ต่างชาติฮุบ 25 จังหวัด ชาวนา - โบรกเกอร์แห่ขายที่

Submitted by info on Wed, 2009-09-23 14:46

ผู้จัดการ 360? รายสัปดาห์ 17 ก.ย. 52

- พบนโยบายรัฐบาล-กม.เปิดช่องอื้อ
- ทุนใหญ่-นักการเมืองเอี่ยวผลประโยชน์
- นายหน้าหัวใสเปิดเว็บไซต์ล่อต่างชาติ
- บสท.-กรมบังคับคดี ช่องโหว่ฮุบได้พันไร่

"ต่างชาติมาให้ราคาที่ดินผม 3 เท่าผมก็ไม่ขาย ขายไปได้เงินมาก้อนเดียว แต่รายจ่ายเรามีประจำทุกเดือน ต่อไปเงินก้อนนี้หมด ผมจะเอาเงินที่ไหนมาผ่อนรถบรรทุก รถเกี่ยวข้าว ทุกวันนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ผมปลูกข้าว 3 พันธุ์ มีข้าวหอมปทุมธานี พิษณุโลก และชัยนาท ข้าวหอมปทุมกับชัยนาทปลูกเสร็จผมเก็บไว้อย่างละ 100 ถัง ไว้กินเองเพราะคุณภาพดี ที่เหลือค่อยขาย"

น้ำ เสียงที่พูดด้วยความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรของคุณลุงปรีดา สมรูป เกษตรกร-สารวัตรกำนัน บ้านหนองพลับ หมู่ 11 ต.แสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ในที่ดินที่เข้าร่วมโครงการจัดรูปที่ดินกับรัฐบาล จำนวน 10 ไร่ที่เป็นที่ดินตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และเช่าที่เกษตรกรด้วยกันอีก 30 ไร่ เพื่อทำการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก

เป็นน้ำเสียงของความภูมิใจที่ต้องบอกว่า วันนี้หาได้ยากยิ่งแล้วในสังคมไทย!

เพราะ ทุกวันนี้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะที่ปลูกข้าวของไทย ได้เปลี่ยนมือจากเกษตรกรไปสู่นายทุนรายย่อย ไปสู่นายทุนรายใหญ่ที่เตรียมบริหารจัดการข้าวทั้งระบบในไทย ส่วนนายทุนรายย่อยต่างๆ ก็ต่างผันตัวเป็นนายหน้า ขอเป็นนอมินีขายที่ดินให้ชาวต่างชาติกันอย่างฝุ่นตลบ

รัฐบาลไทย-ชงเองขายเอง

ปัญหา คือ การเปลี่ยนการถือครองที่ดินจากเกษตรกรไปอยู่ในมือนายทุนและบริษัทนอมินีต่าง ชาติ ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดมาจากการเปิดช่องของรัฐบาลไทยเอง ตั้งแต่ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองมาเป็นรัฐบาลภาพดีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่กลับพบว่า ในระดับภาครัฐแล้วยังมีการเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่

โดย สมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มีการแก้กฎหมายให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนได้มากถึงร้อย ละ 49 และคนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 ตรงนี้นอกจากจะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทที่ ได้รับสัมปทานมือถือจากรัฐแล้ว ยังเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเข้ามาทำธุรกิจบริหารจัดการผลผลิตข้าวในไทย ด้วยวิธีจัดตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซื้อที่ดินการเกษตร หรือตั้งบริษัทรับจ้างทำนา หรือบริษัทรับจ้างดำนา ซ้ำร้ายท้ายที่สุดแล้วบริษัทไทยกลายเป็นบริษัทนอมินี เปิดช่องให้ต่างชาติครอบงำธุรกิจนี้เบ็ดเสร็จ

นอก จากแก้กฎหมายแล้ว คงยังจำกันได้ พ.ต.ท.ทักษิณเองได้พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบียไปดูการทำนา ที่บ้านควาย จังหวัดสุพรรณบุรี ของประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย แถมมีข่าวการจดทะเบียนบริษัทรวมใจชาวนา เพื่อมารับจ้างทำนา งานนี้เรียกว่าขายของกันถึงที่ จนถึงขนาดถูกต่อว่า "ขายชาติขายแผ่นดิน" กันมาแล้ว

มาถึงยุค อภิสิทธิ์ แม้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กลับมีการไปเจรจากับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของตะวัน ออกกลาง มีการเซ็นสัญญาเรียบร้อยว่า กลุ่มทุนตะวันออกกลางนี้จะเอาเงิน 18,000 ล้านบาทมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะการปลูกข้าว ทำปศุสัตว์ และประมง กระทั่ง DSI ก็ออกมายอมรับแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

นี่ เป็นเหตุผลที่มีกระแสการต่อต้านการเข้ามาซื้อที่นาจากชาวต่างชาติอย่างหนัก ในช่วง 2 -3เดือนที่ผ่านมาอีกระลอกหนึ่งหลังจากอดีตนายกฯพากลุ่มทุนมาดูที่นา จนกระทั่งนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องออกมาแถลงข่าวยืนยันว่าจะให้นักธุรกิจชาวตะวันออกกลางมาซื้อได้แค่ผล ผลิตทางการเกษตรเท่านั้น และจะไม่ให้มีการมาซื้อที่ดิน บริหารจัดการผลผลิตอย่างเบ็ดเสร็จในไทยได้

แต่ กระนั้นกระบวนการซื้อขายที่ดินผ่านนอมินีของคนต่างชาติกลับยังไม่หยุด และเรากลับพบว่า มีนายหน้าค้าที่ดินทั้งระดับเกษตรกรไปยังโบรกเกอร์เพื่อขายให้ต่างชาติกัน อย่างคึกคัก (อ่านล้อมกรอบ)

ส่วนต่างชาติแล้วไม่ต้อง พูดถึง แผ่นดินไทยเวลานี้ยิ่งกว่าแผ่นดินทองในยุคไหนๆ เพราะการคาดการณ์ทำนายทายทักว่า อนาคตนั้น โลกจะเกิดการขาดแคลนวิกฤตอาหาร พลังงาน และน้ำอย่างหนัก โดยเฉพาะในปี ค.ศ.2025 ได้ทำให้นายทุนยักษ์ใหญ่ต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดแคลนอาหารต่างมองเห็นประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ผันผลผลิตกลับประเทศตัวเองกันอดตาย และไทยเป็นพื้นที่ที่ต่างชาติต้องการมากที่สุด เพราะทำเลและภูมิอากาศดีที่สุดในพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้

นี่คือคำตอบว่าทำไม ต่างชาติถึงจ้องจะรุกคืบเข้ามาจับจองพื้นที่ปลูกข้าวของไทยให้ได้!

10 ปีผ่านไป
ที่ดินเป็นของนายทุนเกลี้ยง

อย่าง ไรก็ดี ปัญหาหนักอกที่ต้องยอมรับคือเวลานี้ พื้นที่เกษตรของไทยที่มีกว่า 130.29 ล้านไร่ และมีที่นาอยู่ประมาณ 63.6 ล้านไร่ ได้เปลี่ยนมือจากเกษตรกรที่รับสืบทอดที่ดินมาจากบรรพบุรุษไปอยู่ในมือนายทุน เกือบหมดแล้ว

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยว่าการเปลี่ยนมือการถือครองที่ดินของเกษตรกรไทยที่สำคัญเกิดตั้งแต่ ยุคฟองสบู่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ราคาที่ดินในไทยมีราคาสูงมากและสูงกว่าความเป็นจริง ทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาไทยที่มีรายได้น้อยมากตัดสินใจขายที่ดินให้กับนาย ทุนรายย่อยในท้องที่ เพราะต้องการเงินก้อนมาต่อชีวิต บางส่วนก็ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองไปหางานทำ ที่เหลือได้เงินก้อนมาแล้ว ใช้จนหมดก็ต้องไปเช่าที่นาจากนายทุนที่ขายที่ดินให้ไปทำนาแทน

ตรง นี้ที่ดินในเมืองไทยจึงอยู่ในมือนายทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจากข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรายงานว่า ขณะนี้เกษตรกรไทยมากกว่า 60% มีการเช่าที่ดินทำการเกษตร ส่วนเครือข่ายหนี้สินแห่งประเทศไทยก็มีรายงานว่าเกษตรกรกว่า 3 แสนรายที่เป็นหนี้อยู่ กำลังอยู่ระหว่างการถูกฟ้องยึดที่ดิน และอีก 8 ล้านไร่กำลังเป็นพื้นที่ติดจำนองกับสถาบันการเงิน และพร้อมจะหลุดจำนองด้วย

" ชาวนาไทยจน มีหนี้สินมากมาย ใครเอาเงินมาให้ในราคา 2 เท่า 3 เท่า เขาก็ขายหมด อย่างน้อยก็ล้างหนี้ได้ และยังมีเงินก้อนไปต่ออาชีพอื่นอีก"

ปัญหา การขายที่ดินของชาวนาไทย ที่ไม่ว่าจะขายให้นายทุนท้องถิ่น หรือขายให้ต่างชาติ ทั้งหมดทั้งมวลแล้วจึงเกิดขึ้นจาก "ความจน"ล้วนๆ

ส่วน ต่างชาติที่เข้ามาซื้อที่ดินผ่านนอมินีในไทยได้ ก็เพราะได้รับการช่วยเหลือ และร่วมผลประโยชน์ของกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพลในภาคกลาง พื้นที่ปลูกข้าวที่ดีที่สุดในประเทศไทย

เปิดพื้นที่ต้องสงสัย
ต่างชาติฮุบ

วิฑูรย์ เปิดเผยต่อว่า ขณะนี้มูลนิธิชีววิถีได้หันมาศึกษาข้อมูลเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรกว่า 19 จังหวัด จากข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ พบว่า จังหวัดที่เป็นเขตพื้นที่สีแดง ที่ชาวต่างชาติสนใจซื้อหามากที่สุดเวลานี้มี 6 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ อยุธยา ชัยนาท สุพรรณบุรี อุทัยธานี อ่างทอง และสิงห์บุรี

โดย พื้นที่บริเวณนี้ ต่างชาติจะเข้ามาถือครองที่ดินผ่านกลุ่มทุนการเมืองท้องถิ่น ซึ่งบริเวณนี้กลุ่มตะวันออกกลางสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอวังน้อย อำเภอบางบาล อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา และอำเภอบางซ้าย

"ชาวนาบางรายผันตัวไปเป็นนายหน้า ค้าที่ดินเอง เพราะได้เงินง่ายและจำนวนมาก ชาวนากลุ่มนี้เล่าว่า ที่เป็นนายหน้าเพราะว่าได้รับการติดต่อจากนายทุนท้องถิ่นผู้มีอิทธิพลใน พื้นที่เอง"

สำหรับอยุธยาแล้ว นอกจากกลุ่มทุนตะวันออกกลางสนใจจะซื้อเพื่อจ้างเกษตรกรปลูกข้าวแล้ว ที่จังหวัดอยุธยายังพบว่า มีนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่น ได้รุกคืบเข้ามาถือหุ้นในโรงสีหลายโรงสีในจังหวัดอยุธยา ในจำนวนร้อยละ 49% ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เข้ามาเพื่อซื้อที่ดิน แต่เป็นความจงใจที่จะเข้ามาบริหารจัดการระบบตลาดข้าวเบ็ดเสร็จซึ่งเป็นอีก รูปแบบหนึ่งที่ทุนต่างชาติเข้ามา

สุพรรณบุรี
สำนักสงฆ์กว้านซื้อ 1,000 ไร่

ขณะ ที่พื้นที่ปัญหาที่ดูจะรุนแรงที่สุดคือ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีข่าวการขายที่ดินให้ต่างชาติหนาหูที่สุด เพื่อทำเป็นบริษัทรับจ้างทำนา โดยซื้อที่ดิน และจ้างคนไทยเป็นคนทำนา

" เกษตรกรในพื้นที่เล่าว่า ตอนนี้ใครที่มีที่ดินอยู่จะคุยกันแต่เรื่องว่าอยากขายที่ดินให้ต่างชาติ แม้กระทั่งนายทุนท้องถิ่นที่มีที่ดินอยู่ในมือก็อยากจะปล่อยขาย ทำให้ราคาที่ดินของจังหวัดสุพรรณบุรีมีความเคลื่อนไหวของราคาสูงขึ้นมาก เช่นที่ดินตาบอดจากที่เคยขายกันไร่ละไม่กี่หมื่น แต่ตอนนี้ซื้อขายกันในระดับราคาไร่ละแสนสองหมื่นบาทเป็นต้นไป"

นอก จากนี้ในจังหวัดสุพรรณบุรี ยังเกิดปรากฎการณ์ที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นนอมินีต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินใน โซนฝั่งคลองชลประทาน แถวๆวัดหนองปล้อง วัดทุ่งแฝก และวัดห้วยสุวรรณวนาราม หรือที่เรียกว่าหนองถั่วพู เป็นพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างเขตอำเภอศรีประจัณฑ์ กับเขตจังหวัดสิงห์บุรี

" ตอนนี้มีสำนักสงฆ์สำนักหนึ่ง เพิ่งเข้ามาตั้งอยู่ในสุพรรณได้ปีกว่า แต่กว้านซื้อที่ดินในบริเวณหนองถั่วพูไป 1,000 กว่าไร่แล้ว เป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะสำนักสงฆ์ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินมากขนานนั้น และที่สำคัญสำนักสงฆ์เอาเงินที่ไหนมาซื้อ"

ส่วนที่ "ชัยนาท" ขณะนี้มีข่าวแล้วว่ามีการขึ้นค่าเช่าทำนา จาก 500 บาทต่อไร่ เป็น 1,500 บาทต่อไร่ต่อรอบการปลูกไปแล้วด้วย

ส่วน พื้นที่รองลงมา ที่แม้จะไม่ใช่ที่ดินในระดับ AAA อย่าง 4 จังหวัดข้างต้น แต่เป็นที่ดินที่ต่างชาติต่างกว้านซื้อเช่นกันได้แก่ จังหวัด นครราชสีมา ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา

"ที่นครนายก อำเภอองครักษ์มีการกว้านซื้อไปแล้วเจ้าเดียว 1,600 ไร่ ขณะที่ฉะเชิงเทรา อำเภอบางคล้ามีกว้านซื้อไปแล้วจำนวนมากเช่นกัน"

ไต้หวันเข้าปราจีน
ต้องการพืชพลังงาน

ขณะ ที่ในกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ก็มีการกว้านซื้อที่ดินอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากข้าวแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีไร่อ้อย ปาล์ม และยูคาลิปตัส และกลุ่มทุนที่เข้ามาในส่วนนี้คือกลุ่มทุนไต้หวัน ที่บางส่วนเข้ามาในรูปแบบของการถือหุ้นในโรงงานน้ำตาล

" ทุนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาที่สินค้าข้าว แต่เขาต้องการอ้อย นอกจากเอาไปผลิตน้ำตาลแล้ว เขามองว่าเป็นพลังงานสำรองกับประเทศเขาที่สำคัญ"

แหล่ง ข่าวในจังหวัดปราจีนบุรี ได้ให้ข้อมูลกับ "ผู้จัดการ 3360 องศารายสัปดาห์"เพิ่มเติมว่า การกว้านซื้อที่ดินในบริเวณกบินทร์บุรี ปราจีนบุรีนี้ เกิดขึ้นชัดเจนตั้งแต่หลังปี 2540 โดยส่วนใหญ่นายทุนจะเริ่มจากการซื้อที่ดินของธนาคารนำมาขายทอดตลาด โดยระยะแรกจะเป็นบริษัทที่เป็นกลุ่มธุรกิจเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน แต่ที่น่าสังเกตคือในช่วงหลังมีกลุ่มธุรกิจอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จใน ธุรกิจเดิมของตนเข้ามาซื้อที่ดินขายทอดตลาดด้วย

" อย่าง FBT เป็นบริษัทที่ไม่ได้เป็นธุรกิจเกี่ยวกับที่ดิน แต่กลับมีการกว้านซื้อที่ดินที่ธนาคารขายทอดตลาดมาก หลังจากนั้นก็แบ่งครึ่งหนึ่งไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอกู้เงินจากธนาคาร โดยอ้างว่าจะนำมาทำไร่อ้อย แต่ปรากฏว่ามีพฤติกรรมไปกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรแปลงใหม่ๆ อย่างผิดสังเกต"

ขณะนี้บริษัทอื่นๆ ก็ทำการกว้านซื้อที่ดินในลักษณะเดียวกัน ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินอย่างรวดเร็ว และมีสูตรการซื้อที่ดินว่า จะซื้อแพง 10% ซื้อถูก 90% โดยจะซื้อแพงที่ดินในบริเวณติดถนนก่อน จากนั้นทำการปิดทางเข้าออก และข่มขู่ชาวบ้านที่มีสวนอยู่เบื้องหลังว่าจะไม่มีทางทำมาหากินได้ ทำให้ชาวบ้านต้องยอมขายที่ในราคาถูก

ส่วนพื้นที่อีกกลุ่มหนึ่งที่ต่างชาติให้ความสนใจมากเช่นกัน ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร และนครสวรรค์ กำแพงเพชร

จังหวัด สุโขทัยนั้น พบว่ามีกลุ่มทุนญี่ปุ่นเข้ามา ร่วมกับนักการเมือง ส. มาลงทุนทำโรงงานแปรรูปขนมกรุบกรอบ แต่ปรากฏว่ามีการจ้างเกษตรกรในรูปแบบคอนแทรกฟาร์มมิ่งให้เกษตรกรปลูกข้าว ญี่ปุ่น เพื่อนำข้าวญี่ปุ่นส่งกลับไปขายในประเทศญี่ปุ่นด้วย

ส่วน พิจิตร ล่าสุดมีการเปิดเผยจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรเอง ว่าได้รับรายงานจากสำนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร ว่ามีบริษัทนอมินีคนไทยทำการกว้านซื้อที่ดินนาไม่อั้นเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะในเขตอำเภอสามง่าม ชาวนาขายที่ดินไปแล้วกว่า 500 ไร่ และเขตอำเภอบางมูลนาก มีการกว้านซื้อไปแล้วกว่าพันไร่ โดยเริ่มซื้อตั้งแต่ราคาไร่ละ 15,000-50,000 บาทต่อไร่

นอก จากนี้ ยังมีรายงานว่า ในเขต ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร และเขตบ้านเกาะแก้ว ต.สากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก และอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

ขณะที่ นครสวรรค์ เป็นพื้นที่ที่มีบริษัทรับจ้างดำนา และใช้เทคโนโลยีในกระบวนการเพาะปลูก และมุ่งคุมไลน์การผลิตข้าวทั้งกระบวนการแล้ว

ส่วน อีก 2 พื้นที่ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีการประกาศขายที่ดินในเวปไซด์ที่ดิน.คอมให้ต่างชาติ มาซื้อที่ดินเพื่อลงทุนในการทำนา ที่สำคัญคือ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 1,200 ไร่ และตำบลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 7 ไร่ นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงจังหวัดนครปฐม สิงห์บุรี อีก 500 ไร่

พื้นที่ กลุ่มต่อมาคือพื้นที่ภาคใต้ ในพื้นที่ภาคใต้นั้น จะเป็นกลุ่มทุนมาจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาดำเนินธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมันนานแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และสตูล

ส่วน ภาคเหนือตอนบน ส่วนมากจะเป็นกลุ่มทุนรายย่อยจากจีนที่จะมาในรูปแบบของกองทัพมด มาซื้อที่เพื่อตั้งโรงงาน และซื้อไว้ให้เช่า กันมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา

ส่วน จังหวัดที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ส่วนใหญ่แล้วมีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อขายให้ต่างชาติแล้วเช่นกัน

นักการเมืองท้องถิ่น
ตัวการสำคัญซื้อขายที่ดิน

อย่าง ไรก็ดี จากการสำรวจข้อมูลระดับพื้นที่ พบว่า พื้นที่ที่มีการเปลี่ยนถ่ายไปจากนอมินีไปสู่ทุนต่างชาติได้อย่างสะดวกแล้ว ส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือจากนักการเมืองที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นๆ เอง รวมทั้งมีการใช้เครือข่ายหัวคะแนนของพรรคตัวเองไปช่วยในการกว้านซื้อที่ดิน ด้วย

กล่าวได้ว่าปัญหาที่ดินไทยนั้น ยิ่งนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกวันนี้แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่กลับพบว่าทั้งเกษตรกร นายทุนท้องถิ่น นักการเมืองผู้มีอิทธิพล ต่างแย่งชิงกันกว้านซื้อที่ดินขายต่างชาติ เพราะรายได้หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้ามีเป็นจำนวนมหาศาล และตอนนี้กระบวนการนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างคึกคักมากในทุกหย่อมหญ้า

" ไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวมาก เพราะภูมิประเทศเหมาะสม โดยเฉพาะเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ภาครัฐเองก็เข้าไปลงทุนในเรื่องระบบชลประทานไว้พร้อมแล้ว ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นพื้นที่ที่ต่างชาติต้องการเข้ามาซื้อเพื่อจ้างคนไทยปลูกข้าวมากที่ สุด"

ประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว กล่าวและว่า อยากให้ลองคิดดูว่าหากบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่ง เดิมเป็นบริษัทไทย เมื่อนำเข้าตลาดหุ้น ขายหุ้นให้ต่างชาติ ผลกำไรก็ต้องส่งไปต่างประเทศ คนไทยก็ได้แต่ค่าจ้าง เรื่องข้าวก็เหมือนกัน ต่อไปกำไรก็ต้องส่งไปต่างประเทศ คนไทยเป็นแค่ลูกจ้าง วิถีชีวิตเปลี่ยนหมด ผลกระทบก็จะเกิดกับลูกหลานต่อไป

"มีคนมองว่าต่าง ชาติยังไงก็เอาที่ดินไทยไปไม่ได้ แนวความคิดนี้ไม่ถูก ข้าวเป็นชีวิต เป็นวัฒนธรรมของไทยตั้งแต่สมัยโบราณ หากต่างชาติเข้ามาบริหารจัดการข้าวทั้งหมด ไทยจะเกิดผลกระทบทางสังคมอย่างหนักในอนาคต ฉะนั้นชาวนาจะต้องรักษาที่ทำกินเอาไว้ให้ดีต้องตระหนักให้ได้ว่า ข้าวคือชีวิตของคนไทย และอย่าปล่อยให้หลุดมือไป"

สุด ท้ายจึงมองว่า วิธีการเดียวที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้เร็วที่สุด คือภาครัฐจะต้องเอาจริงเอาจัง เพราะกฎหมายที่มีอยู่ก็ยังไม่รัดกุมเพียงพอ โดยที่สำคัญต้องทำให้รายได้จากการขายข้าวให้มีราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ และมีอนาคตที่ดี เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วในส่วนของภาคเกษตรเอง เกษตรกรจะเกิดจิตสำนึกและปกป้องผืนแผ่นดินนี้เอาไว้เอง

หวังจัดรูปที่ดิน-สกัดต่างชาติ

เช่น เดียวกันกับ จรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินจะเป็นทางออกที่ดีที่จะสกัดกั้นนายทุนต่างชาติไม่ให้เข้ามา ซื้อที่นาได้

"เรื่องแบบนี้มันต้องแก้ที่ต้นเหตุ คุณต้องทำให้เกษตรกรมีรายได้ดี เมื่อมีรายได้ดีแล้ว ใครก็ไม่อยากขายที่ดิน ตอนนี้ผลผลิตต่อไร่ชาวนายังน้อย รายได้ก็น้อย พอมีคนมาขอซื้อที่ดินในราคา 2-3 เท่า เป็นใครใครก็ขาย แต่ถ้าทำให้เขามีรายได้ดี มีอนาคต ชาวนาจะไม่อยากขายที่นาอีกต่อไป"

อีกทั้งกลไกของการ จัดรูปที่ดินที่อยู่ใน พ.ร.บ.การจัดรูปที่ดิน ยังระบุไว้ชัดเจนด้วยว่า หากเกษตรกรมีการจัดรูปที่ดินแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนพื้นที่ไปทำอย่างอื่นได้นอกจากภาคเกษตร และหากจะขายหรือเปลี่ยนมือที่ดินให้ใคร จะต้องมาทำเรื่องตรวจสอบผ่านสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดก่อน ตรงนี้จะเป็นเครื่องมือที่สกัดกั้นชาวต่างชาติได้ระดับหนึ่ง

แต่ ปัญหาที่ผ่านมาคือ การจัดรูปที่ดินทำมาแล้ว 30 ปี ในจำนวนพื้นที่เป้าหมายจำนวน 27 จังหวัด แต่เพิ่งจัดรูปที่ดินได้เพียง 1.856 ล้านไร่ เพราะงบประมาณลงมาน้อย อีกทั้งกระบวนการขอจัดรูปที่ดินยังต้องผ่านรูปแบบคณะกรรมการใช้เวลาหลายปี ตรงนี้เป็นอุปสรรคที่รัฐบาลต้องให้นโยบายที่ชัดเจน

อนาคต ของสังคมไทยต่อไป มองได้ไม่ยากแล้วว่าที่ดินเพื่อการเกษตรจะไปอยู่ในมือต่างชาติจำนวนไม่น้อย จริงอยู่ที่กฎหมายยังคุ้มครองว่าที่ดินยังไงก็ต้องเป็นของคนไทย แต่วัฒนธรรมของคนไทยที่ดีงามและมีมาอย่างยาวนาน ย่อมรู้ดีว่า หากขายที่ดินให้ใครไปแล้วนั้น ย่อมจะเป็นที่ดินของคนนั้น อย่างน้อยๆ ก็อยู่ในมือของบริษัทนอมินีทั้งหลาย ไม่ใช่ของเกษตรกรไทยแน่ๆ

อนาคต ของเกษตรกรไทยต่อไปจึงประเมินได้เลยว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่แบบลูกจ้าง แม้จะอยู่ในผืนดินของตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นได้เพียงแค่เบี้ยล่างของนายทุนใหญ่และต่างชาติที่เข้ามาบริหารจัดการผล ผลิตข้าวไทยอย่างเบ็ดเสร็จ แถมคนไทยบางส่วนอาจจะไม่มีข้าวกิน ถ้าเกิดวิกฤตอาหารโลกรุนแรง เพราะนายทุนต่างชาตินี้จะเอาผลผลิตป้อนประเทศตัวเองก่อน

ตรงนี้คือสิ่งที่ น่ากลัว และอันตรายอย่างยิ่ง!

***********

กม.คุ้มครองพื้นที่เกษตร
ดาบเชือดต่างชาติยึดนาไทย

หนึ่ง ในความพยายามสกัดกั้นการรุกเข้ามาถือครองที่ดินสำหรับการเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวของกลุ่มทุนต่างชาติ คือ การออกพระราชบัญญัติการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการร่างพรบ.ดังกล่าว หลักการของกฎหมายฉบับนี้ คือ การตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมกลาง มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นรองประธาน และมีกรรมการที่ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมข้าว เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรรมการอื่นๆ จำนวนไม่เกิน 9 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ภาคเอกชน 3 คน และผู้แทนเกษตรกรจำนวน 3 คน

ขณะเดียวกันก็ จะมีการตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมประจำจังหวัดขึ้นอีกคณะหนึ่ง ในจังหวัดนั้นๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจกิจารณา กำกับ ส่งเสริม ฟื้นฟู ที่ดินในเขตคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม สอบสวนและวินิจฉัยคำร้องของเจ้าของที่ดิน หรือผู้ครอบครอง และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตการขายที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่คุ้มครองฯ

ส่วน อำนาจของคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมกลางนั้น นอกจากมีการจัดสำรวจบริเวณที่ดินที่เห็นสมควรจะกำหนดเป็นเขตคุ้มครองพื้นที่ เกษตรกรรม และการพิจารณาวางแผนส่งเสริม และบำรุงเกษตรกรรมแล้ว ยังมีอำนาจดำเนินการสอบสวนวินิจฉัยคำร้องของเจ้าของที่ดินหรือผู้ครองครอง ที่ดินในเขตพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในมาตรา 18 หมวดการคุ้มครองพื้นที่เกษตรของร่างพรบ.ดังกล่าว ระบุว่า "ผู้ใดกระทำการใดๆ ให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อคนต่างด้าว หรือเป็นเจ้าของที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยกรณีมิได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ต่างๆ ตามที่กฎหมายอื่นๆ หรือพระราชบัญญัตินี้กำหนด ให้ถือเป็น โมฆะ"

เมื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ได้ตรวจสอบและทำการสอบสวนได้ความปรากฏว่า ผู้ใดได้มาซึ่งที่ดินแห่งใด ในฐานะเป็นคนต่างด้าว หรือเป็นเจ้าของที่ดินแทนคนต่างด้าว ให้คณะกรรมการมีอำนาจทำการซื้อที่ดินแปลงนั้นได้ทันที"

นอก จากนี้ยังได้กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท สำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ ตามอำนาจในมาตราดังกล่าว ขณะเดียวกันก็กำหนดบทลงโทษกับเจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดิน ในเขตพื้นที่คุ้มครองฯ ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียน ข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดขึ้น โดยให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัว ร่างพรบ.ฉบับนี้ แม้จะให้อำนาจคณะกรรมการคุ้มตรองพื้นที่เกษตรกรรมกลาง และคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมประจำจังหวัด ในการตรวจสอบที่ดินสำหรับการทำเกษตรกรรม ที่อาจมีกลุ่มทุนจากต่างชาติ เข้ามาดำเนินการผ่านนอมินี คนไทย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว อาจแก้ปัญหาการเข้ามาบุกรุกทำนาข้าวของต่างชาตินัก เหตุเพราะการตรวจสอบในทางลึกนั้น ต้องอาศัยอำนาจของ กระทรวงพาณิชย์ และกรมที่ดิน ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการเข้ามาทำธุรกิจของคนต่างด้าว หรือการทำธุรกิจผ่านนอมินีคนไทย

พรบ.ฉบับนี้ รวมถึงคณะกรรมฯ ที่จะตั้งขึ้นในอนาคต เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ของกรณีต่างชาติเข้ามาทำนาผ่านนอมินีเท่านั้น การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวต้องพึ่งกฎหมายควบคุมการทำธุรกิจคน ต่างด้าวของกระทรวงพาณิชย์ เป็นหลักขณะที่การตรวจสอบนั้น ค่อนข้างมีปัญหาในทางปฏิบัติเช่นกัน กรณีการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับการเข้ามาทำนาของคนต่างด้าวผ่านนอมินี ช่วงที่ผ่านมา ก็ยังมาสามารถเข้าหาตัวผู้กระทำผิด หรือ มีข้อมูลการสอบสวนที่นำไปสู่การแก้ปัญหาดังกล่าวได้

อาจ พูดได้ว่า การออกพรบ.การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ไม่สามารถการแก้ปัญหา การทำนาของต่างชาติบนแผ่นดินไทยผ่านนอมินี ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้ครอบคลุมทั้งหมด อีกทั้งร่างพรบ.ฉบับนี้ยังมีเส้นทางอีกไกลพอสมควร และก่อนที่จะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ยังต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้อาจมีรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงไป และยังไม่มีใครบอกได้ว่า พรบ.ฉบับนี้จะออกมาใช้ได้เมื่อใด รวมถึงสามารถแก้ปัญหา การเข้ามาทำนาของคนต่างด้าวได้มากน้อยเพียงใด

************

จับตา "เบียร์ช้าง-ซี.พี"
จับมือทุนท้องถิ่น-ผูกขาด "ข้าว"ทั้งระบบ

ตะลึง! 2 ทุนยักษ์ "เบียร์ช้าง-ซี.พี" รุกชิงพื้นที่ภาคเกษตรไทยจนมีพื้นที่ในมือในระดับกว่าแสนไร่แล้ว หวังจัดการระบบการผลิตทั้งระบบ โดยเจ้าสัวเจริญจ้างมือดีอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรกำหนดทิศทางเดินปลูกพืช เศรษฐกิจ มุ่งในพืช 4 ตัวหลักได้แก่ "ข้าว-ยางพารา-อ้อย-มันสำปะหลัง" ส่วนซี.พี.ยังเน้นคอนแทรกฟาร์มมิง หนุนเกษตรกรปลูกข้าวลูกผสม หวังครองเจ้าตลาดเมล็ดพันธุ์ ขณะเดียวกันให้บริษัทลูกกว้านซื้อที่ดินเพิ่ม ลือหึ่ง!ซี.พี.จับมือนักการเมืองท้องถิ่นตั้งบริษัทดำนา-ทำนา พร้อมร่วมทุนต่างชาติจัดการระบบข้าวเบ็ดเสร็จ

ตะลึง! นอกจากชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาซื้อที่ดินในเมืองไทยแล้ว กลับพบข้อมูลล่าสุดที่น่ากลัวกว่านั้น คือ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเจ้าใหญ่ 2 เจ้าได้กำลังกว้านซื้อที่ดินจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน ด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญคือการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่จะทำการกว้านซื้อที่ดินทำนา จ้างเกษตรกรหรือเจ้าของเดิมเข้าทำนา ผลผลิตที่อยู่ในมือจำนวนมากและแทบจะผูกขาดในอนาคตก็จะทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ นี้มีพลังต่อรองในพืชอาหารที่กำลังจะขาดแคลนของโลกใบนี้ในอนาคตอย่างเบ็ด เสร็จ และแน่นอนปัญหานี้น่ากลัวไม่แพ้การที่ต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดิน!

แหล่ง ข่าวในแวดวงที่ดินกล่าวว่าขณะนี้กลุ่มทุนรายใหญ่ที่กำลังทำการกว้านซื้อ ที่ดินโดยเฉพาะที่ดินในภาคกลางและเหนือตอนล่างมีอยู่ 2 รายด้วยกัน หนึ่งคือ บริษัทซี.พี. ซึ่งมีลักษณะการซื้อที่ดินผ่านบริษัทในเครือ อีกหนึ่งเป็นของ เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนาภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง หรือบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มักจะมีการซื้อที่ดินเกษตรกรด้วยชื่อตัวเอง การเข้ามารุกในธุรกิจเกษตรของ 2 ยักษ์ใหญ่ครั้งนี้ เป็นเพราะเล็งเห็นแล้วว่า พืชเกษตรคือ "น้ำมันบนดิน"เก็บกินไม่หมดสิ้น

"เจริญ"ดึงมือดี
ก.เกษตร-รุกคืบพืชศก.

การ รุกคืบเข้ามาสู่ภาคเกษตรของเจ้าสัวเจริญนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2547 โดยเจ้าสัวเจริญใช้กลุ่มธุรกิจการเกษตร และบริษัททีซีซี อะโกร ในการเดินหน้าธุรกิจนี้ โดยเจ้าสัวเจริญใช้วิธีจ้างข้าราชการกระทรวงเกษตรมาทำงานด้านข้อมูลการเกษตร อย่างเจาะลึก คนสำคัญที่สุดคือ "อนันต์ ดาโลดม" อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

แหล่ง ข่าวกล่าวว่า เจ้าสัวเจริญ ได้เริ่มจากการให้ อนันต์ ดาโลดม ทำรายงานด้านฐานข้อมูลคลังที่ดินที่มีอยู่เกือบทุกจังหวัดว่ามีอยู่ที่ไหน บ้าง เท่าไร และควรจะปลูกพืชเศรษฐกิจอะไร โดยพืชเกษตรที่สนใจมากที่สุดที่จะลงทุนในระยะแรกคือ ยางพารา และเริ่มกระจายปลูกในหลายจังหวัดได้แก่ ระยอง,ปราจีนบุรี,หนองคาย ฯลฯ ซึ่งขณะนี้มีการปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าไร่ และมีเป้าหมายว่าในปี 2553 จะปลูกอย่างน้อย 45,000 ไร่ ซึ่งถือว่าขณะนี้เจ้าสัวเจริญเป็นเจ้าของสวนยางพารารายใหญ่ที่สุดในประเทศ ไทยไปแล้ว

จากนั้นเจ้าสัวเจริญจึงเริ่มมาลงทุนในไร่ อ้อย และโรงงานเอทานอล เพื่อทดแทนวิกฤตพลังงานด้วย โดยมีการเข้าซื้อโรงงานน้ำตาล 4 โรง และเริ่มปลูกอ้อยจำนวน 1 พันไร่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเตรียมขยายเป็น 5 พันไร่ภายในปีนี้ โดยเป็นที่ในจังหวัดกำแพงเพชร 7 พันไร่ และสุโขทัย 3 พันไร่ นอกจากนี้ยังเตรียมปลูกมันสำปะหลังในที่ดินที่คลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร และมีสวนปาล์มน้ำมัน 1 พันไร่ที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร

ที่ ฮือฮาที่สุดคือ เจ้าสัวเจริญเองนั้นได้มุ่งหน้าจะรุกธุรกิจข้าวเช่นกัน โดยประกาศว่าจะเป็นชาวนาปลูกข้าวเอง และจะเป็นเจ้าของนาข้าวรายใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยเจ้าสัวเจริญได้ลงทุนปลูกข้าวบนที่ดินของตัวเองในอยุธยาประมาณ 1 หมื่นไร่ และในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2 พันไร่ และยังมีที่อยู่ในจังหวัดหนองคาย 1 หมื่นไร่ ซึ่งเหมาะเป็นพื้นที่ทำนาด้วย

แหล่ง ข่าวกล่าวว่า เนื่องจากเจ้าสัวเจริญมีแผนรุกภาคเกษตรที่ชัดเจน ขณะนี้เจ้าสัวเจริญจึงมีที่ดินของตัวเองเพื่อทำการปลูกพืชเกษตรมากที่สุดใน เวลานี้ และล่าสุดเขาเพิ่งซื้อที่ดินแปลงใหญ่ 2 หมื่นไร่ และรวมทั่วประเทศมากกว่า 1 แสนไร่แล้ว

ซี.พี.เน้นข้าวลูกผสม
หวังครองตลาดเมล็ดพันธุ์

ขณะ ที่ฟากเจ้าพ่อธุรกิจเกษตรอย่าง ซี.พี. เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ นอกจากกว้านซื้อที่ดินในนามของบริษัทลูกตัวเองแล้ว เจ้าสัวธนินท์ ยังใช้ยุทธวิธี "คอนแทรกฟาร์มิง"กับเกษตรกร โดยให้เกษตรกรป้อนผลผลิตให้ แต่สิ่งที่ ซี.พี.กำลังผลักดันอยู่ที่ "ข้าวลูกผสม"

" ประเด็นข้าวลูกผสมเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุด เพราะข้าวลูกผสมมีลักษณะเป็นหมัน อีกทั้งการที่ซี.พี.บอกว่าข้าวลูกผสมจะมีผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ได้มีการทำการวิจัยพบว่า ได้แค่ 900 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น"

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าว และเป็นห่วงว่า ธุรกิจข้าวลูกผสมของบริษัท ซี.พี. ที่กำลังเดินหน้าอยู่นั้น สุดท้ายแล้ว เมื่อมีลักษณะพันธุกรรมที่เป็นหมัน จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตไว้ปลูกในรอบต่อไปได้ ขณะที่ต้องซื้อข้าวลูกผสมทุกรอบการผลิต ซึ่งเป็นการผูกขาดผลผลิตเบ็ดเสร็จ

" ในอนาคต ซี.พี.มีเป้าหมายที่ชัดเจนในความต้องการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบ ตรงนี้หากเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารโลกขึ้นมาจริง ซี.พี.ก็จะเป็นหนึ่งในเจ้าตลาดข้าวที่สำคัญ ซึ่งแนวคิดของเจ้าสัวธนินท์ที่พูดอยู่หลายครั้งในช่วงหลังๆ ก็หนุนในแนวความคิดที่จะทำให้ข้าวกลายเป็นสินค้าที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ"

โดยหัวใจของ ซี.พี.คือ จะพยายามลดพื้นที่ทำนา จัดระบบชลประทานเพิ่ม เปลี่ยนให้เกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งไม่ได้ทำเดี่ยวๆ

" เรากำลังจับตามองว่า ซี.พี.กำลังทำโครงการนี้โดยร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น จากข้อมูลในพื้นที่ในเครือข่ายเกษตรกร 19 จังหวัด รายงานมาว่า ตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณ พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบียไปดูการสาธิตทำนาที่บ้านประภัตร โพธสุธน ครั้งนั้น ก็มีการใช้รถแทรกเตอร์ของซี.พี. ใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ทั้งหมดของซี.พี.และยังใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมของซี.พี. ด้วย ตรงนี้มันเชื่อมโยงกันหรือไม่"

โดยในการร่วม มือกับนักการเมืองท้องถิ่นจะเห็นได้ในรูปแบบของการตั้งบริษัทรับจ้างดำนา หรือบริษัทรับจ้างทำนา ที่ขณะนี้ได้มีผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในพื้นที่การปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ ไทยแล้ว ซึ่งตรงนี้จะมีการกว้านซื้อที่ดิน และจ้างชาวนาปลูกข้าวด้วย โดยจะใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมของซี.พี.ในการปลูก

"สิ่ง ที่เรากลัวที่จะเห็นคือ การที่ต่างชาติเข้ามาร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ที่กำพื้นที่ภาคการเกษตรของไทยอยู่ในมืออยู่แล้ว ตรงนี้ต่างชาติไม่จำเป็นต้องมาหาซื้อที่ดินผ่านนอมินีให้ยุ่งยาก แต่ได้เข้าร่วมในกระบวนการจัดการผลผลิตข้าวร่วมกับบริษัทใหญ่ ซึ่งตรงนี้กลายเป็นเทรนด์ที่น่ากลัว เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเข้ามาของต่างชาติในเรื่องเกี่ยวกับภาคการเกษตรไทย ที่เราต้องรีบแก้ไข"

ตอ!การเมือง-ผูกขาดข้าวเรียบ

แหล่ง ข่าวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การที่ ซี.พี.และเบียร์ช้าง เป็นกลุ่มทุนที่หนุนการเมืองแทบจะทุกพรรคมาตลอด ทำให้ไม่ว่าจะรัฐบาลใดขึ้นมาก็จะมีความเกรงใจ และไม่กล้าขัดขวางการผูกขาดระบบข้าวเบ็ดเสร็จ

ตรง นี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ อธิบดีกรมที่ดินกระอักกระอ่วนที่จะออกมาพูดเรื่องนี้มาทุกยุคสมัย และยังคาดว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หน่วยงานอย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แม้กระทั่งลงไปถึงพื้นที่ในจังหวัดอยุธยา เพื่อตรวจสอบข้อมูลการครอบครองที่นา และในครั้งแรกได้ออกมาประกาศว่า ได้พบบริษัทนอมินีน่าสงสัย 4 บริษัท 2 ในนั้นคือ บริษัท อยุธยาเกษตรธานี จำกัด และบริษัทเสนา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ของกลุ่มหาดำรงกุล และยังมีอีก 2 บริษัทที่ใหญ่กว่าแต่ไม่ขอเปิดเผยนาม

ผ่านไป 3 วัน ดีเอสไอกลับออกมาประกาศอีกครั้งว่า ไม่พบบริษัทนอมินีต่างชาติแต่อย่างใด แต่กลับเจอว่า บริษัทที่ทำนาอยู่นั้น กำลังผลิตข้าวเพื่อป้อนในโรงงานเบียร์!

*************

บสท.-กรมบังคับคดีช่องโหว่ต่างชาติฮุบที่ดิน

การ เข้าครอบครองที่ดินของนักลงทุนต่างประเทศนอกจากใช้วิธีการซื้อจากนายทุนใหญ่ คนไทยแล้ว ยังสามารถซื้อผ่านนายหน้าที่ประกาศขายกันตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือเว็บไซ ต์ต่าง ๆ ได้อีก

ขั้นตอนดังกล่าวแม้จะเป็น ที่นิยมทำกันของผู้ที่ต้องการซื้อที่ดิน แต่ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการวัดดวงว่าที่ดินที่ประกาศขายอยู่นั้นจะได้ขนาด มีคุณสมบัติครบหรืออยู่ในทำเลตามที่ระบุไว้จริงหรือไม่ ขณะที่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่านั่นคือการเข้าไป ซื้อทรัพย์จากสถาบันการเงินที่นำเอาทรัพย์ที่หลุดจำนองออกมาขาย

ทรัพย์ จากสถาบันการเงินเหล่านี้จะมีการตรวจสอบถึงความถูกต้องของขนาดพื้นที่ รูปถ่าย แผนที่และราคาเบื้องต้นให้ได้ทราบก่อน อีกทั้งยังสามารถติดตามสินทรัพย์ใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาได้ทางเว็บไซต์

จาก การตรวจสอบทรัพย์ที่ประกาศขายของบริษัทบริหารสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ส่วน ใหญ่พบว่า มักเป็นบ้านและที่อยู่อาศัยและทรัพย์อื่นเพื่อการอยู่อาศัยและทำการค้าเป็น หลัก แต่ทรัพย์ที่เป็นที่ดินเปล่าหรือที่เพื่อการเกษตรนั้นจะมีจำหน่ายไม่มากนัก

แต่ สามารถเลือกหาซื้อได้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพ(บสก.) บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(บสท.)และที่กรมบังคับคดี

เจ้า หน้าที่ของ บสก. กล่าวว่า ทรัพย์ของบสก. ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ตกทอดมาตั้งแต่ปี 2540 ดังนั้นสภาพของทรัพย์จึงไม่โดดเด่นมากนัก ต่างประเทศคงไม่สนใจอีกทั้งขนาดของทรัพย์ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นแปลงที่ไม่ใหญ่ หรือบางแหล่งก็ไม่เอื้อต่อการทำนาข้าว เช่น อยู่ที่ที่ดอนหรือมีระบบชลประทานไม่ดีพอ

ผู้ที่เข้า มาซื้อทรัพย์จากบสก.ส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อย ที่ต้องการบ้านหรือที่ดินเพื่อการลงทุน แต่ถ้าเป็นทรัพย์แปลงใหญ่ประเภทที่ดินเปล่าหรือที่เพื่อการเกษตรนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ บสท.

เมื่อเข้าไปสำรวจเว็ปไซต์ของ บสท. พบว่ามีที่ดินตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เลือก บางแปลงในจังหวัดแถบภาคกลางเป็นที่ผืนเดียวกันหลายร้อยไร่ถึงพันไร่ที่เหมาะ กับการทำนา ที่เหล่านี้หลายแปลงมักจะติดป้ายว่า "SOLD" หมายความว่าที่แปลงนั้นมีผู้ซื้อไปแล้ว เช่น พื้นที่ในอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี หรืออีกหลายแปลงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

" คนที่จะเข้ามาซื้อที่จากเราต้องเป็นคนไทยหรือเป็นนิติบุคคลไทยเท่านั้น แต่เราตอบไม่ได้ว่าหลังจากผู้ที่ซื้อที่ดินไปแล้วนั้นจะนำไปทำธุรกรรมร่วม กับต่างชาติหรือไม่นั้นเราไม่ทราบ เพราะเรามีหน้าที่ในการจำหน่ายสินทรัพย์ให้กับหน่วยงานของเราเท่านั้น"หนึ่ง ในเจ้าหน้าที่ของบสท.กล่าว

เขาอธิบายต่อไปว่าไม่ว่า จะเป็นบริษัทหรือบรรษัทบริหารสินทรัพย์นั้น เรามีหน้าที่ขายสินทรัพย์ออกไปเพื่อนำเงินที่ได้มาคืนให้กับสถาบันการเงิน เท่านั้น ดังนั้นหากเขาจะเข้ามาสวมสิทธิด้วยความเป็นคนไทยหรือสัญชาติไทยก็สามารถทำ ได้ ตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นที่จะต้องเข้ามาดูแล

เมื่อ สอบถามไปยังกรมบังคับคดี ได้รับคำตอบจากนิติกรรายหนึ่งว่า หน้าที่ของเราคงไม่แตกต่างจากหน่วยงานจำหน่ายทรัพย์ที่อื่น คือมีหน้าที่ต้องขายทรัพย์ออกไปตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ว่าเมื่อผู้ที่ประมูลซื้อที่ดินไปแล้วจะนำไปทำอะไร

" ทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ขายได้มักจะเป็นที่ดินพร้อมที่อยู่อาศัยจะขายออกได้ก่อน ส่วนที่ดินเปล่าหรือที่การเกษตรก็มีผู้สนใจเข้ามาซื้อไปเช่นกัน"

เจ้า หน้าที่รายเดิมยอมรับว่า จากการที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ในการประมูลทรัพย์ทำให้ทราบว่าผู้ที่เข้ามา ซื้อทรัพย์นั้นมีหน้าเดิม ๆ ที่เข้ามาประมูลทรัพย์หลายตัว หลายประเภทและมาประมูลเป็นประจำ หากเป็นผู้ที่เข้ามาประมูลเพื่ออยู่อาศัยหรือซื้อไปเพื่อการลงทุนแล้วคงไม่ เข้ามาประมูลกันบ่อย ๆ แต่นี้เราเห็นหน้าเป็นประจำ

สะท้อน ถึงการเข้าประมูลที่เหล่านี้จะมีนายหน้าเข้ามาทำหน้าที่ประมูลแทนคนอื่น แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเขาก็เข้ามาในฐานะของผู้ซื้อรายหนึ่ง

แหล่ง ข่าวจากวงการประมูลทรัพย์จากสถาบันการเงินกล่าวว่า หากไล่ลำดับราคาขายหน่วยต่อหน่วยแล้ว ทรัพย์จาก บสก.ถือว่ามีราคาสูงกว่าทรัพย์จากบสท.และกรมบังคับคดี เนื่องจากมีการจัดการในทรัพย์ที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากกว่า ขณะที่ทรัพย์จากบสท.และกรมบังคับคดีอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดของที่ดิน ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้บ้างหรืออาจมีเจ้าของที่เดิมยังไม่ยอมย้ายออกไป ตรงนี้เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่ต้องไปดำเนินการเอง

ดัง นั้น ทรัพย์จากบสท.และกรมบังคับคดีจึงมีราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่า และมีทรัพย์ผืนใหญ่ให้เลือก จึงมีเหล่านายหน้าเข้ามารับงานประมูลแทนนายทุนที่อาจเป็นทั้งคนไทยและตัวแทน ของต่างชาติ

โดยส่วนตัวแล้วการซื้อที่ดินเพื่อไปทำการ เกษตรนั้นของชาวต่างชาตินั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่เอาเปรียบคนในประเทศไทยมาก เนื่องจากที่ดินเหล่านี้รัฐบาลต้องลงทุนในเรื่องระบบชลประทานเพื่อให้ผล ผลิตออกมาดี หากถูกฮุบไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

ยิ่ง การเข้ามาซื้อที่ดินผ่านช่องทางของทรัพย์สินที่รอการขายของสถาบันการเงิน ด้วยแล้ว บางแห่งจะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นในเรื่องของภาษีต่าง ๆ ที่เกือบทุกแห่งจะเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมในการโอนให้กับผู้ซื้อ ยิ่งทำให้ต้นทุนในการถือครองที่ดินถูกลงไปอีก

อย่าง ไรก็ตามการเข้ามาซื้อที่ดินผ่านช่องทางนี้ จะต้องมีคนไทยเป็นตัวหลักในการเดินเรื่อง เพราะต้องมีการศึกษาถึงข้อจำกัดทางกฎหมายมาเป็นอย่างดี ทั้งนักกฎหมายที่คอยหาช่องว่างให้กลุ่มทุนต่างชาติหรือนายหน้าที่เข้าไปรับ หน้าที่ประมูลแทน หรือการยอมร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเพื่อให้มีสถานะเป็นบริษัทสัญชาติไทย ตรงนี้ต้องถามกลับไปว่าคนเหล่านั้นรู้หรือไม่ว่าทำงานได้ค่าจ้าง แล้วประเทศเสียหายหรือไม่

ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหา ระดับชาติ คงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาหาทางปิดช่องว่างที่เกิดขึ้น เพื่อให้อาชีพหลักของชาติไทยยังคงอยู่กับคนไทยตลอดไป

***********

แห่เปิดเว็บขายที่ต่างชาติ

จากกระแส ข่าวการเข้ามาครอบครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรของกระแสทุนชาวต่างชาติ ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินเพื่อการเกษตรมีความคึกคักมากขึ้น ด้วยหวังว่าจะทำกำไรจากการเข้ามากว้านซื้อที่ดิน ทำให้มีนายหน้าซื้อขายที่ดินเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ดเห็นได้จากประกาศบนหน้า เว็บไซต์นับหมื่นแห่งที่เสนอขายและให้เช่าที่ดินในประเทศไทย โดยระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อใช้ทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกข้าว ทำสวนยาง รวมถึงทำสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งประกาศเหล่านี้มีการเสนอปริมาณที่ดินตั้งแต่ไม่กี่สิบไร่จนไปถึงเป็น ระดับพันไร่

สิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำให้ เห็นได้ว่าผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครง่ายๆ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นได้ว่า ยังมีบุคคลอีกบางจำพวกที่พร้อมจะขายที่ดินซึ่งสื่อถึงความหมายเชิงนัยยะทาง เอกราชและความมั่งคั่งของประเทศไทยให้กับชาวต่างชาติเพื่อแลกกับเงินตราเป็น การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

ประกาศดังกล่าวส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของการฝากลงประกาศ(โพสต์)ไว้บนเว็บไซต์เพื่อการฝากขายอาทิ www.tradekey.com, www.alibaba.com, www.thaivisa.com หรือแม้กระทั้ง www.ddproperty.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เพื่อการลงประกาศขายอสังหาริมทรัพย์ของไทยเอง โดยบุคคลซึ่งเป็นผู้เสนอขายมีทั้งแบบที่เป็นนายหน้าประเภทบุคคลธรรมดาชาวไทย และแบบที่เป็นนิติบุคคล

อย่างเช่น Mr.Jakkit Kakokai ที่ลงประกาศให้เช่าที่ดินทางภาคเหนือเพื่อปลูก สวนยาง ปาล์มน้ำมัน รวมถึงที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ในราคา 0.98 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตร และระบุว่ามีเนื้อที่ให้เช่ามากถึง 10,000 เฮกตาร์

หรือ ตัวอย่างของ บริษัท THAI STAR TRANSPORT ที่นอกเหนือจากการทำธุรกิจจัดหาสินค้าให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มโรงแรมและส่ง ออกข้าวหอมมะลิแล้ว ยังระบุถึงการประกาศขายที่ดินด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพฯจำนวน 612.82 เอเคอร์ ย่านสนามบินสุวรรณภูมิ ทางรถไฟและทางพิเศษที่จะไปยังอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยระบุราคาขายที่ 44,300,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากผู้ซื้อมีความสนใจก็ยังสามารถจัดหาให้ถึง 1 พันเอเอเคอรุ์ถึงการประกาศขายิจ์ตป็นชาวไทยเองและรือแม้กระทั้งบางเว็บก็มี ให้ใช้ระบบการชำระเงินผ่าน เวสเทิร์นยูเนียนอีกด้วย

ขณะ ที่ Yada ก็มีกาประกาศขายที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมพร้อมบ้านพักในลักษณะของ Freehold ที่เชียงใหม่จำนวน 51,200ตารางเมตร พร้อมกับแนะนำให้ใช้วิธีซื้อในนามของภรรยาชาวไทย แต่ถ้าไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายไทยก็แนะนำให้ซื้อผ่านบริษัทที่เป็น นิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทยซึ่งจะสามารถครอบครองสินทรัพย์ได้ถึง 49% แถมบอกด้วยว่าผู้เป็นเจ้าของคนก่อนหน้านี้เป็นชาวออสเตรเลียซึ่งได้จัดแต่ง ที่ดินเพาะปลูกให้มีความเรียบร้อยแล้วและพร้อมที่จะเข้าอยู่ได้ทันที

อย่าง ไรก็ตามการประกาศขายดังกล่าวมีจุดสังเกตที่ชัดเจนว่าจะมุ่งเป้าไปยังกลุ่ม ลูกค้าเป้าหมายที่เป็นชาวต่างชาติเป็นหลักเนื่องจากสังเกตได้จาก การลงประกาศที่ใช้เป็นภาษาอังกฤษในอินเทอร์เน็ตซึ่งสามารถจะสื่อสารได้กับ ผู้คนทั่วโลก การมีการระบุราคาขายเป็นสกุลเงินบาทควบคู่กับการระบุเป็นสกุลเงินดอลลาร์ การระบุขนาดที่ดินที่ใช้หน่วยเป็นเอเคอร์ควบคู่กับหน่วยที่เป็นไร่ การเสนอขายเป็นที่ดินแปลงใหญ่ หรืออย่างในบางเว็บก็มีถึงขนาดให้ใช้ระบบการชำระเงินผ่าน เวสเทิร์นยูเนียน อีกด้วย

ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นในลักษณะที่ รู้เห็นเป็นใจ หรืออาจจะมีในบางกรณีที่รู้เท่าไม่ถึงกาลบ้างก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการนำคนทั้งชาติเข้าสู่ภาวะอันตรายด้าน ความมั่นคงทางของแหล่งผลิตอาหารและการกำหนดราคาผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงความมีศักดิ์ศรีของประเทศชาติโดยรวมในระยะยาว เป็นความเสี่ยงที่จะสูญเสียสิทธิภาพนอกอนาเขตอย่างที่ไทยเคยเป็นมาแล้วใน อดีต ซึ่งแน่นอนว่าเราในฐานะประชาชนชาวไทยก็ย่อมไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิด ขึ้น

นอกจากนี้กระแสดังกล่าวยังจะนำไปสู่การเก็งกำไรปั่นราคาที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียงให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วยในอนาคต ทว่าเป็นการก่อให้เกิดต้นตอของปัญหาฟองสบู่ต่อไป ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงต่อประเทศไทยแต่อย่างใดเลย