เครือข่ายเกษตรกรรมอี
วันนี้ (22 ก.ย.) จ.มหาสารคาม – เครือข่ายเกษตรกรรมอีสานเกือบ 500 คนร่วมกันชุมนุมที่ห้องประชุ มใหญ่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อติดตามและต่อต้านการขึ้ นทะเบียนสารเคมีเกษตรอันตรายร้ ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน (Carbofuran) ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) เมโทมิล (Methomyl) และอีพีเอ็น (EPN)โดยนายสุเมธ ปานจำลอง ผู้ประสานงานเครือข่ ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานกล่ าวว่าการชุมนุมครั้งนี้มีวัตถุ ประสงค์สำคัญคือต้องการให้รั ฐบาลยุติการนำเข้าและขึ้นทะเบี ยนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอั นตรายร้ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส เมโทมิล และอีพีเอ็น เพราะมีหลักฐานข้อมูลทางวิ ทยาศาสตร์จำนวนมากที่ยืนยันถึ งอันตรายของสารเคมีเหล่านี้
เครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม และเครือข่ายองค์กรประชาชนได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อขอให้รัฐบาลยุติการนำเข้าและขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส เมโทมิล และอีพีเอ็น โดยทันที เพื่อคุ้มครองคุณภาพชีวิตเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค และนายกฯ ควรเข้ามาปกป้องประชาชนโดยการกำกับและตรวจสอบหน่วยงานและข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนสารเคมีการเกษตรที่มีกรมวิชาการเกษตร คณะกรรมการวัตถุอันตราย และฝ่ายการเมืองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
นายสุเมธกล่าวต่อว่าจดหมายเปิ ดผนึกถึงนายกฯ ยังเรียกร้องให้กรมวิ ชาการเกษตรเปิดเผยข้อมู ลเอกสารข้อมูลการยื่นขอทะเบียน ข้อมูลและผลการทดลองที่เกี่ยวกั บประสิทธิภาพ การเกิดพิษทั้งระยะสั้ นและระยะยาว ผลตกค้าง และอื่นๆ และให้เปิดเผยรายชื่ อของคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกั บการพิจารณา รวมทั้งผลการพิ จารณาของคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงานต่อสาธารณชนด้วย เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีเสี ยงทวงถามถึงความโปร่งใสในขั้ นตอนการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบี ยนของสารเคมีทั้ง 4 ชนิดจากภาคประชาสังคมที่ ประกอบไปด้วยนักวิชาการ เกษตรกร และผู้บริโภค แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับกลั บจากกรมวิชาการเกษตรแต่อย่างใด
ด้านนายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานเครือข่ ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่านอกเหนือจากจดหมายเปิ ดผนึกถึงนายกฯ แล้ว ทางเครือข่ายเกษตรกรรมอีสานยั งได้จัดทำแถลงการณ์ตักศิลานครขึ ้นมาด้วยเพื่อมุ่งคุ้มครองคุ ณภาพชีวิตคนสารคาม เพราะจากข้อมูลการให้ความช่ วยเหลือผู้ประสบภัยศัตรูพื ชระบาดของจังหวัดมหาสารคาม พบว่าในปี 2553 จังหวัดมหาสารคามนำเข้าสารเคมี กำจัดศัตรูพืชกว่า3 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 88 ล้านบาทเพื่อแจกจ่ายแก่ เกษตรกรทั้งจังหวัดด้วยข้ออ้ างว่าเพื่อแก้ปั ญหาการระบาดของศัตรูพืช ในขณะที่คนมหาสารคามกำลั งตายเพราะเป็นโรคมะเร็งและโรคพิ การทางสมองมากขึ้น
การดำเนินงานนอกจากจะขาดความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณและการบริหารจัดการที่ตามมาแล้ว ยังขัดกับยุทธศาสตร์จังหวัดมหาสารคามที่ต้องการส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดสารพิษ และสนับสนุนเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ จึงควรที่จะจัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบโครงการขึ้นมาเพื่อทำความจริงให้ปรากฎ พร้อมกับปกป้องสุขภาพของประชาชน และป้องกันการปนเปื้อนและตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังต้องกำหนดมาตรการควบคุมการใช้สารเคมี การผลิตและการจำหน่าย การโฆษณาและการส่งเสริมการขายของบริษัทสารเคมีการเกษตรอย่างเข้มงวดด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายเครือข่ายเกษตรกรรมอี สานยังได้เคลื่อนขบวนไปในเมื องมหาสารคามเพื่อสร้ างความตระหนักแก่สังคมถึงพิษภั ยอันตรายของสารเคมีทั้ง 4 ชนิดนี้ว่าร้ายแรงต่อสุ ขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่ างไร โดยได้ปักหลักปราศรัยในตัวเมื องมหาสารคามโดยมีตั วแทนเกษตรกรผลัดเปลี่ยนกันขึ้ นมาปราศรัยถึงอันตรายร้ ายแรงของการอนุญาตให้ขึ้นทะเบี ยนต่อไปได้ ในขณะที่ช่วงเช้าก็มีการบรรยายผ ลกระทบของสารเคมีกำจัดศัตรูพื ชต่อสุขภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และข้อเสนอทางนโยบาย โดยกลุ่มนักวิชาการที่ให้ ความสำคัญกับประเด็นสุ ขภาวะประชาชนมาก่อนแล้ว




