ปีทองสินค้าเกษตรไทย ลานิญาหนุนส่งปี2554"ข้าว-มัน"ราคาพุ่ง


3 January 2011
ปีทองธัญพืชไทยรับอานิสงส์ปรากฏการณ์ลานิญาต่อเนื่องจากปี 2553 มีฝนตกชุกในระดับปานกลาง ทำนายมีพายุเข้าน้อย ขณะที่ธัญพืชทดแทนในซีกโลกอื่นมีผลผลิตลดลง ทั้งข้าวสาลี-ข้าวโพด ส่งผล "ข้าว-ข้าวโพด-ถั่วเหลือง-ปาล์ม-มันสำปะหลัง-กาแฟ" ปรับราคาขึ้นยกแผงยาวไปถึงปี 2555 ก่อนจะเข้าสู่อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนิโญ กระทบ แล้งอีกรอบหนึ่ง นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร คาดการณ์ว่า ในปี 2554 ไทยจะเผชิญอิทธิพลของลานิญาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แต่จะมีความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบัน JAMSTEC ที่รายงานว่า ภาวะฝนปี 2554 มีแนวโน้มลดลง มีจำนวนพายุพัดเข้าสู่ประเทศไทยช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมน้อยลง ไม่น่าเกิน 3 ลูก ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดวิกฤตน้ำท่วมหนักทั่วประเทศเหมือนกับปี 2553 ทั้งนี้ปรากฏการณ์ลานิญา (La Nina) หมายถึง สภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้เส้นศูนย์สูตรแปรปรวนมีค่าต่ำ กว่าปกติ หรืออุณหภูมิผิวน้ำเย็นขึ้นผิดปกติ ก่อให้เกิดฝนตกชุก ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) หมายถึง การเกิดสภาวะกระแสน้ำอุ่นไหลเข้ามาแทนที่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะอากาศทั่วโลก บางพื้นที่เกิดฝนตกหนัก บางพื้นที่เกิดสภาวะแห้งแล้ง สำหรับปี 2554 มีแนวโน้มว่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จะมีสภาวะอากาศและปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับที่ดี ทำให้สินค้าเกษตรหลายอย่าง เช่น สับปะรด ของฟิลิปปินส์มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าไทย ดังนั้นเกษตรกรชาวไร่สับปะรดจึงควรวางแผนการผลิตให้ดีเพื่อเพิ่มศักยภาพการ ผลิต ช่วงครึ่งหลังของปี 2554 คาดการณ์ว่า ปริมาณฝนของประเทศไทยจะเริ่มลดลงและปรับตัวเข้าสู่อิทธิพลของเอลนิโญ หลังจากนั้นในปี 2555-2556 จะเกิดภาวะฝนแล้ง และปลายปี 2556 จะเกิดภาวะฝนตกชุกอีกครั้ง สาเหตุการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศดังกล่าวเกิดจากการบริโภคทรัพยากร อย่างฟุ่มเฟือยของประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน สถานการณ์ปัจจุบันมีฝนตกมากขึ้น แนวโน้มก็ยังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5-10% ทวีป เอเชียรวมประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นและฝนตกมากขึ้น และพบว่าดัชนีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติของโลกลดลง 30% ตั้งแต่ปี 2007 ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่า ในปี 2030 และ 2050 การบริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 และ 2.8 เท่าของโลก "เปรียบเหมือนว่าเราจะต้องมีโลกอีกสัก 2-3 ใบ จึงจะพอเพียงต่อการบริโภคในระดับนี้" ถั่วเหลือง-กากถั่วราคาพุ่งพรวด นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแนวโน้มสินค้าเกษตรในปี 2554 ว่า จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเพราะเป็นช่วงของการปรับสมดุลของการใช้สินค้า เกษตรเป็นอาหารกับพลังงานทดแทน จึงไม่มีโอกาสที่ราคาสินค้าเกษตรจะลดลงไปมากกว่านี้อีกแล้ว โดยจะ เห็นได้ชัดว่าในปีที่ผ่านมา ความกังวลด้านวิกฤตอาหาร-พลังงานส่งผลให้ปริมาณสต๊อกสำรอง (บัฟเฟอร์สต๊อก) ของสินค้าเกษตรทุกชนิด เช่น ข้าวสาลี, ข้าวโพด และถั่วเหลืองของแต่ละประเทศลดลง 10-20% ประกอบกับประเทศผู้ผลิตทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากภาวะธรรมชาติที่ผิดปกติ ทั้งปรากฏการณ์ลานิญา-เอลนิโญ รวมถึงการใช้พืชเกษตรอาหารไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น บางประเทศห้ามส่งออก เช่น รัสเซียห้ามส่งออกข้าวสาลี ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรไตรมาส 3-4 ของปีที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้น 15-20% จากช่วงไตรมาส 1-2 และจะทรงตัวสูงต่อเนื่อง "ช่วงนี้กราฟจะพุ่ง ขึ้นสูงเป็นปกติ ไม่เหมือนปี 2551 ซึ่งเป็นความผันผวนในช่วงสั้น หลังจากราคาน้ำมันปรับลดลงจาก 140 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปริมาณก็ลดลง แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรอาหารจะเพิ่มขึ้นแน่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะถั่วเหลือง-กากถั่วเหลืองน่าจะปรับราคาขึ้นรุนแรงที่สุด อาจจะไปถึง 15-16 บาท/ก.ก. ซึ่งจะมีผลกับราคาปลาป่นก็จะปรับขึ้นเช่นกัน ส่วนข้าวโพดคาดว่าจะอยู่ที่ 7-9 บาท/ก.ก." นายพรศิลป์กล่าว ข้าวรับอานิสงส์ผลผลิตธัญพืชทดแทนลด นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องภัยธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลต่อภาวะการค้าข้าวโลกปี 2554 หากเกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น "เอลนิโญ/ลานิญา" จะทำให้ผลผลิตข้าวในประเทศผู้ซื้อ เช่น จีน, รัสเซีย, ออสเตรเลีย หรืออินโดนีเซียลดลง หรืออาจจะทำให้สินค้าธัญพืชชนิดอื่นที่สามารถใช้ทดแทนข้าว เช่น ข้าวโพด-ข้าวสาลี มีปริมาณลดลงและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อตลาดข้าวในด้านปริมาณความต้องการซื้อและราคาเฉลี่ยต่อ ตันที่เพิ่มขึ้น "ปีนี้ราคาข้าวสาลีปรับสูงขึ้นไปถึง 70% หรือเพิ่มจาก 195 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็น 340 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ราคาข้าวเฉลี่ยปรับสูงขึ้น 16-17% เช่น ข้าวขาว 5% ราคาเพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ 415-420 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็น 530 เหรียญสหรัฐ/ตัน การส่งออกข้าวไทยในปีที่ผ่านมาน่าจะได้ปริมาณถึง 8.9 ล้านตัน (21 ธ.ค. ส่งออกได้ 8.6 ล้านตัน) จากการเร่งนำเข้าข้าวนึ่งในช่วงปลายปีของไนจีเรียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผลจากการที่เวียดนามไม่มีข้าว ถนนทุกสายจึงมุ่งมาที่ไทย ผมยังมองว่าปี 2554 การส่งออกข้าวไทยจะขยายตัวได้ดีถึง 8-9 ล้านตัน ส่วนราคายังต้องดูปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย หากแข็งค่าไปถึง 28 บาท/เหรียญสหรัฐ เราคงจะเหนื่อย" นายชูเกียรติกล่าว ขณะที่นายชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายประกันภัยพืชผล หากปีหน้าเกิดปัญหาภัยธรรมชาติซ้ำซากขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย- ภัยแล้ง รวมถึงโรคระบาด อาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวในประเทศเช่นในปีนี้ ผลผลิตข้าวเสียหายไปประมาณ 2 ล้านตัน จากภัยธรรมชาติเหลือประมาณ 30-31 ล้านตันข้าวเปลือก หากผลิตข้าวนาปรังชดเชยได้ 1-2 ล้านตัน เป็น 8-9 ล้านตัน ก็จะช่วยได้มาก แต่ก็ติดขัดเรื่องชลประทานในฤดูแล้งจะไม่เพียงพออีก ฝนชุกปลูกมันเพิ่ม แก้ปัญหาขาดแคลน นายเสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า แนวโน้มผลผลิตมันปี 2554/2555 น่าจะปรับตัวดีขึ้นบ้างทั้งในด้านปริมาณและเปอร์เซ็นต์แป้งเมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมาที่เราขาดแคลนมันสำปะหลัง หากเป็นไปตามคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ว่า จะเกิด "ลานิญา" ในแถบกลุ่มประเทศทางซีกโลกใต้ ซึ่งจะมีฝนตกชุกเหมาะกับการปลูกมันสำปะหลัง ประกอบกับการป้องกันและปราบปรามเพลี้ยแป้งที่ระบาดอย่างหนักในปี 2552/53 เริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลผลิตมันสำปะหลังในปี 2553/54 จึงน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 21 ล้านตันหัวมันสด "ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติลา นิญา หรือฝนมาก จะส่งผลดีต่อธัญพืชอยู่แล้ว อีกทั้งในขณะนี้ทุกอุตสาหกรรมทั้งแป้ง-มันเส้น-มันเม็ด-โรงงานเอทานอลต้อง แย่งซื้อหัวมัน ซึ่งไม่เพียงพอใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ถ้าฝนมาช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เดือนละ 2-3 วัน ผลผลิตก็จะไม่มีปัญหา ปริมาณน่าจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ หากเพิ่มได้ถึง 30 ล้านตันหัวมันสด จะเพียงพอต่อการใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ด้านราคาหัวมันสดขึ้นมาสูงสุดแล้ว 3.50 บาท/ก.ก.ก็น่าพอใจ แต่หลังปีใหม่หัวมันสดออกมากขึ้น อาจจะอ่อนตัวลงมาบ้าง แต่คงไม่ต่ำกว่า 3 บาท" ด้านการส่งออกมันสำปะหลัง คาดว่าปี 2554 ภาพรวมอาจจะลดลง แต่การส่งออกแป้งมันจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เพราะราคาแป้งที่ผ่านมาดีมาก จนทำให้โรงแป้งสามารถแย่งซื้อมันสำปะหลังไปผลิตในช่วงที่ผ่านมาได้มาก ขณะที่มันเส้น-มันเม็ดอาจจะส่งออกลดลง เพราะผลผลิตที่ออกสู่ตลาดไม่ทันกับช่วงการผลิตมันเส้น (การตากมันในเดือนพฤศจิกายน 2553-มีนาคม 2554) ส่งผลให้ผู้ประกอบการมันเส้นมีระยะเวลาในการผลิตลดลง แต่แนวโน้มราคาน่าปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30% ทั้งหมด ปีทองข้าวโพดไทย ด้านนายทวี ตันติพงษ์อนันต์ ประธาน บริษัทนานาพรรณเกษตรอุตสาหกรรม ผู้ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รายใหญ่ของไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มสถานการณ์การผลิตและราคาธัญพืชโลกปี 2554 ว่า อาจจะเรียกได้ว่า "เป็นปีทอง" แต่ยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ 1)ภาวะการผลิตของประเทศแถบอเมริกา-อาร์เจนตินา และบราซิล ในเดือนมกราคม ว่าจะมีปริมาณผลผลิตมากน้อยเพียงใด เพราะมีผลต่อราคาข้าวโพด-ถั่วเหลือง และธัญพืชอื่น อาจจะมีราคาอ่อนตัวลง จากปัจจุบันที่ราคาข้าวโพดของโลกปรับสูงขึ้นมาอีก 1 เหรียญสหรัฐ/บุชเชล หรือจาก 5 เหรียญ เป็น 6 เหรียญสหรัฐ/บุชเชล 2)การส่งออกข้าวโพด ของอินเดีย เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าข้าวโพดไทย 10-20 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือราว 270-280 เหรียญสหรัฐ/ตัน เท่ากับ 7-8 บาท/ก.ก. ขณะที่ราคาข้าวโพดไทยอยู่ที่ 300 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือ 9 บาท/ก.ก. ดังนั้นไทยจึงไม่ส่งออกข้าวโพดในช่วงนี้ ต้องรอให้อินเดียส่งออกจนหมดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ต่อไปก็จะเป็นโอกาสของข้าวโพดไทย โดยปริมาณผลผลิตปีนี้ราว 400,000-500,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพียงพอที่จะใช้ภายในและส่งออกได้ ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น นางวิวรรณ์ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ลานิญาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2554 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผลผลิต 950,000 ตันผลปาล์ม หรือ 1.5 ล้านตันน้ำมันปาล์มดิบ แต่หากเกิดฝนตกหนักรุนแรงจนเกิดอุทกภัยอย่างปี 2553 ทั้งประเทศไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย จนเกษตรกรไม่สามารถออกไปตัดผลปาล์มได้ ก็จะทำให้ราคาผลปาล์มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาอีก "อีกด้านหนึ่งถ้าประเทศแถบอเมริกาเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญหรือภัยแล้ง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อปริมาณธัญพืชในภูมิภาค อาทิ ข้าวสาลี, ถั่วเหลือง ซึ่งมีผลต่อเนื่องทำให้ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวสูงขึ้นได้ เช่นกัน เพราะปาล์มเป็นทั้งพืชพลังงานทดแทนและพืชอาหารได้รับแรงกระทบไม่ว่าจากส่วน ไหน เมื่อเกิดวิกฤตราคาปาล์มขยับขึ้นตามตลาดโลก รัฐบาลควรดูแลระบบบริหารจัดการให้ดี อย่าให้เกิดปัญหาเหมือนปีที่แล้วอีก" นางวิวรรณ์กล่าว เอลนิโญถล่มบราซิล กาแฟราคาพุ่ง นายประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทย กล่าวว่าปีนี้สถานการณ์ของกาแฟน่าจะมีแนวโน้มดีต่อเนื่องจากปี 2553 เนื่องจากบราซิล ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลกประสบภัยแล้งจากเอลนิโญ ทำให้ผลผลิตกาแฟส่วนใหญ่โดยเฉพาะกาแฟอราบิก้าลดลง ส่งผลให้ประเทศผู้ซื้อเกรงว่าจะเกิดวิกฤตขาดแคลนเมล็ดกาแฟ จึงมีการสั่งซื้อเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้นจนทำให้ สต๊อกกาแฟโลกลดลง ส่งผลดีให้แก่ราคากาแฟอราบิก้าปรับตัวดีขึ้นถึง ก.ก.ละ 158 บาท หรือสูงกว่ากาแฟโรบัสต้าที่มีราคา ก.ก.ละ 60 บาท จากภาวะปกติที่ราคากาแฟทั้งสองชนิดจะไม่ต่างกันมากนัก ส่วนสถานการณ์การผลิตกาแฟของประเทศไทยในปี 2554 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตลดลง 3-4% เหลือ 46,000 ตันเมล็ดกาแฟ แบ่งเป็นกาแฟโรบัสต้า 40,000 ตัน กับกาแฟอราบิก้า 6,000 ตัน แต่การเก็บเกี่ยวทำได้ล่าช้า เพราะฝนตกลงมามากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เมล็ดกาแฟร่วงในช่วงติดดอก จึงต้องค่อยทยอยเก็บ คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมกราคม ส่วนสถานการณ์ราคาไม่น่าห่วงเพราะได้รับผลดีจากราคากาแฟในตลาดโลกที่ปรับตัว สูงขึ้น "ปี 2554 สมาคมประเมินสถานการณ์ว่า ปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟไทยจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หากเกิดลานิญาช่วงกลางปีก็ไม่น่าห่วง เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตยังไม่ออกสู่ตลาด" นายประยูรกล่าว
แหล่งข่าว: 

คำชี้แจง

เนื้อหาข่าวที่รวบรวมในเว็บไซต์นี้ เป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด