มติชน

ไทยกระจายรายได้อันดับแย่ของโลก ทั้งปท.เสียภาษีแค่2.3ล้านคน

Submitted by info on 20 ส.ค. 2010

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี ในหัวข้อ "ยกเครื่องเศรษฐกิจการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม" โดยนายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า ปัญหาการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำในสังคมนับจากปี 2535 ถือว่าแตกต่างกันสูงมาก หากดูในแง่รายได้ของคนรวย 20% แรก แต่มีเม็ดเงินรายได้สูงถึง 54% ของรายได้ของประเทศ ขณะที่คนจน 20% สุดท้ายของประเทศ มีรายได้รวมกันเพียง 4.8% ของรายได้รวม

เมื่อพิจารณาจากฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรยังพบ ว่า มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 64 ล้านคน และในจำนวนที่ยื่นแบบเสียภาษี มีผู้เสียภาษีจริงเพียง 2.3 ล้านคน ขณะที่อีกประมาณ 7 ล้านคน ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่มีจำนวนมาก และยังพบว่าในรายละเอียดของผู้เสียภาษีจริงนั้น มีเพียง 6 หมื่นคนเท่านั้น ที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด 37%

"สะท้อนว่าประเทศไทยมีปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มคนรวยเพียง ไม่กี่คน และเพียงไม่กี่คนที่เลี้ยงคนทั้งประเทศเช่นกัน" นายสาธิตกล่าว

นายสาธิตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับการกระจายรายได้ของไทยยังอยู่ในอันดับแย่ของโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 50 ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังเป็นห่วงและพยายามหาแนวทางในการลดความเหลือม ล้ำผ่านนโยบายต่างๆ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการให้ได้ภายในปี 2560

ชาวบ้านโคกเขาดินปากทางขึ้นเขาใหญ่เฮทุกค่ำจับแมงอิ นูนทั้งเปิบเองทั้งขาย

Submitted by info on 06 มิ.ย. 2010

เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 6 มิ.ย. นายนิรันดร์ นะตาปา อายุ 39 ปี ประธานป่าชุมชนโคกเขาดิน หมู่ 10 ต.หนองแก้ว อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ได้นำผู้สื่อข่าวชมบรรยากาศชาวบ้านในหมู่บ้านและใกล้เคียงกว่า 50 คน :ซึ่งในทุกค่ำคืนหลังเลิกงานประจำได้พากันใช้ไฟฉายรัดหน้าผากเพื่อส่องหาแมง อินูน ที่ออกมาจับคู่ผสมพันธุ์โดยเกาะตามใบไม้มีให้ส่องหาชุกชุมในป่าชุมชนโคกเขา ดินปากทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลกในพื้นที่กว่า 500 ไร่

นายนิรันดร์ กล่าวว่า ในช่วงต้นฤดูฝนนี้ ที่ป่าชุมชนโคกเขาดิน จะมีชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเก็บหากินของจากป่าที่ชาวชุมชนที่ตั้ง อยู่ก่อนถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ปากทางเข้าสู่น้ำตกธารทิพย์ ในการช่วยกันดูแลรักษา มิให้ถูกบุกรุกทำลายผืนป่าแห่งนี้ ช่วงต้นฤดูฝน จะมีแมงอินูนป่า ที่เป็นแมงปีกแข็งสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารโดยการทอดให้สุก โดยนำขึ้นมาจากรูที่ขุดอยู่ตามใต้ดินมาหากินใบไม้ โดยแต่ละคนจะเก็บหาได้เกือบ 1 -2 กก.หรือมากกว่า ที่มักจะนำไปทอดและโรยเกลือป่นเป็นอาหาร หรือ ในส่วนที่เหลือก็นำไปขายเป็นรายได้ในราคา 120บาท/กก.

ประธานป่าชุมชนโคกเขาดิน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ชาวบ้านยังเก็บหาเห็ดระโงก ที่มีชุกชุมในป่าบริเณเดียวกันนี้ด้วย โดยเห็ดดังกล่าวมีลักษณะเหมือนเห็ดโคนออกปีละครั้งต้นหน้าฝน โดยชาวบ้านจะนำไปรับประทานเป็นอาหารหรือจำหน่ายในราคาตั้งแต่ 80-100บาท/กก. ที่เป็นวิถีชุมชนในการพึ่งพาป่าแห่งนี้ของชาวบ้าน

อีสานครองแชมป์ทำเกษตร เนื้อที่ปลูกข้าวลด ยางพาราเพิ่ม

Submitted by info on 02 มิ.ย. 2010

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำการสำรวจเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรเพื่อใช้ประโยชน์เป็น แนวทางในการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2551 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่ 4 ของการสำรวจ

• อีสานครองแชมป์เรื่องทำเกษตร ผู้ถือครองที่ดินทำเกษตรเพิ่ม

สำนัก งานสถิติแห่งชาติพบว่า จากการสำรวจประเทศไทยมีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น 5.8 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ถือครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี จำนวน 2.7 ล้านราย (ร้อยละ 46.6) รองลงมาคือ ภาคเหนือมีจำนวน 1.3 ล้านราย (ร้อยละ 23.0) สำหรับภาคใต้มีจำนวน 9.4 แสนราย (ร้อยละ 16.2) และภาคกลางมีผู้ถือครองน้อยที่สุดจำนวน 8.3 แสนราย (ร้อยละ 14.2)

ด้านการสำรวจเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 112.6 ล้านไร่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ในการถือครองเพื่อทำการเกษตรมากที่สุด คือ 53.1ล้านไร่ (ร้อยละ 47.1) รองลงมาคือภาคเหนือ 25.8 ล้านไร่ (ร้อยละ 22.9) สำหรับภาคกลางมี 19.1 ล้านไร่ (ร้อยละ 17.0) และภาคใต้มีเนื้อที่ถือครองน้อยที่สุดคือ 14.6 ล้านไร่ (ร้อยละ 13.0)

• เนื้อที่ขนาดเล็กคนเล็งทำเกษตรเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

อีกหลายประเภทที่มีผลให้ภาษีรายได้ของไทยไม่เป็นธรรม

Submitted by info on 26 พ.ค. 2010

วามเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้
ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ความเหลื่อมล้ำได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่นำ ไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แม้หลายฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนั้น มีเหตุผลมาจากความไม่ลงตัวทางการเมือง หรือเหตุอื่นกันแน่ แต่เราต้องยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำนั้นมีจริงในสังคมไทย และมีมานานแล้ว

ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็น ถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม การสำรวจโดยหน่วยงานของรัฐในปี 2552 พบว่า ร้อยละ 40 ของคนกรุงเทพและร้อยละ 36 ของคนอีสาน มีความเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ ในภาพรวม ร้อยละ 32 ของคนทั้งประเทศเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับ ไม่ได้ และร้อยละ 47 ของคนทั้งประเทศเห็นว่าช่องว่างสูงมากแต่ยังพอรับได้ เรียกได้ว่า เกือบร้อยละ 80 ของคนไทยยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำของรายได้

ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดจากการขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดทรัพยากร หรือธรรมชาติไม่เข้าข้าง โดยคนไทยร้อยละ 42 บอกว่า คนจนนั้นจนเพราะเกิดมาจน ร้อยละ 57 บอกว่าคนรวยนั้นรวยเพราะเกิดมารวย นั่นคือ เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เข้าข้าง หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน

ถ้าคนไทยเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเกิดเพราะเหตุธรรมชาติไม่เข้าข้างหรือ กรรมเก่า ถ้าเช่นนั้นจะมาใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมจาก รัฐไปใยเล่า ต้องตอบว่า เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมนั่นเอง

ก.คลัง ใช้มาตรการภาษี ล่อใจต่างชาติตั้งสำนักงานในไทย ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 15 ปี

Submitted by info on 24 พ.ค. 2010

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ว่า กระทรวงการคลังได้ออกประกาศมาตรการภาษีเกี่ยวกับการตั้งสำนักงานปฏิบัติการ ภูมิภาคในไทย (ROH) ใหม่ โดยจะยกเว้นการเสียภาษีนิติบุคคลที่เป็นกำไรจากรายรับจากต่างประเทศจากเดิม ที่เสียในอัตรา 10% และกำไรจากรายรับในประเทศจะลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 10% จากเดิม 30% เป็นเวลา 15 ปี โดยไม่ต้องคำนึงว่า ROH จะต้องมีรายได้จากต่างประเทศเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันยังขยายเวลาการให้สิทธิพิเศษสำหรับต่างชาติที่จะมาทำงานใน ROH เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 15% เป็นเวลา 8 ปีจากเดิม 4 ปี แต่ต้องเข้าเงื่อนไขว่า ROH ต้องมีรายได้จากต่างประเทศเกิน 50%

นายประดิษฐ์กล่าวต่อว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 และเป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้กับต่างชาติที่จะเข้ามาตั้ง ROH ในไทยที่ถือว่าเป็นแพ็คเกจที่จูงใจมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่ส่วนใหญ่จะให้เวลาเพียง 10 ปีและในอัตราภาษีที่สูงกว่ามาก และยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่จะทำให้ง่ายขึ้น ด้วยการผ่อนปรนให้บริษัททยอยตั้งบริษัทในเครือหรือสาขาต่างประเทศ 3 แห่งภายใน 5 ปี และยังลดขั้นตอนการทำงานของระบบราชการให้เร็วขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุญาตให้โอน กู้ หรือยืมเงินสำหรับธุรกิจในเครือเป็นเงินตราต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินบาท ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

"ซีพี"โกยกำไรเละ 3.2พันล้าน โตกระฉูด 318% กิจการทั้งในและตปท.ดีสุดสุด!

Submitted by info on 12 พ.ค. 2010

นางสาวพัชรา ชาติบัญชาชัย เลขานุการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส1/2553 ว่า กำไรสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 มีจำนวน 3,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 318 โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นทั้งกิจการในประเทศไทยอันเป็น ผลมาจากประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน ซึ่งดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องและกิจการในต่างประเทศโดยเฉพาะกิจการของ บริษัทย่อยในประเทศตุรกี อินเดีย และมาเลเซีย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 18 เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 15 ของงวดเดียวกันของปี 2552

นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอันเนื่องมาจากประสิทธิภาพในการบริหารด้านการเงิน ทําให้อัตรากําไรสุทธิของไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 7เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 ของงวดเดียวกันของปี 2552

65โครงการมาบตาพุดทำสูญ6แสนลบ.

Submitted by info on 19 ธ.ค. 2009

กระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงานสรุปผลเสียหาย 65 โครงการมาบตาพุด 6 แสนล้านบาท

นาย วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมกันแถลงข่าวผลการจัดทำข้อสรุปผลกระทบจากการที่ศาลปกครองกลางสั่งระงับ 65 โครงการลงทุนในมาบตาพุดว่า กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กอน.) และสำนักอุตสาหกรรมจังหวัด ได้ประชุมร่วมกัน เพื่อจัดทำผลกระทบจากการสั่งระงับ 65 โครงการ ใน 3 ประเด็น ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)

สำหรับ 3 ประเด็น ได้แก่ สถานภาพของ 65 โครงการ ผลกระทบจากการระงับโครงการ และมาตรการเยียวยาและปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น คาดว่าการจัดทำรายละเอียดทั้งหมดจะเสร็จในช่วงดึกของคืนวันที่ 19 ธ.ค.นี้ และจะนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานพิจารณาและลงนาม เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการประชุมวันที่ 22 ธ.ค.จะถึงนี้ และหากได้รับแนวทางในการดำเนินการตามที่ ครม.เห็นชอบแล้ว ก็จะนำกลับจัดทำรายละเอียดต่อไป

ส่วนผลกระทบจากการที่ศาลปกครองกลางสั่งระงับ 65 โครงการ มีผลกระทบเป็นวงเงินรวม 600,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบจากโครงการลงทุนไม่ได้เดินหน้าโครงการประมาณ 200,000 ล้านบาท และผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมที่ ถูกระงับโครงการอีก 400,000 ล้านบาท ส่วนผลกระทบด้านแรงงานที่ทำงานมีผลกระทบรวม 23,000 คน ซึ่งจะได้มีการหารือกับกระทรวงแรงงาน นายวิฑูรย์ กล่าว

หาแหล่งก๊าซรั่ว"มาบตาพุด"ไม่เจอ ตรวจซ้ำ"ปุ๋ยแห่งชาติ-บ่อบำบัดน้ำเสีย"

Submitted by info on 16 ธ.ค. 2009

มติชน 15 ธ.ค. 52 - ก๊าซ "มาบตาพุด" รั่วเป็นปริศนา จนท.ตรวจทั้งนอก-ในนิคมฯไม่พบสิ่งผิดปกติ ให้กนอ.จัดชุดร่วมกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสากรรม ตำรวจ ตัวแทนชาวบ้านตรวจซ้ำโรงปุ๋ยแห่งชาติ บ่อบำบัดน้ำเสีย สงสัยเป็นต้นเหตุให้เกิดกลิ่น

นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ประชุมร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (รอง ผบช.ภ.2) พล.ต.ต.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ระยอง นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อหารือผลการตรวจสอบกลิ่นก๊าซที่รั่วไหลใกล้โรงไฟฟ้าโกลว์ ถนนไอ 5 นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านมีอาการเจ็บป่วย รวม 6 คน โดยประชุมที่ห้องประชุม กนอ.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่าก๊าซรั่วจากที่ใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมดังกล่าวใช้เวลา 2 ชั่วโมง โดยปิดห้องประชุมไม่ให้สื่อมวลชนเข้าฟัง ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่ชุดตรวจกลิ่นก๊าซ เป็นผู้รายงานผลการตรวจสอบโรงงาน ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนอกเขตนิคมฯ รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง

นายสยุมพรแถลงถึงผลการประชุมว่า เจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบโรงงานที่อยู่ในนิคมฯ และชุดตรวจสอบของอุตสาหกรรม จ.ระยอง ที่ตรวจโรงงานนอกนิคมฯ ผลการตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 17 โรง เป็นการตรวจสอบระบบการทำงานในวันเกิดเหตุก๊าซรั่วไหลว่ามีการทำงานระบบเผา ทิ้ง ระบบน้ำเสีย จุดเก็บสารเคมี และการซ่อมบำรุง ปรากฏว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ

ประชาสังคมไทยพบ"สุวิทย์" ที่โคเปนฯย้ำไทยต้องมีจุดยืนชัดเจนเรื่องโลกร้อน

Submitted by info on 15 ธ.ค. 2009

มติชนออนไลน์ 15 ธ.ค. 52 - ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมและเครือข่ายชาวบ้านได้เข้าพบนายสุ วิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายศักดิ์สิทธิ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม เพื่อเสนอย้ำถึงข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่ได้เสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีว นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2552 เรื่องจุดยืนและท่าทีของรัฐบาลไทยในการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 ซึ่งกำลังประชุมอยู่ในระหว่างนี้ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาที่จะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนในเรื่องการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ ที่จะเกี่ยวพันไปถึงสิทธิของชุมชนกับการใช้ประโยชน์จากป่า การลดการปล่อยก๊าซในภาคเกษตร และทิศทางการพัฒนาพลังงานและอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ชำแหละร่างพ.ร.บ.แร่ เอื้อทุนบุกป่า...กินใช้กันแค่ชั่วอายุคน

Submitted by info on 14 ธ.ค. 2009

มติชน 13 ธ.ค. 52 - คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแร่ พ.ศ..... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งสาระสำคัญหลายประการสร้างความกังวลใจให้กับเครือข่ายภาคประชาชนเพราะ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ได้รับสัมปทาน ดังนี้

แร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมือง

การ บัญญัติให้ผู้ถือประทานบัตรได้สิทธิในแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำ เหมืองโดยอัตโนมัติ ตามมาตรา 34 (1) ที่ระบุว่า "ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิในแร่ที่ระบุในประทานบัตรและแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอย ได้จากการทำเหมือง" อาจทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพยากรแร่อันเป็นสมบัติของประเทศชาติ และประชาชนอย่างสะดวก ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและประชาชน อย่างเช่น การทำเหมืองแร่ทองคำ หากพบแร่เงิน เหล็ก และอื่นๆ ก็ถือเสียว่าแร่นั้นๆ เป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่ทองคำ ทั้งที่ควรจะต้องมีการศึกษาผลกระทบ การขออนุญาต และการเสียค่าภาคหลวงแร่แยกเฉพาะต่างหาก

Syndicate content