สิทธิเกษตรกร

วิเคราะห์นโยบายที่เกี่ยวกับการเกษตรและข้อเสนอทางนโยบาย

Submitted by admin on Fri, 2011-06-17 10:15
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ เป็นนโยบายประชานิยมที่มุ่งจูงใจเกษตรกรให้ลงคะแนนให้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีความแตกต่างอยู่บ้างระหว่างระบบการสนับสนุนเกษตรกรของพรรคการเมืองต่างๆและจำนวนเงินที่ใช้ในการสนับสนุน

ในการพิจารณานโยบายการเกษตรของพรรคการเมือง มีประเด็นที่มีความสำคัญที่ควรพิจารณา 4 เรื่อง ได้แก่  หนึ่งนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดิน  สองนโยบายการสนับสนุนราคาสินค้าเกษตร สามนโยบายการชลประทาน และสี่เรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตรเพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤตอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม
 
1. พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์มีจุดแข็งเรื่องนโยบายประกันรายได้ ซึ่งดีกว่านโยบายประกันราคาหรือรับจำนำซึ่งเข้าไปแทรกแซงระบบตลาดและนำไปสู่การคอรัปชั่นและเงินมักจะร่วงหล่นไม่ถึงมือเกษตรกร อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญก็คือการประกันรายได้ซึ่งมีวงเงินถึง 56,000 ล้านบาทนั้น  มิได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตร และการลดต้นทุนการผลิต พูดง่ายๆก็คือจำนวนเงินที่สนับสนุนการเกษตรในที่สุดจะไหลไปสู่นายทุนบริษัทปุ๋ย สารเคมีการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทหลายแห่งที่จะได้ประโยชน์เป็นพวกที่เคยซื้อโต๊ะสนับสนุนเงินให้กับพรรคการเมืองต่างๆนั่นเอง
 
นโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดินของประชาธิปัตย์ดูเป็นรูปธรรมและชัดเจนกว่าหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโฉนดที่ดินในที่ดินของรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้ได้ประมาณ 250,000 ราย การดำเนินการดังกล่าวของพรรคนี้อาจทำให้แก้ปัญหาที่ดินของเกษตรกรได้ประมาณ 10% ของเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินในปัจจุบัน แต่คำถามสำคัญก็คือ เมื่อประชาธิปัตย์ดำรงตำแหน่งรัฐบาลนั้นทำไมโฉนดชุมชนจึงทำได้แค่พื้นที่เดียวคือคลองโยง นครปฐมเท่านั้น
 
นโยบายการหาเสียงของประชาธิปัตย์จึงไม่ได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างคือการปฏิรูปที่ดินเลย แม้แต่เรื่องกฎหมายภาษีที่ดินที่ถูกนำเสนอโดยพรรคนี้ก็มีปัญหาขัดแย้งกันเองภายใน เพราะคนที่ลุกขึ้นมาค้านก็คือคนในประชาธิปัตย์เอง และมิได้มีการนำกฎหมายนี้เข้าไปสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสมัยที่พรรคยังเป็นรัฐบาล 
2. พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยควรจะมีนโยบายการเกษตรที่เกี่ยวกับเกษตรกรที่ดีกว่าประชาธิปัตย์ แต่กลับแย่กว่า ทั้งๆที่มีฐานเสียงที่เป็นเกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก และการที่ใกล้ชิดกับขบวนการคนเสื้อแดง พรรคนี้ควรจะมีนโยบายที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างการเกษตรและปัญหาที่ดินและการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแต่กลับละเลยเรื่องสำคัญที่ควรทำไปแทบทั้งหมด
 
การกลับไปหานโยบายรับจำนำนโยบายนี้จะทำลายกลไกการตลาด เปิดช่องให้มีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ และเปิดช่องให้มีการคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนนโยบายการพักชำระหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้ไม่เกินห้าแสนบาท ไม่น้อยกว่า 3 ปี และสำหรับผู้ที่มีหนี้เกินห้าแสนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านให้ปรับโครงสร้างหนี้ อาจบรรเทาปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้ชั่วระยะเวลาสั้นๆแต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเลย ที่สำคัญนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรของพรรคนี้จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินชาวนาเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะยิ่งการกำหนดให้นำเงินกู้ไปซื้อปุ๋ยและสารเคมีการเกษตร เพราะในที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทปุ๋ย สารเคมีการเกษตร และบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ
 
นโยบายการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาชลประทานของพรรคเพื่อไทยสะท้อนความอับจนของแนวความคิดการชลประทานของประเทศไทยที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศแต่กลับพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านหายใจ
อย่างไรก็ตาม นโยบายที่พรรคเพื่อไทยพูดควรได้รับคำชมคือ นโยบายการส่งเสริมการการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและชุมชนท้องถิ่นต่างๆ อย่างเป็นธรรมและสมดุล รวมถึงการให้ความสำคัญกับการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประชาชนควรจับตาดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร หากพรรคเพื่อไทยสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
 
3.พรรคภูมิใจไทย
ข้อเสนอเกทับพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยโดยเพิ่มเงินประกันรายได้ถึงข้าวเปลือกตันละ 20,000 นั้น แม้จะสร้างความพอใจต่อชาวนา แต่จะเกิดปัญหาระยะยาวเพราะมุ่งแต่หาเสียง เพราะนโยบายประเภทนี้ไม่ทำให้เกษตรกรได้พัฒนาตนเองและไม่ได้นำไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเลย อีกทั้งทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระงบประมาณเกินความจำเป็น
 
ข้อเด่นของพรรคภูมิใจไทยคือนโยบายเรื่องชลประทาน ซึ่งเน้นที่การจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยไม่ต้องสร้างเขื่อน ฝาย หรืออ่างเก็บน้ำขึ้นมาใหม่ ปัญหาคือว่าโครงการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีบทบาทในการบริหารกระทรวงเกษตรก็มิได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย เมื่อเปรียบเทียบการบทบาทในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ และการสร้างถนนปลอดฝุ่น เป็นต้น
 
พรรคภูมิใจไทยยังคงส่งเสริมการขยายพื้นที่การปลูกยางออกไปในภาคเหนือและอีสานแต่สิ่งที่พรรคการเมืองต่างๆต้องคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบก็คือการส่งเสริมการปลูกยางตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเผชิญกับความผันผวนทางการตลาด เพราะปริมาณการผลิตยางที่เพิ่มขึ้นของหลายประเทศทั่วโลกจะเกินความต้องการของตลาดในอีก 7-10 ปีข้างหน้า อีกทั้งต้องรับมือกับการผันผวนของราคาอันเกิดจากปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการปลูกพืชเศรษฐกิจ/พืชทดแทนน้ำมันกับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งแทบไม่ปรากฎอยู่ในนโยบายพรรคการเมืองทุกพรรครวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย
 
4. พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคนี้เป็นพรรคเดียวที่กล่าวถึงนโยบายการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังน่ากังขาว่าจะทำได้เพียงใดเพราะในขณะที่พรรคมีรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่ปรากฎว่าได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืนแต่ประการใด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้มีการผ่อนผันการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้แก่บริษัทสารเคมีการเกษตรสามารถขายต่อได้อีก 2 ปี ทั้งๆที่ควรดำเนินการให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีใหม่ให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
 
พรรคนี้มีความพยายามที่จะผลักดันนโยบายการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม แต่ก็ทำได้เพียงแค่อักษรในกระดาษเหมือนนโยบายภาษีที่ดินของประชาธิปัตย์ เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนให้ผ่านสภาได้สำเร็จ
 
5. พรรคการเมืองอื่นๆ
 
พรรคกิจสังคมผลักดันนโยบายชลประทานระบบท่อ ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล โครงการชลประทานในลักษณะนี้เป็นระบบชลประทานรวมศูนย์ไร้ประสิทธิภาพ และเท่าที่ผ่านมา โครงการทดลองชลประทานระบบท่อถูกทิ้งร้างเป็นอนุสาวรีย์ เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งท่อแตก ท่อตัน น้ำไม่พอ และขาดการดูแล เป็นโครงการขายฝันที่ไม่น่าสนับสนุน
พรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อแผ่นดินที่มีนโยบายนำโครงการจำนำข้าวกลับมาใช้ใหม่ นโยบายนี้จะทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย
 
พรรครักษ์สันติมีนโยบายที่ดีในการสร้างข้อกำหนดและข้อจำกัดการลงทุนทางการเกษตรต่างชาติเพื่อประโยชน์เกษตรกรไทย แต่นโยบายการโซนนิ่งทางการเกษตรที่เสนอโดยพรรคนี้นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากทำแบบรวมศูนย์จะสร้างผลกระทบทางลบมากกว่า
 

ข้อเสนอนโยบายเกษตร

ข้อเสนอทั้งหมดอยู่ภายใต้ฐานคิดของการลดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในระบบการผลิตทางการเกษตร อีกทั้งปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคเกษตรเพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับวิกฤติอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

 
1.ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดินและการจัดสรรที่ดินแก่เกษตรกร
ให้มีการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อนำมาจัดสรรแก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยควบคู่กับการมีนโยบายภาษีที่ดินก้าวหน้า และการจำกัดขนาดการถือครองที่ดินของผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่งเสริมการนำโฉนดชุมชนมาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายการดำเนินการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรได้ทั้งหมดอย่างน้อย 1 ล้านรายในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า หรือปีละ 250,000 ราย
 
2.การประกันรายได้แก่เกษตรกรเพื่อการปรับโครงสร้างการเกษตร
สนับสนุนนโยบายประกันรายได้ของเกษตรกรและการพักชำระหนี้ โดยให้มีการกำหนดเกณฑ์ประกันรายได้ของเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรกรรมอินทรีย์ต้องมีส่วนต่างมากกว่าเกษตรกรทั่วไป 25% พักชำระหนี้ทันทีให้กับเกษตรกรที่เปลี่ยนจากเกษตรทั่วไปมาเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 5-10 ปี  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ต้องปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรที่ประสงค์จะปรับโครงสร้างการเกษตรมาเป็นเกษตรยั่งยืน (Green Credit) อย่างน้อยให้ได้ 25% ของยอดการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด
 
3.ส่งเสริมระบบชลประทานในไร่นาและการจัดการน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน
จัดสรรงบประมาณต่อปีเทียบเท่ากับงบประมาณการก่อสร้างรถไฟฟ้า 1 สาย (ประมาณ 50,000 – 60,000 ล้านบาท) เพื่อส่งเสริมการจัดหาแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกร ในรูปสระเก็บน้ำ บ่อบาดาล ฯลฯ และสนับสนุนการดำเนินการของชุมชนหรือกลุ่มชุมชนในการจัดระบบชลประทานของตนเอง และมีการบริหารน้ำเป็นของตนเอง
 
การลงทุนด้านการชลประทานถือเป็นการ “ลงทุน” ที่คุ้มค่า เพราะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการชลประทานที่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองมากกว่าชนบท อย่างไรก็ตามการลงทุนด้านชลประทานต้องควบคู่ไปกับการปฏิรูปที่ดินด้วย เพราะมิฉะนั้นงบประมาณด้านชลประทานจะกลายเป็นการสนับสนุนเจ้าของที่ดินรายใหญ่และกลุ่มทุนทางการเกษตรที่ถือครองที่ดินไว้ในมือเป็นจำนวนมาก
 
4.กำหนดนโยบายความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองทางอาหารให้เป็นวาระของประเทศ
ยกระดับการพึ่งพาตนเองทางอาหารของครอบครัวเกษตรกรและชุมชนให้เพิ่มขึ้น กำหนดนโยบายความมั่นคงทางอาหารโดยกำหนดให้ “การผลิตอาหารต้องมาก่อนการผลิตพืชพลังงาน” (Food First Policy)  สนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจชุมชนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ พ่อแม่พันธุ์สัตว์เลี้ยง ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ การผลิตอาหารสัตว์ เพื่อลดการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่ทางการเกษตร รวมถึงมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากความแปรปรวนของภูมิอากาศ และการระบาดของโรคแมลง ลดปัญหาสารเคมีและสารพิษตกค้างในอาหารและการเกษตรลงโดยการลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ได้ครึ่งหนึ่ง ให้มีพื้นที่การผลิตแบบอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อย 50% ในอีกสิบปีข้างหน้า พร้อมๆกับการพัฒนาระบบตลาดในท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร หุ้นส่วนการผลิตระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค (Community Supported Agriculture) และความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างเกษตรกรกับกรรมกร โดยการขายผลผลิตอาหารจากกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจท้องถิ่นให้กับสหภาพแรงงานหรือสหกรณ์ของผู้ใช้แรงงานในเขตอุตสาหกรรมในราคาที่ยุติธรรม

 

คำประกาศอิสรภาพทางพันธุกรรม

Submitted by admin on Thu, 2011-05-12 00:00
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

เราเครือข่ายเกษตรกรและพี่น้องเพื่อนมิตรที่เกี่ยวข้องขอประกาศว่า

  • ทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหลายคือมรดกที่ชุมชนท้องถิ่นและเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์สืบทอดร่วมกันมานานนับพันนับหมื่นปีบนผืนแผ่นดินแห่งนี้
  • การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมโดยเสรี ระหว่างเกษตรกร และการเก็บรักษาพันธุ์เพื่อนำไปเพาะปลูกต่อ  คือมูลเหตุแห่งความงอกงามและความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเป็นหลักประกันสำหรับความมั่นคงทางอาหารและความอยู่รอดของเกษตรกร และประชาชนทั้งมวล
  • สิทธิของเกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นต่อพันธุกรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บทบัญญัติใดของความตกลงระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในใดๆจะก้าวล่วงมิได้

เราทั้งหลายตระหนักชัดว่า

  • ทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหลายกำลังเสื่อมโทรม และสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว อันมีสาเหตุหลักมาจาก การมุ่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด โดยเฉพาะยิ่งผลจากการส่งเสริมให้ใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์สายพันธุ์ใหม่จากบรรษัทข้ามชาติ และรัฐบาลของเราเอง
  • พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเกษตรกรรมและความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหารขณะนี้ถูกครอบครองและผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ
  • กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเบ็ดเสร็จโดยบรรษัทข้ามชาติ และบรรษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรภายในประเทศ โดยการสนับสนุนของสถาบันและหน่วยงานรัฐของเรา
 
เครือข่ายเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น และเพื่อนมิตรทั้งหลายขอประกาศว่า เราจะผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งเพื่อสร้างอิสรภาพทางพันธุกรรมให้ปลอดพ้นจากการผูกขาดและครอบครองโดยบรรษัททั้งหลายในทุกรูปแบบ เราจะร่วมมือกับพี่น้องที่ต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่เป็นธรรม ฟื้นฟูศักดิ์ศรีเกษตรกร สร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมระหว่างประชาชน สมานฉันท์กับประชาชนในทุกประเทศที่ต่อต้านการผูกขาดระบบเกษตรและอาหาร เพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น และเพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนทั้งมวล
 
ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2554
ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
โดยเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม
 
  1. โครงการฮักแพง เบิงแญง คนสารคาม ชุดประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน
  2. มูลนิธิฮักเมืองน่าน
  3. เครือข่ายเกษตรทางเลือก ขอนแก่นใต้-โคราชเหนือ
  4. เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือ
  5. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านป่าดงลาน
  6. กลุ่มเกษตรอินทรีย์ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา
  7. เครือข่ายเกษตรทางเลือกยโสธร
  8. สวนลุงโชค จ.นครราชสีมา
  9. ชมรมรักษ์ธรรมชาติ
  10. เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคเหนือ (เชียงราย, แพร่,น่าน, แม่ฮ่องสอน)
  11. กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลสร้างมิ่ง
  12. กลุ่มอนุรักษ์พันธุกรรมพิษณุโลก / Seed exchange
  13. เครือข่ายเกษตรทางเลือก กาฬสินธุ์-นครพนม
  14. เครือข่ายเกษตรทางเลือก ภาคอิสาน
  15. สมาพันธุ์เกษตรอินทรีย์สุรินทร์
  16. มูลนิธิการจัดการความรู้ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา นครสวรรค์
  17. เครือข่ายเกษตรทางเลือกทุ่งกุลา
  18. มูลนิธิข้าวขวัญ
  19. สมาคมคนทาม (เขื่อนราศี)
  20. เครือข่ายพวกกัน (ภาคกลาง-ภาคตะวันตก)
  21. สมาคมอีสานวิถี อำเภอเสลภูมิ
  22. เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคใต้
  23. ชุมชนบุญนิยมร้อยเอ็ดอโศก
  24. เครือข่ายเกษตรทางเลือกฉะเชิงเทรา
  25. กลุ่มพัฒนาอาชีพเพื่อทางเลือก บ้านดงดิบ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด
  26. สถาบันชุมชนเกษตรกรรมธรรมชาติ สุรินทร์
  27. อีสานมั่นยืน (กลุ่มอนุรักษ์ข้าวพื้นบ้านอุบล)
  28. สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ISAC
  29. กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
  30. โครงการสวนผักคนเมือง
  31. สมาคมเครือข่ายเกษตรกรไทย
  32. กลุ่มพันธุกรรม จ.อุทัยธานี
  33. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
  34. เครือข่ายเกษตรทางเลือก ประเทศไทย
  35. ศูนย์เรียนรู้โจ้โก้ จังหวัดน่าน
  36. มูลนิธิชีววิถี
  37. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

เกษตรพันธสัญญา ตัวการทำร้ายชาวนา

Submitted by admin on Fri, 2009-09-18 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
โพสต์ทูเดย์

ชี้เกษตรกรไทยเสียรู้นายทุนทำเกษตรพันธสัญญา ชี้สัญญาสุดเอาเปรียบ แถมต้นทุนผลิตสูงเกือบเท่าตัว คืนทุน 20 ปี จี้ภาครัฐเร่งดูแล
นายพอพันธ์ อุยยานนท์ ผู้จัดการโครงการคุ้มครองการพัฒนารูปแบบสัญญาที่เป็นธรรมและกลไกการจัดการ เปิดเผยในงานสัมมนา ?รู้ให้ทัน เกษตรพันธสัญญา? ว่า ขณะนี้ภาคเกษตรกรไทยหันมาสนใจทำเกษตรพันธสัญญามาก เพราะมีความเชื่อว่าจะสามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ผลผลิต และรายได้ แต่กลับไม่ทราบว่าจะมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างไร

ชาวนามองต่างมุม"มาร์ค" หนุนจำนำ-ค้านประกันข้าว

Submitted by admin on Fri, 2009-09-18 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
สุนทร พงษ์เผ่า

 

โลกาภิวัตน์กับการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ

Submitted by admin on Sat, 2009-06-20 00:00
มูลนิธิชีววิถี
ชื่อผู้แต่ง: 
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

             ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพนั้น มีความสำคัญมานานนับตั้งแต่ในอดีต ในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศในยุโรป เช่น โปรตุเกส สเปน ฮอลแลนด์ อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส ได้เข้าไปยึดครองทิ่ดิน แรงงาน ตลาด และทรัพยากรในประเทศโลกที่สามอย่างกว้างขวาง และทรัพยากรชีวภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบสำคัญที่เป็นที่ต้องการไม่ยิ่งหย่อนไปว่า ทองคำ แร่ หรือถ่านหิน  มีตัวอย่างดังกล่าวมากมาย

ซุกผู้ประกอบการสารเคมีเสนอตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการวัตถุอันตราย

Submitted by admin on Wed, 2009-02-18 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2551 โดยได้เสนอรายชื่อบุคคลต่างๆ เข้าเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายในโควต้าผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง พรบ.

จี้เลิกประกาศ ?สมุนไพร 13 ชนิด? เป็น ?วัตถุอันตราย?

Submitted by admin on Wed, 2009-02-11 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ

Submitted by admin on Wed, 2009-01-28 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

หลายท่านอาจไม่ทราบว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญไว้ข้อหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ ?การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ?

ความหลากหลายทางชีวภาพ มีความหมายรวมถึง ความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecological Diversity) ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต (Species Diversity) และความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversity) เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากทรัพยากรแยกเป็นรายประเภท เป็นการมองแบบองค์รวม มีความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างองค์ประกอบย่อย

ความตกลงระหว่างประเทศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

Submitted by admin on Thu, 2009-01-22 00:00
ชื่อผู้แต่ง: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์