ชื่อผู้แต่ง:
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
สหรัฐฯพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ภายใต้ชื่อ "JAZZMAN" คุณภาพทัดเทียมข้าวหอมมะลิ เตรียมป้อนชาวนาปลูกขาย หวั่นอนาคตชิงส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทย พาณิชย์แนะผู้ส่งออกเร่งปรับตัว ลุยซื้อกิจการโรงสีสหรัฐ ใช้เป็นฐานขยายตลาดในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า ศูนย์วิจัยและค้นคว้าเกษตรกรรม มหาวิทยาลัย Louisiana State University มลรัฐหลุยส์เซียน่า สหรัฐฯประกาศเป็นทางการถึงผลการค้นคว้าและพัฒนาพันธุ์ ข้าวใหม่ LA2125 มีคุณภาพทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทย โดยตั้งชื่อว่า JAZZMAN ที่จะผลิตออกมาแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีเมล็ดพันธุ์พร้อมให้ชาวนานำไปปลูกเพื่อการค้า แล้วในฤดูการปลูกข้าวปี 2552 นี้ ถือเป็นการก้าวกระโดดสำคัญของงานวิจัยเรื่องข้าวของสหรัฐฯ
ทั้งนี้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ได้ศึกษาและติดตามจากข่าวสารและบุคคลในวงการข้าวของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการปลูกข้าวมีกลิ่นหอมในสหรัฐฯ พบว่าปัจจุบัน สหรัฐฯ ปลูกข้าวกลิ่นหอม (Aromatic Rice) หลายสายพันธ์ เช่น Della, Calmati,Jasmati, Delrose, Dellmati, A301 และ Jasmine 85 แต่ข้าวดังกล่าวมีคุณภาพและความหอมด้อยกว่าข้าวหอมมะลิไทยมาก

"ตั้งแต่ปี2509 เป็นต้นมา ศูนย์วิจัยดังกล่าวจะเริ่มทดลองอย่างจริงจัง และ ได้เริ่มการทดลองผสมพันธุ์ข้าว โดยนำข้าวกลิ่นหอมของจีนสายพันธุ์ (96a-8) มาผสมกับข้าวเม็ดยาวของรัฐอาร์คันซอส์ และใช้เวลา 12 ปี จึงเป็นผลสำเร็จและตั้งชื่อสายพันธ์ LA2125 หรือที่เรียกว่า JAZZMAN โดยอ้างว่ามีคุณภาพ ความหอมทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทย และสามารถแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยได้ ที่สำคัญมีผลิตต่อไร่สูงมากถึง 1,265 กิโลกรัม ซึ่งศูนย์วิจัยข้าวฯมีเมล็ดพันธุ์พร้อมให้ชาวนานำไปเพาะปลูกเพื่อการค้า สำหรับฤดูการเก็บเกี่ยว 52-53 แล้ว"รายงานข่าวระบุ
อย่างไรก็ตามหากชาวนาในรัฐหลุยส์เซียน่าหันมาปลูก JAZZMAN มากขึ้น เชื่อว่าผู้บริโภคในสหรัฐจะยกเลิกการสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจากไทย โดยหันไปบริโภคข้าว JAZZMAN แทน และหากในอนาคตมีการเพาะปลูกจำนวนมาก ข้าวดังกล่าวอาจกลายเป็นคู่แข่งที่มีแย่งตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย จนส่งผลกระทบต่อข้าวหอมมะลิทำให้ราคาตกต่ำลงด้วย
"ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไทยต้องปรับกลยุทธ์เพื่อต่อสู้กับข้าว JAZZMAN ของสหรัฐฯเพื่อรักษาตลาดและราคาของข้าวหอมมะลิไทยไว้ โดยพิจารณาทำการค้าแบบสากล ด้วยการเข้าไปซื้อกิจการโรงสี หรือ กิจการการจำหน่ายข้าวในสหรัฐฯ เพื่อประโยชน์การขยายตลาดในระยาว ซึ่งจะได้รับรู้ถึงรายชื่อลูกค้า รวมถึงระบบการกระจายสินค้าที่ละเอียดและชัดเจน ช่วงนี้เป็นโอกาสดี เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ในภาวะถดถอย สามารถซื้อขายกิจการได้ในราคาที่ไม่แพงด้วย"