งในอังกฤษสูงกว่า 12 เดือนก่อนหน้านั้นราว 10%

ส่วนในตลาดเอเชียนั้น วอลล์สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า ในเมืองจีน ราคาพืชผักทะยานแรง เป็นผลจากน้ำท่วมที่ทำให้ผลผลิตอาหารลดลง ซึ่งส่งให้ราคาผักพุ่งพรวดถึง 22% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกลาย จนทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องสั่งให้เมืองต่าง ๆ จัดพื้นที่สำหรับเพาะปลูกผักเพิ่มขึ้น พร้อมกระตุ้นให้ธนาคารต่าง ๆ ปล่อยกู้ให้ผู้เพาะปลูกผักด้วย นอกจากผักที่มีราคาแพงแล้ว ราคาข้าวยังปรับขึ้น 12% และไข่แพงขึ้นเกือบ 8% เช่นกัน ขณะเดียวกันอินโดนีเซียก็เผชิญกับแรงกดดันนี้เช่นกัน เมื่อราคาอาหารปรับขึ้น 13.2% ในเดือนสิงหาคมเทียบกับปีกลาย

ทั้งนี้ ราคาอาหารที่แพงขึ้นย่อมส่งผลต่อการจับจ่ายของชาวเอเชียอย่างแน่นอน เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของครัวเรือนเอเชียหมดไปกับค่าอาหาร เช่นในกรณีของ ครัวเรือนในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ค่าอาหารมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายครัวเรือน ขณะที่มีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 สำหรับครัวเรือนในจีนและอินเดีย

นอก จากนี้ราคาอาหารที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยังจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนทั่วไป อีกทั้งยังสามารถส่งแรงกระเพื่อม ต่อไปยังเศรษฐกิจในวงกว้างด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ต้องการค่าจ้างเพิ่ม รวมทั้งรัฐบาลที่ต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่ออุดหนุนราคาสินค้าอาหารที่ได้รับผลกระทบ