MOUปลูกข้าวโพด2ล้านไร่ใครได้ประโยชน์

การลงนามในเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 กับกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเมล็ดพันธุ์ของไทยและบรรษัทข้ามชาติ เช่น ซีพี มอนซานโต้ ซินเจนทา แปซิฟิคซีดส์ นั้น มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนพื้นที่นา 2 ล้านไร่ ให้เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

บริษัทเมล็ดพันธุ์จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 6-7 ล้านกิโลกรัม/ปี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท หากสามารถเปลี่ยนที่นาได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 3-3.5 กิโลกรัมต่อทุกหนึ่งไร่ที่เปลี่ยนเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ไบโอไทยพบว่ามอนซานโต้และซีพีจะได้ประโยชน์สูงสุดจากเอ็มโอยูดังกล่าว เนื่องจากการมีส่วนแบ่งตลาดเมล็ดพันธุ์มากที่สุด และซีพีจะได้เปรียบบริษัทอื่นๆเนื่องจากมีอิทธิพลต่อการขายเมล็ดพันธุ์ผ่านกลไกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ที่เรียกว่า “บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด” หรือ TABCO ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางจัดซื้อวัตถุดิบทางการเกษตร และให้บริการแก่สมาชิกที่เป็น “สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สกต.” มากกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการลดพื้นที่ทำนา แม้จะได้สิทธิในการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อปลูกข้าวโพดจากการชดเชยดอกเบี้ยโดยรัฐบาล แต่พวกเขาจะถูกผูกมัดให้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์และปัจจัยการผลิตภายใต้กลไกดังกล่าว ซึ่งซีพีได้เปรียบมากที่สุด ด้วยอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ที่มีความสัมพันธ์กับธนาคารเพื่อการเกษตรมาช้านาน เพราะได้รับการเอื้อเฟื้อจากหลายรัฐบาลแต่งตั้งผู้บริหารของบริษัทเป็นกรรมการกำกับการบริหารธกส.มาหลายยุคหลายสมัย

ไม่แปลกใจที่เมล็ดพันธุ์ที่ขายผ่านกลไกของธกส.จะมีสัดส่วนเป็นเมล็ดพันธุ์ของซีพีถึง 70%

การปฏิรูปทางการเกษตรต้องรื้อโครงสร้างทางนโยบายที่เอื้อเฟื้อบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไปพร้อมๆกับการสร้างทางเลือกของระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยไปพร้อมๆกันด้วย

เนื้อหา: