ประภาส ปิ่นตบแต่ง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 19 ส.ค. 52
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 วุฒิสภาได้ผ่านพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ
คือ การปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารส่วนท้องถิ่นให้สามารถลงเลือกตั้งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ พูดง่ายๆ ก็คือ ตราบใดที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ก็สามารถดำรงตำแหน่งอยู่ได้จนตาย
ข้อถกเถียงเรื่องการมีวาระดำรงตำแหน่งทางการเมืองคงถกเถียงกันได้มากมาย และมีเหตุผลสารพัดที่จะยกขึ้นมาอ้าง (จะไม่ถกเถียงในที่นี้) รัฐธรรมนูญ 2550 ห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระ แต่ในส่วนการปกครองท้องถิ่นไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจน
ประสบการณ์ของขบวนการซาปาติสต้า ในเม็กซิโก พวกเขาสร้างประชาธิปไตยทางตรงขึ้นในรัฐเชียปาส โดยแบ่งการปกครองเป็นเทศบาล 4 แห่ง และให้นายกเทศมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่ง 2 ปี และเพียงสมัยเดียว ส่วนในระดับชุมชนตั้งสภาองค์กรชุมชนโดยให้มีประธานสภา ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันในระยะเวลาเดือนเดียว เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมความเสมอหน้า
ตรรกะของการมีวาระดำรงตำแหน่งให้น้อยที่สุด ก็คือ ความพยายามถ่ายโอนอำนาจออกจากระบบตัวแทนหรือผู้แทน เพื่อให้ประชาชนเข้าไปตัดสินใจทางตรงให้มากที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีคิดการปล่อยให้ผู้บริหารท้องถิ่นอยู่ได้จนตายเหมือนบ้านเรา เพราะวิธีคิดเช่นนี้มองว่าจะเปิดโอกาสให้คนดีเข้ามาทำงานได้ยาวนานที่สุด ไม่ได้มองจากฐานคิดสร้างอำนาจให้ประชาชน
รัฐบาลมักจะพูดว่า ประชาชนต้องมาก่อน การออกกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีจุดยืนอยู่บนการสร้างอำนาจให้ประชาชน แต่กลับไปส่งเสริมให้นักเลือกตั้งอยู่ในอำนาจเหมือนข้าราชการ นักเลือกตั้งจะกลายเป็นขุนนางชาวบ้านมากยิ่งขึ้น
ในสภาพที่เป็นอยู่นี้ นักเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็มีวัฒนธรรมแบบขุนนางอยู่แล้ว การบริหารจัดการงบประมาณก็อยู่ภายใต้กรอบ และการดูแล กำกับ โดยขุนนางราชการส่วนภูมิภาค พวกเขามักสำเหนียกว่าตน คือ คนของหลวง ฝ่ายชาวบ้านมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนของหลวง
ในช่วงรัฐบาล คมช. เคยมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ 2457 เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มีวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุมาครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งๆ ที่กว่าจะทำให้มีการเลือกตั้งเป็นวาระต้องสู้กันมายาวนาน ผู้ใหญ่บ้านกำนันจึงกลายเป็นขุนนางชาวบ้านโดยสมบูรณ์
แทนที่จะเอาอำนาจคืนไปให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ก็เห็นดีงามด้วยกับการสร้างขุนนางชาวบ้าน โดยเพิ่มเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อีกราวหนึ่งเท่า ตอกย้ำให้อยู่กันยาวแบบขุนนางต่อไป
ดังนั้น การแก้กฎหมายท้องถิ่นให้ขุนนางชาวบ้านที่มาจากการเลือกตั้งอยู่จนแก่ตาย และขยายอายุการทำงานของขุนนางชาวบ้านตามกฎหมายปกครองท้องที่ จึงช่วยตอกย้ำการสร้างวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่งน่าสนใจ คือ กฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนกลับไม่ได้รับการผลักดันให้ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลูกที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ 2550 ดังกรณีร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือระหว่างประเทศ ตามมาตรา 190 ซึ่งทางเครือข่ายประชาชนรวบรวม 10,000 ชื่อต่อสภาผู้แทนราษฎร
ปรากฏว่า ถูกพิจารณาและตีความว่า ไม่เข้าตามรัฐธรรมนูญหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ และหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งๆ ที่ข้อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดกระบวนการนโยบายสาธารณะที่โปร่งใส
นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมการตีความที่ทำให้การเสนอกฎหมายโดยประชาชนที่คับแคบมาก พวกเขาคงกลัวว่า ถ้าปล่อยให้มีการเสนอกฎหมายโดยประชาชนมากๆ กฎหมายจะล้นสภากระมัง
กฎหมายลูกอีกฉบับหนึ่ง คือ "องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" ฝ่ายภาคประชาชนกำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ. ด้วยการล่าหมื่นรายชื่อ เพราะไม่มีหน่วยงานรัฐไหนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพยกร่าง ทั้งๆ ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปีเช่นกัน
ตรงกันข้ามอีกเช่นกัน รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์โดย 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง กลับส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความซึ่งผลออกมาแล้ว ว่า ให้ดำเนินการตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนที่ผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง หากผ่าน EIA แล้ว สามารถลงทุนโครงการได้ทันที
น่าสนใจว่าเป็นการตีความ เพื่อลากพาไปในทิศทางที่จะช่วยทำให้ภาคธุรกิจ และการลงทุนขนาดใหญ่ทำมาหากินได้สะดวกและง่ายขึ้น ผลจากการตีความทำให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าออกระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการปฏิบัติตามมาตรา 67 แทนที่จะคิดออกกฎหมายลูกให้เสร็จ
แต่ฝ่ายภาคประชาชนที่กำลังเดินเสนอกฎหมายผ่านการลงชื่อ 10,000 ชื่อ เห็นว่าเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญต้องการให้จัดตั้งเป็นองค์กรระดับชาติ และควรเป็นสถาบันทางการเมือง เพื่อยกระดับความเห็นของประชาชน หากจะให้องค์กรใดๆ ให้ความเห็นก็ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญ เพราะมีสิทธิทำได้อยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม จะถูกตีความให้ตกไปเหมือนกับกฎหมายลูกตามมาตรา 190 หรือไม่ ประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อจะเหนื่อยเปล่าอีกไหม
ขณะนี้ เวลาผ่านไปราว 17 เดือนแล้ว (นับจากวันที่รัฐบาลคุณสมัครแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551) แต่กฎหมายลูกที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ยังไม่ออกมาสักฉบับเดียวโดยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์
และดูเหมือนว่า จะเป็นไปในทิศทางที่ไม่ค่อยช่วยทำให้เกิดการขยายพื้นที่การเมืองของประชาชนเสียด้วย





