บิ๊กซีพีชี้ปัญหาบาทแข็งบั่นทอนศักยภาพส่งออก หากขยับแตะ30 บาทต่อดอลล่าร์เมื่อไหร่ ส่งออกจะสูญรายได้กว่า 2 แสนล้าน กลุ่มธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตรเจอหนักสุด แนะรัฐหันมาเน้นการทำตลาดในประเทศ ลดผลกระทบความผันผวนค่าเงิน
นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณท์หรือซีพีเปิดเผยว่า จากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกซึ่งเป็น รายได้หลักของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการเกษตรและอาหารที่ส่วนใหญ่ 80%ใช้วัตถุดิบในประเทศ ปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 8 แสนล้านบาทจากมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งสิ้น 5.5 ล้านล้านบาท
โดยซีพีคาดว่าหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะ 30 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 2 แสนล้านบาทแบ่งเป็นการสูญรายได้จากธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาทและหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะ 29 บาทต่อดอลล่าร์ในปี2554 มูลค่าการส่งออกสินค้า อาหาร และเกษตรจะสูญถึง 5 หมื่นล้านบาท
ปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบมากกับกลุ่มผู้ประกอบการส่งออกขนาดเล็ก เนื่องจากไม่มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลด้านกำไร อาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคต ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ยอดการส่งออกเติบโตเพียง 20-22 %ไม่เป็นไปตามสภาพัฒน์ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 25 %ตลอดทั้งปี
"จึงอยากให้ภาครัฐหันมาสนับสนุนการนำเข้าโดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน เพื่อเอื้อต่อการแปรรูป ขณะเดียวกันก็ควรสนับสนุนการทำตลาดในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก ควรลดสัดส่วนการส่งออกให้เป็น 60 %จากปัจจุบัน 70%ภายใน 5 ปี ขณะที่กลุ่มซีพียังไม่กังวลปัญหาเงินบาทแข็งเพราะทำประกันความเสี่ยงกับคู่ ค้าด้านราคาสินค้าไว้ 5-6 เดือน นอกจากนี้ยังบริหารต้นทุนด้านการนำเข้าวัตถุดิบอาทิเครื่องจักร และ อุปกรณ์การผลิตไว้ในสัดส่วนใกล้เคียงกับการส่งออก "นายอาชว์ กล่าว
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวยืนยันว่าปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ยังไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบกับทุกภาคอุตสาหกรรมเพราะมีทั้งกลุ่มที่ได้รับ ประโยชน์และไม่ได้รับประโยชน์ ต้องดูเป็นราย ๆ ไป และหามาตรการมาช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
"กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากบาทแข็งเช่นผู้ประกอบการที่นำเข้าวัตถุดิบจาก ต่างประเทศ ผู้ประกอบการที่มีการนำเข้าเชื้อเพลิงพลังงานจากต่างประเทศ ไปจนถึงผู้ประกอบการที่จะนำเข้าเครื่องจักรต่าง ๆ ก็ได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้ ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ คือคนที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มนี้ได้มีการทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว"
อย่างไรก็ตามนายสาธิตยอมรับว่า การแข็งค่าของเงินบาททุกๆ 1% จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ(จีดีพี) 0.3%หากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อไป ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมดูแลการเคลื่อนไหว ของค่าเงินจะมีมาตรการที่เด็ดขาดออกมารับมือ แต่ขณะนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินยังอยู่ในช่วงที่ดูแลได้ จึงไม่น่าวิตกกังวลมากนัก
นายสาธิต กล่าวอีกว่า ในส่วนของรัฐบาลเองอาจจำเป็นต้องมีมาตรการออกมารองรับอีกด้านหนึ่ง ทั้งการเร่งดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ เช่นโครงการลงทุนรถไฟ ซึ่งหากมีการนำเข้าหัวรถจักรช่วงนี้จะได้ราคาถูกลง โดยมองในภาพกว้างแล้วอาจส่งผลดีต่อตัวเลขหนี้สาธารณะ เพราะรัฐบาลได้หัวรถจักรราคาที่ถูกลง ทำให้ลดการกู้เงินมาลงทุนในโครงการลงด้วย
นอกจากนี้มองว่าการที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.)จะรวบรวมความเห็นของ สมาชิกเพื่อเสนอมาตรการรับมือค่าบาทแข็งต่อรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ และเชื่อว่า รัฐบาลคงยินดีรับฟัง เบื้องต้นคาดว่า รัฐบาลน่าจะมีมาตรการเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการให้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เข้ามาช่วยดูแลในส่วนดังกล่าว
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่ากร สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจขณะ นี้ การแข็งค่าเงินบาทในช่วงนี้ ธปท.ยังสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตามหน้าที่ของธปท.ต้องดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจว่า การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจะมีผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นหรือระยะยาว หรือไม่
ค่าเงินบาทแข็งค่าในรอบ 13 ปี
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่าปิดตลาดที่ระดับ 31.01/03 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 31.15/17 บาท/ดอลลาร์ โดยเป็นการแข็งค่าสุดในรอบ 13 ปี และยังคงมีโอกาสปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคยังมีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าตามแรงไหลเข้าของเงินทุน ต่างประเทศแต่เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลข่าวลือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการดูแลค่าเงิน แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามข่าวลือแต่อย่างใด


