ปัญหาและทางออกของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล

มูลนิธิชีววิถี
โดย.... วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
เมื่อ 10 August 2012
เปิดอ่าน 2619 ครั้ง

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการครบรอบแล้วหนึ่งปี ได้ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย ดังนี้

1. การทำลายกลไกตลาด และความไร้ประสิทธิภาพของการผูกขาดของรัฐ
เราเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศหลายคนว่า ระบบเช่นนี้ได้ทำลายระบบการค้า โดยคนที่กุมกลไกรัฐบางคนและผู้ประกอบการที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ เช่น โรงสีขนาดใหญ่บางราย ผู้ส่งออกบางราย ได้ประโยชน์จากระบบดังกล่าว ในขณะเดียวกันก็เกิดผลกระทบกระทบต่อโรงสีขนาดเล็กและผู้ประกอบการขนาดเล็กทั้งหมดเพราะไม่สามารถซื้อข้าวแข่งกับรัฐได้

2. นำไปสู่การทุจริตมหาศาล
ตั้งแต่การเลือกโรงสีเข้าร่วมโครงการและผู้ส่งออกที่ใกล้ชิดกับรัฐจะได้ประโยชน์จากการผูกขาดข้าว การขายข้าว ฯลฯ เรื่องนี้นักวิชาการและฝ่ายค้านพูดไปมากแล้ว ไม่ขอกล่าวถึงมาก
 
3. สร้างผลกระทบและสร้างความไม่เป็นธรรมต่อชาวนาเป็นจำนวนมากที่
  • เก็บข้าวไว้กินเอง โดยเฉพาะชาวนาในภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือเกือบทั้งหมด และภาคกลางบางส่วน ส่วนใหญ่เป็นรายเล็กๆ ชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เพราะไม่ได้นำข้าวไปขาย เราประเมินว่ามีชาวนาที่ได้รับผลกระทบกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 50% ของชาวนาทั่วประเทศ (ตัวเลขของดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประมาณว่าอยู่ที่ 2.6 ล้านครัวเรือน จากครัวเรือนชาวนาทั้งหมด 4 ล้านครัวเรือน) คำถามคือ “ทำไมชาวนากลุ่มนี้ถึงไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเหมือนกลุ่มชาวนากลุ่มอื่น ?  “ รัฐบาลใช้เงิน 200,000 ล้านไปใช้กับชาวนากลุ่มเดียวที่เข้าโครงการรับจำนำ ทำไมไม่เอาเงินนี้ไปช่วยชาวนากลุ่มนี้บ้าง ?” (เรามิได้เห็นด้วยกับการเอางบประมาณมาละเลงเล่นแต่ประการใด แต่ตั้งคำถามเพื่อให้ได้คิดกันแค่นั้นเอง)
  • เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ทำเกษตรอินทรีย์ [2] ซึ่งโดยปกติได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาจากการรับซื้อประมาณ 30-50% จากข้าวทั่วไป ผู้ประกอบการต้องรับภาระหนักมากในการต้องตั้งราคารับซื้อข้าวอินทรีย์สูงอีกมากจนแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้ เกษตรอินทรีย์ที่กำลังขยายตัวก็ชะงักและถดถอย ตอนนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว ถึงขนาดที่เจ้าหน้าที่พาณิชย์ระดับท้องถิ่นที่เห็นปัญหาและต้องการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ต้องดิ้นรนหาทางช่วยชาวนาอินทรีย์ในระดับจังหวัดกันตามมีตามเกิด (เครือข่ายเกษตรอินทรีย์อีสานจะรวมพลังกันวันที่ 20 สิงหาคมนี้ที่สุรินทร์ เพื่อจัดทำข้อเสนอและเคลื่อนไหวเพื่อให้ขบวนการนี้อยู่รอด)
4. เม็ดเงินที่ใช้ในการรับจำนำจะตกแก่เกษตรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • จากการสำรวจในจังหวัดนครสวรรค์[3]เกษตรกรได้รับเงินจริงประมาณตันละ 10,500-1,1000 บาทเท่านั้นในโครงการรับจำนำ เกษตรกรที่ต้องรีบใช้เงินก่อน ต้องขายสิทธิ์ให้โรงสีจะได้น้อยละกว่านี้อีกประมาณเกวียนละ 500-1,000 บาท
  • เกษตรกรในภาคอีสานเช่นยโสธรและสุรินทร์[4]ซึ่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีจะได้รับเงินค่าข้าวเพียง 15,000-17,000 บาทเท่านั้น ไม่ถึง 20,000 บาท
  • ประมาณการว่าชาวนาทั่วประเทศที่เข้าโครงการรับจำนำได้รับเงินต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ 20-30% ดังนั้นถ้ารัฐบาลใช้จ่ายเงินไปแล้วประมาณ 200,000 ล้านบาท จะมีเงินที่รั่วไหลออกไปประมาณ 40,000 - 60,000 ล้านบาท เข้ากระเป๋าใครก็ไม่ทราบ
5. การเปิดโอกาสให้มีการนำเอาข้าวต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ 
คาดว่าจะอยู่ที่ 1-1.5 ล้านตันเป็นอย่างน้อย คิดเป็นเงินของรัฐประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท

6.
เงินของรัฐไหลไปสู่บริษัทขายปุ๋ยและสารเคมีที่ใช้ในนาข้าว
จะมีเงินของรัฐจากโครงการรับจำนำข้าวประมาณ 2,400 บาท/ไร่ ไหลไปสู่กระเป๋าของบริษัทค้าปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือคิดเป็นเงินประมาณ 72,000 ล้านบาท/ปี การรับจำนำ(หรือแม้แต่การ “ประกันรายได้”) เท่ากับการเอางบประมาณของรัฐไปสนับสนุนธุรกิจเคมีเกษตรโดยเฉพาะพวกบรรษัทเคมีเกษตรข้ามชาติ

7. ระบบการผลิตที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่อาจแข่งขันได้ระยะยาว
เกษตรไทยอยู่ได้เพราะเงินรับจำนำ การใช้เงินเช่นนี้ทำให้ไปสนับสนุนระบบการทำนาที่ไร้ประสิทธิภาพให้ดำรงอยู่ต่อไป ดังข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ที่บอกว่าชาวนาไทยในเขตชลประทาน มีต้นทุนค่าสารเคมีสูงที่สุดเมื่อเทียบกับชาวนาในเจ้อเจียง ทมิฬนาดู ลูซอน ลุ่มน้ำโขง ลุ่มแม่น้ำแดง และชวา (แต่ผลผลิตกลับต่ำกว่า)

8.
ปัญหาการอุดหนุนเกษตรกรภายใต้WTO
ตามข้อตกลงเดิมของ WTO ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อียูได้ให้การอุดหนุนแก่เกษตรกรภายในโดยผูกพันไว้ปีละ 3.3 ล้านล้านบาท ญี่ปุ่นปีละ 1.4 ล้าน ล้านบาท ขณะที่ไทยได้ให้การอุดหนุนเกษตรกรภายในโดยผูกพันไว้ปีละประมาณ 20,000  ล้านบาท ดังนั้นภายใต้กลไกโครงการรับจำนำขณะนี้เราได้ใช้เงินเกินเพดานที่เราผูกพันไว้มากแล้ว นี่เป็นที่มาของข่าวว่าสหรัฐและหลายประเทศกำลังจับตาโครงการนี้ของไทย

ที่จริงสหรัฐนั่นแหละที่อุดหนุนเกษตรกรตัวเองเป็นจำนวนมหาศาล แต่ได้ใช้ระบบ “สนับสนุนรายได้โดยตรงแก่เกษตรกร” ทำให้หลีกเลี่ยงหรือลดการถูกกดดันจากประเทศคู่แข่งได้ นโยบายของรัฐบาลที่แล้วเรื่อง “ประกันรายได้” ก็มาจาก “แรงบันดาลใจ” มาจากสหรัฐนั่นเอง
ปัญหาที่ไทยยังไม่ถูกกดดันเรื่องนี้เป็นเพราะ กลไกที่เราทำขณะนี้แทนที่จะทำให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้หรือขายแข่งได้ แต่กลับเป็นว่ากลับทำให้คู่แข่งขายข้าวได้มากขึ้นจึงยังไม่ทำให้มีการฟ้องร้ององค์กรการค้าโลก แต่เมื่อใดก็ตามที่ไทยทุ่มข้าวไปขายในราคาถูกและตัดราคา ประเทศไทยจะเป็นเป้าที่จะถูกฟ้องร้อง
 
 
ข้อเสนอ
  1. ฟันธงว่ารัฐบาลควรเลิกโครงการนี้ได้แล้ว เพราะเป็นการทำร้ายประเทศ ทำร้ายเกษตรกร ทำร้ายการพัฒนาการเกษตรในระยะยาว เงินมหาศาลที่ใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพและเกิดผลข้างเคียงมากมายเช่นนี้พอทีเถอะ เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของรัฐบาลที่แล้ว โครงการนั้นมีผลข้างเคียงน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่เข้าไปทำลายกลไกตลาด พ่อค้าและกลไกตลาดทำงานได้ สร้างความเป็นธรรมต่อชาวนาทุกกลุ่มได้มากกว่า แต่ข้อเสียของโครงการประกันรายได้ก็คือ การไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตหรือลดต้นทุนการผลิตเลย
  2. เสนอให้เอาระบบสนับสนุนรายได้โดยตรงแก่เกษตรกรมาใช้ แต่เอามาใช้โดยที่
  • อย่าตั้งราคาส่วนต่างให้สูงกว่าตลาดมาก เอาให้เกษตรกรอยู่ได้ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ต้องได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
  • ตั้งเงื่อนไขให้เกษตรกรที่สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต ได้รับการสนับสนุนมากกว่าเกษตรกรทั่วไป เช่น ชาวนาอินทรีย์ควรได้รับเงินสนับสนุนมากกว่าชาวนาทั่วไป 30% แต่ระบบที่ว่านี้ไม่ใช่ให้รัฐเป็นคนดำเนินการแบบรวมศูนย์ แต่กระจายให้พื้นที่ กลุ่มต่างๆในท้องถิ่น และผู้ประกอบการที่ทำตลาดสินค้าอินทรีย์เป็นผู้ดำเนินการแทนรัฐ รัฐเพียงแต่ทำหน้าที่สนับสนุนให้กลุ่มเหล่านี้ทำงานของเขาต่อไป ถ้านึกไม่ออกว่าควรทำเรื่องนี้อย่างไร ให้ไปขอคำแนะนำจาก โครงข้าวขวัญสุพรรณ[5] ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างหอการค้า มูลนิธิข้าวขวัญ และชาวนาที่จ.สุพรรณบุรี หรือ ขอแนวทางการทำงานนี้กับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดสุรินทร์และยโสธรก็ได้ หากทำได้แบบที่เสนอ เงินส่วนเกิน 30% นั้นรัฐแทบจะไม่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นเลยเพราะเงินประมาณ 70,000-80,000 ที่เคยไหลออกนอกประเทศจากค่าปุ๋ยและสารเคมีจะไหลจะเข้าชดเชยแทน รวมไปถึงผลตอบแทนในรูปต่างๆ
  1. หากรัฐบาลนี้ต้องการไปให้ไกลกว่าทุกรัฐบาลที่เคยผ่านมาและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเกษตร ก็ควรนำเอาเงินที่ต้องใช้ 200,000 – 300,000 ล้านบาทจากการใช้ในโครงการรับจำนำนั้น มาทำโครงการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรที่ขาดที่ดินทำกิน และสนับสนุนการจัดการชลประทาน จะยอดเยี่ยมมาก วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างถึงราก (แน่นอนต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปภาคเกษตรดังที่ได้พูดถึงในหัวข้อ 2.2 ด้วย ไม่เช่นนั้นวงจรหนี้สินและการสูญเสียที่ดินทำกินจะวนเกิดขึ้นอีกรอบอยู่ดี)
จากการสำรวจความเห็นคร่าวๆโดยสอบถามจากเครือข่ายของพวกเราในพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ ประมาณการณ์ว่าชาวนา  65-70% ที่เห็นว่าโครงการรับจำนำของรัฐบาลนี้แย่กว่าโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว มีส่วนน้อยที่คิดว่ารับจำนำดีกว่า แต่มีอีกกลุ่มก้อนใหญ่ที่ยังสับสนและไม่อาจตัดสินใจได้ในขณะนี้ว่าจะเลือกนโยบายแบบไหนดี
 
รัฐบาลควรใช้โอกาสครบรอบหนึ่งปีของโครงการรับจำนำข้าวมาทบทวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นผลกระทบในแง่ลบทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะทำลายความนิยมของรัฐบาลลงอย่างรวดเร็ว
 
 

[1] ปัญหาและทางออกของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลบันทึกประเด็นให้สัมภาษณ์คุณอมร บรรจง คลื่นความคิด 96.5 อสมท. วันที่ 9 สิงหาคม 2555
[2] ข้อมูลจาก คุณอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
[3] สัมภาษณ์คุณนพดล มั่นศักดิ์ ผู้ประสานงานมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์
[4] ข้อมูลจากคุณอุบล อยู่หว้า
[5] โครงการนี้เพิ่งเริ่มต้น แต่แนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่วางเอาไว้น่าศึกษาและเอาไปปรับใช้มาก
เนื้อหา: