สุรินทร์ชูเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดอาเซียน


28 May 2011

พาณิชย์สุรินทร์จับมือกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ มุ่งสู่ตลาดอาเซียน 2558 เผยการค้าโลกหดตัว ไม่กระทบสินค้าอินทรีย์ มีส่วนช่วยลดโลกร้อน

นายสุทธิพร บางแก้ว พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ" ในฐานะจังหวัดสุรินทร์ประกาศเป็นเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2542 เป็นการเกษตรแบบยั่งยืนและยึดโยงเศรษฐกิจพอเพียงด้วย ได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และปี 2546 กำหนดวิสัยทัศน์ว่า เมืองสุรินทร์เกษตรอินทรีย์เป็นเลิศ เป็นประตูไปสู่อินโดจีน ขยายตลาดโดยมีมาตรฐานสินค้ารองรับ ปัจจุบันสามารถทำการตลาดได้ทุกระดับ

และตั้งแต่ 2542 ถึง 2552 เราได้จัด 10 ปีมหกรรมเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ครั้งที่ 1 และปีนี้ 2554 จัดเป็นครั้งที่ 2 เราเน้นว่าปัจจุบันเรายืนตรงไหน ข้างหน้าจะไปอย่างไร และจับอยู่ 2 กระแสภาวะโลกร้อน และเน้นความสำคัญด้านการตลาดเข้มข้นมากขึ้น

"มีตัวเลขภาวะตลาดโลกถดถอย การค้าโลกหดตัวลง แต่กลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่กระทบเลย มันกลับดีขึ้นไป มันไม่ขยายอย่างหวือหวา แต่มันก็ไม่หดตัวลง กลุ่มที่บริโภคสินค้านี้ เป็นกลุ่มมีกำลังเงินเยอะ จึงไม่กระทบสักเท่าไหร่” พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ กล่าวยืนยัน

เมื่อถามถึงจำนวนพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ มีประมาณ 120,000 ไร่ ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ประมาณเกือบ 40,000 ไร่ ที่เหลือมีทั้งระยะปรับเปลี่ยน และยังไม่ผ่าน

"ผลผลิตข้าวอินทรีย์ 13,000 ตันข้าวเปลือก ได้รับทุกมาตรฐาน มาตรฐานต่างประเทศ คือมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท. ส่วนตลาดท้องถิ่นและในประเทศ คือ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ หรือ มก.สร. เรากำหนดรับรอง"

เขากล่าวอีกว่า สุรินทร์มีจุดแข็ง คือเป็นทั้งเกษตรนำร่อง มีสินค้าเกษตรอินทรีย์มากที่สุดในประเทศ เป็นที่ตั้งศูนย์อินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์ เป็นจังหวัดกำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจน มีงบประมาณจังหวัดสนับสนุน

นอกจากนี้ จ.สุรินทร์ยังเป็นที่ตั้ง ศูนย์ข้อมูลทางการตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์ (Commercial Intelligene of MOP) อีกด้วย ที่นี่เก็บรวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ และต่างประเทศด้วยอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ตลาดที่ต้องการสินค้าชนิดหนึ่ง ได้รู้ว่ามีตรงไหนบ้าง จำนวนเท่าไหร่ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.organic.moc.go.th และลิงค์ไปยังองค์กรเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ต่าง ๆ ได้

"พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ในเมืองไทยประมาณ 2 - 3 แสนไร่ ส่วนใหญ่ทำนา เป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่สุรินทร์เป็นแหล่งผลิตหลัก รองมา ผัก อยู่แถวภาคกลาง ภาคเหนือ ผลไม้อยู่ภาคตะวันออก ภาคกลาง ปัจจุบันมีสัตว์น้ำเข้ามา เช่น กุ้ง ปลา หมู วัว เป็ด ไก่ แบบอินทรีย์ หลากหลายขึ้น”

อีกทั้ง กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับตลาดท้องถิ่น ตลาดในประเทศ รวมทั้งตลาดต่างประเทศ ตลาดท้องถิ่น ใช้หลักเชื่อใจซื้อขายกัน ที่ตลาดนัดบ้าง ตลาดสีเขียวบ้าง เรามีอยู่ 3-4 จุดใหญ่ๆ ที่ อ.กาบเชิง เพิ่งโดนระเบิด ตอนนี้ยังเปิดไม่ได้ ตอนนี้ตลาดสีเขียวไปบูม อ.ปราสาท นอกนั้นเป็นร้าน เช่น ร้านข้าวหอมมะลิ ร้านผักบ้าน

ตลาดระดับประเทศ ก็ทำกิจกรรมระหว่างภูมิภาค ด้วยกิจกรรมหลายวิธี โดยการเชื่อมโยงเข้าไปสู่ตลาดใหญ่ ๆ เช่น สยามพารากอน เดอะมอลล์ ห้างท็อป เลมอนฟาร์ม พยายามเชื่อมโยงสู่ตลาดนี้ ซึ่งต้องแข่งขันทุกรูปแบบ ตัวเกษตรกรเองจะเข้าถึงยาก และถนัดต่างกัน จึงจะต้องขายผ่านซัพพลายเออร์ ในกระบวนการตลาด

ส่วนที่อนุเคราะห์เราดีมาก คือ เลมอนฟาร์ม ส่งเสริมแตงโมอินทรีย์ ซึ่งดีมาก ตอนนี้ กระทรวงพาณิชย์กับเลมอนฟาร์ม ตั้ง ”ออร์แกนิก ช็อป” อยู่ด้านในกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นต้นแบบร้านค้า ใครสนใจจะเปิดร้านเกษตรอินทรีย์ไปดูร้านต้นแบบได้

พาณิชย์จังหวัด กล่าวถึงงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ จะจัดระหว่างวันที่ 30 พ.ค. ถึง 4 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ จะมีเวทีสัมมนาเรื่องผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากภาวะโลกร้อนด้วย วิทยากรจะพูดถึงระบบเกษตรอินทรีย์ที่ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนด้วย อย่างน้อยก็ไม่มีส่วนร่วมก่อปัญหากับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถามถึงราคาข้าวอินทรีย์ คราวนี้พาณิชย์สุรินทร์ร่ายยาวต่อเนื่องว่า ราคาสูงกว่าไม่ใช่อินทรีย์ ประมาณ 10-15% ซึ่งเกษตรกรจะได้รับผลดีหลายเด้ง พอพ้นระยะปรับเปลี่ยนมา ได้ประจักษ์กันทุกคนว่าหลังพ้น 3 ปีไปแล้ว ดินจะฟื้นฟูสภาพ ผลผลิตจะสูงกว่าเดิม ดีอันแรก ต้นทุนการผลิตลดลง ดีอันที่สอง ผลผลิตสูงขึ้น ดีที่สาม จะแกร่ง คนทำก็แกร่ง ตรงที่ต้องดูแลอย่างดี เมล็ดข้าวก็แกร่ง คนซื้อข้าวอินทรีย์มะลิจะซื้อจากเปอร์เซ็นต์ความแกร่งของข้าวต้นหรือข้าวเต็มเมล็ด นำข้าวเปลือก 100 กรัมมาบดสีเป็นข้าวสาร แล้วร่อนให้เหลือเฉพาะเม็ดเต็ม ที่แตกหักเอาออกไป นำเม็ดเมล็ดเต็มมาชั่งได้กี่กรัม ก็คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ นี่คือความแกร่งข้าวอินทรีย์

"สุขภาพคนทำเกษตรอินทรีย์ดีขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว สิ่งแวดล้อม กบ เขียด ปู ก็กลับมาอีก เชิงประจักษ์ชัดเจนเลย ได้กินกบ เขียดอยู่ในนา ค่าใช้จ่ายครัวเรือนก็ลดลง ได้มาโดยไม่ต้องเรียกร้องใด ๆ เลยความเป็นครอบครัวก็กลับคืนมาด้วย"

เขากล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องมาโดยกติกา เช่น จังหวัดตกลงกับสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ จะรับซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาดทั่วไปครั้งละ 1,000-3,000 บาทต่อตัน ขึ้นอยู่กับแต่ละมาตรฐาน ไม่อยากเรียกราคาประกัน ในวงเกษตรอินทรีย์ เค้าอยากได้ความผูกพัน ให้กำลังใจกัน เป็นความมั่นใจ

"แปลงอื่นปลูกข้าวเคมีเป็นเพลี้ย เค้าใช้สารเคมีฉีดเพลี้ยก็หาย แต่นาอินทรีย์เราห้ามใช้สารเคมีเด็ดขาด ที่เป็นธรรมชาติมันเหนื่อย เราจึงต้องให้กำลังใจคนกลุ่มนี้ รับซื้อสูงกว่าราคาตลาด”
เมื่อให้พูดถึงกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในสายตาพาณิชย์จังหวัด เขามองสหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวจังหวัดสุรินทร์ ถือว่าเชื่อถือได้ และมีส่วนสำคัญบุกเบิกเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ ได้ทำตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ซึ่งทำยากกว่าในประเทศ เพราะทุกอย่างต้องเป็นระบบชัดเจน ต้องขอการรับรองการแปรรูปเป็นอินทรีย์ด้วย กระบวนการแปรรูป การบรรจุ ขนส่ง ได้รับรองมาตรฐานทั้งหมด ตลาดต่างประเทศมาพิสูจน์กันเลย มาทั้งองค์กรแฟร์เทรด และไม่ใช่

"ผู้ซื้อมานอนมากินกับเกษตรกรเลย ดูว่าจริงไม่จริง มาดูสหกรณ์เล็กๆ แบบนี้ เขามาดูระบบการผลิตเหมือนจำลองโรงงานใหญ่มา แอบถามชาวบ้านว่า สหกรณ์เอาเปรียบหรือเปล่า ปฏิบัติกับเกษตรกรอย่างไร คือปลายน้ำมาดูต้นน้ำ ดูว่าต้นน้ำได้เท่าไร มองเป็นจุดแข็งก็คือสินค้าหลายอย่าง จะย้อนกลับทั้งกระบวนการ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ แฟร์เทรค เป็นแนวความคิดของต่างชาติ ใช้แพร่ไปทั่วโลก น่าจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ระบบนี้ยุติธรรมเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรได้"

นำสินค้าอินทรีย์ผงาดตลาดร่วมอาเซียน
นายสุทธิพร กล่าวถึงวิสัยทัศน์กระทรวงพาณิชย์ด้วยว่า เกษตรอินทรีย์จะก้าวไปเป็นธุรกิจเกษตรอินทรีย์ที่เข้มข้นมากกว่านี้ นโยบายตั้งเป้าไว้ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ระดับภูมิภาค อย่างน้อยในอาเซียน ภายในปี 2558 เรายึดโยงกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศจะเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นฐานการผลิตเดียวกัน แต่ถ้าเป็น10 ประเทศตลาดเดียว จะเป็นหลายร้อยล้านคน ถ้าเราชิงความได้เปรียบตรงนี้ ต้องมีความหลากหลายในด้านภูมิประเทศ ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้หลากหลาย ปัจจุบันมันมีอยู่และแข็งแกร่งพอสมควร พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำก่อน

พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ ขยายความอีกว่า สิ่งแรกที่กระทรวงพาณิชย์จะเริ่มคือเข้าไปหาประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ กำลังคิดทำโมบายยูนิตเกษตรอินทรีย์ แล้วไปประชาสัมพันธ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เห็นเรามีอะไรดีบ้าง

ขณะนี้ ลาว เวียดนามก็ทำเกษตรอินทรีย์แล้ว เราก็ควรมีข้อมูลเพื่อนบ้าน และอาศัยเราแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่แถวหน้า แล้วไม่จำเป็นจะขายอย่างเดียว เขาก็จะไม่ยอม เราอาศัยทฤษฎีวิน วิน อะไรที่เราไม่มี ประเทศเพื่อนบ้านมี เราอาจใช้ฐานประเทศนั้นผลิต หรือซื้อวัตถุดิบมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทุกคนก็ได้ประโยชน์ เช่น เวียดนามมีกาแฟอินทรีย์ หลายประเทศก็เล็งจะต่อยอด

คำชี้แจง

เนื้อหาข่าวที่รวบรวมในเว็บไซต์นี้ เป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด