มติชนสุดสัปดาห์ 21 ส.ค. 52 - สร้างความงงงวยไม่น้อย เมื่อ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชงแนวคิดการตั้งสมาคมผู้ค้าข้าวในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือที่มักเรียกกันในชื่อ "แอคเมค" ซึ่งมีสมาชิก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม กัมพูชา พม่า และลาว ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) อย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 41 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นางพรทิวา ย้ำถึงจุดประสงค์ของแนวคิดดังกล่าว เพื่อร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับผลผลิตข้าวและเสถียรภาพราคาข้าว ระหว่างกลุ่มประเทศแอคเมค มิได้หวังจะใช้เป็นเครื่องมือในการฮั้วราคาข้าวในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก หรือผนึกกำลังเพื่อเพิ่มการต่อรองในตลาดค้าข้าวของโลก เหมือนการจับมือกันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง (เอเปค)
แต่สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง เมื่อกระแสข่าวแนวคิดการตั้งสมาคมผู้ค้าข้าว ใช้คำว่า "สมาคมผู้ผลิตข้าว" ส่งผลให้นัดหมายการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับเวียดนาม ที่เป็นการนัดหมายคู่แรกถูกยกเลิกทันที หนำซ้ำประเทศสมาชิกในอาเซียนที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าว ก็ออกอาการเหินห่าง บางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ มีการส่งไม้ต่อแสดงความวิตกในระดับผู้นำประเทศ แม้จะรู้ว่าหลังวันที่ 1 มกราคม 2553 อาเซียนจะต้องลดภาษีนำเข้าข้าวของไทย ก็หวั่นว่าจะใช้กรอบความตกลงอื่นในการป้องกันราคาข้าวที่ต้องลดลงตามภาษีนำเข้าที่ลดลง
ทั้งมีการถูกหมางเมินจากผู้เกี่ยวข้องกับการค้าข้าวในประเทศ ทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าว โรงสี และกลุ่มเกษตรกร เพราะไม่รู้ว่าแนวคิดนี้จะทำให้เกษตรกรและการส่งออกข้าวของไทยได้ประโยชน์อย่างไร ที่สำคัญไม่เคยที่จะสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้าวโดยตรง !!!
ในความเป็นจริงแล้ว การผลักดันเพื่อให้เกิดการลงนามร่วมมือค้าข้าวมีการริเริ่มมาแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ตอนนั้นมุ่งเรื่องการร่วมมือกำหนดราคาข้าวของโลกเป็นประเด็นหลัก และเลือกประเทศท็อปไฟว์ของการส่งออกข้าวของโลก 5 ประเทศ คือ อินเดีย ปากีสถาน จีน เวียดนาม และไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเหลือเพียงไทยและเวียดนามที่ยังประชุมกันบ้างและเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานระหว่างกัน จนเกิดความพยายามอีกครั้งโดยอาศัยความร่วมมือในกลุ่มอนุภาคแม่น้ำโขง ซึ่งระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสแอคเมคได้หารือและมีความตกลงว่าจะจัดให้เกิดการลงนามความร่วมมือด้านข้าว ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนตุลาคมนี้ ที่ประเทศไทย
แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะมาจาก นางพรทิวา เป็นผู้เสนอจัดตั้งสมาคมผู้ค้าข้าวในกลุ่มแอคเมค แต่นางพรทิวาก็เป็นผู้ยืนยันเองว่าแนวคิดนี้เป็นการสานต่อจาก สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เสนอให้จัดตั้งสมาคมพ่อค้าข้าวในกลุ่มแอคเมค ในช่วง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา อย่างเป็นทางการที่ผ่านมา
ซึ่งน่าแปลกใจว่า ความตั้งใจของฝ่ายเขมร มีรัฐบาลไทยเป็นผู้ชง ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารก็ยังชำระสะสางไม่เสร็จ จึงต้องย้อนกลับมาดูว่า การจัดตั้งสมาคมผู้ค้าข้าว ประโยชน์จะตกอยู่ที่ใคร
จากการสอบถามกรอบความร่วมมือภายใต้การหารือของเจ้าหน้าที่อาวุโสกลุ่มแอคเมค ก็ระบุว่า ระยะแรกของความร่วมมือ จะแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตพันธุ์ข้าวต่างๆ ของแต่ละประเทศ รวมถึงฝึกอบรมบุคลากรในด้านการผลิต เพื่อให้แต่ละประเทศมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพราะทั้ง ลาว พม่า และกัมพูชา ยังไม่มีการส่งออก จึงต้องเริ่มสร้างมาตรฐานการผลิตก่อน จากนั้นจึงค่อยลงลึกไปถึงความร่วมมือด้านการตลาด การส่งออก การทำให้ราคาส่งออกมีเสถียรภาพ และเพิ่มอำนาจต่อรองการซื้อขายข้าวในตลาดโลกในอนาคต เพราะไทยและเวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกิน 50%
"ยอมรับว่าในระยะแรกไทยจะไม่ได้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากความร่วมมือนี้ แต่ไทยต้องทำ เพื่อช่วยเหลือให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้มแข็งขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไทยจะเติบโตลำพังไม่ได้ เพราะหากเพื่อนบ้านยังมีความยากจนอยู่ ก็อาจเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยได้ อีกทั้งไทยยังได้ประโยชน์ด้านอื่นแทน เช่น นำพันธุ์ข้าวของทั้ง 4 ประเทศมาปรับปรุง หรืออาศัย 4 ประเทศเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ"
แต่สำหรับวงการค้าข้าวไทย ประเมินว่าไทยและเวียดนามจะเสียมากกว่าได้ จึงเป็นเหตุที่เวียดนามยังลังเลต่อการประกาศความร่วมมือค้าข้าวระหว่างกัน และวิตกว่าจะเป็นบันไดให้ประเทศกัมพูชา ลาว และพม่า ขึ้นมาเป็นคู่แข่งแทนการเป็นคู่ค้า โดยทั้ง 3 ประเทศยังอ่อนแอในเรื่องการส่งออก เทคโนโลยี และการผลิต แต่กัมพูชาเริ่มมองอนาคตระยะยาวแล้ว โดยได้แรงจูงใจจากราคาข้าวสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2550 เป็นเป้าหมาย จึงไม่แปลก หากกัมพูชาจะใช้เวทีการประชุมอาเซียนนำไปสู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าว จากที่กัมพูชาเริ่มทดลองส่งออกบ้างแล้วในหลักแสนตัน และประกาศเพิ่มการผลิตและส่งออกเป็นหลักล้านตันในเร็วๆ นี้
แต่วงการค้าข้าวไทยกลับเป็นห่วงพม่ามากที่สุด โดยมองว่าในอนาคตน่าจะเป็นอันตรายมาก เพราะหากพม่าพัฒนาเรื่องผลผลิตอย่างจริงจังและรับเทคโนโลยีการบริหารจัดการข้าวที่ดี จะเป็นประเทศที่ไม่แพ้ไทยหรือเวียดนาม เนื่องจากพม่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรในดินอย่างมากและได้ลุ่มแม่น้ำอิระวดีหล่อเลี้ยง การจะเพิ่มผลผลิตนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ที่สำคัญประเทศเหล่านี้ ได้ถูกประเทศที่สามที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง หันมาซื้อที่ดินและให้เงินทุนต่อการเพิ่มผลผลิตข้าว อีกทั้งเป็นประเทศสังคมนิยมที่ได้เปรียบในเรื่องนโยบายหนึ่งเดียว
เมื่อย้อนกลับมาดูสถานการณ์ภายในประเทศไทย ยังวนเวียนต่อการแก้ปัญหาดูแลความเป็นอยู่ของชาวนา ปัญหาข้าวล้นตลาดและราคาตกต่ำ ยังไม่รวมปัญหาการงัดข้อทางการเมืองต่อการเข้ามาดูแลปัญหาสินค้าเกษตร ระหว่าง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ กับ นางพรทิวา แห่งพรรคภูมิใจไทย
ถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครออกมายืนยันได้ว่า ระบบการประกันราคา แทนการรับจำนำสินค้าเกษตร ที่จะเริ่มใช้กับการประกันราคาข้าวเปลือกนาปี 2552/53 ไม่เกินเดือนพฤศจิกายนนี้นั้น จะช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่ไทยกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาการสวมสิทธิ์ การลักลอบนำเข้าข้าวตามชายแดน การไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือโรงสี การฮั้วราคารับประกันหรือปฏิเสธการรับประกัน ระบายสต๊อกอย่างไรไม่ให้ราคาตกต่ำ ซึ่งหลายสำนักทางวิชาการประเมินว่าแนวโน้มราคาสินค้าจะยังตกต่ำลงจากปัจจุบันอีก ทั้งหมดจะนำไปสู่การก่อม็อบประท้วงรัฐบาลเพื่อเรียกร้องการได้เงินเท่าระบบการจำนำได้อย่างไร
และยังไม่รวมประเด็นเปลี่ยนรัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบายใหม่ !!
ที่น่าวิตกสุดก็คือความร่วมมือนี้จะป้องกันเรื่องพันธุ์ข้าวไทยไม่ให้ถูกก๊อปปี้ หรืออีก 4 ประเทศนำไปใช้เพาะปลูกจนเกลื่อนตลาดได้อย่างไร เพราะพันธุ์ข้าวและคุณภาพข้าวยังเป็นจุดแข็งของไทยที่เหลือเพียงจุดเดียวในขณะนี้
และจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ต่างชาติที่กำลังพยายามเข้ามาสวมสิทธิ์อาชีพทำนาของไทย ใช้ประโยชน์จากสมาคมค้าข้าวแอคเมค


