กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ทส.หวั่นน้ำมันรั่วกระทบระบบนิเวศน์ทะเล

Submitted by info on 04 ก.ย. 2010

ผอ.สถาบันวิจัยฯทส.วิตกน้ำมันดีเซลขนาด 4หมื่นลิตรคว่ำห่างจากเกาะราชาใหญ่ประมาณ 3ไมล์ทะเลกระทบหอยมือเสือ-ปะการัง

นายวรรณเกียรติ ทับทิมแสง ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้รับรายงานกรณีเรือบรรทุกน้ำมันดีเซลขนาด 4 หมื่นลิตรคว่ำห่างจากเกาะราชาใหญ่ประมาณ 3 ไมล์ทะเลแล้วแต่เนื่องจากมีคลื่นลมแรงมากทำให้การเข้าไปในจุดที่เรือล่มยัง เข้าไปไม่ได้ แต่ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมลงพื้นที่ทันทีที่คลื่นลมสงบ เนื่องจากต้องเข้าไปเก็บสภาพน้ำและประเมินทิศทางการรั่วไหลของน้ำมันว่า กระทบกับสิ่งแวดล้อมทางทะเลในวงกว้างหรือไม่

"บริเวณที่เรือน้ำมันล่ม อยู่ใกล้กับแนวปะการังที่สมบูรณ์รวมทั้งยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยมือเสือ ขนาดใหญ่ของกรมทรัพยากรทางทะเลฯ ซึ่งได้นำไปปล่อยไว้ 3 - 4 ปีแล้ว จึงเป็นห่วงว่าหากคลื่นลมพัดไปยังจุดที่มีแปลงหอยมือเสือและแนวปะการัง สารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันจะทำให้หอยมือเสือ ได้รับผลกระทบเจริญเติบโตช้าหรือตายได้ "

นายวรรณเกียรติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามถือว่ายังโชคดีที่เป็นแค่น้ำมันดีเซล ซึ่งถ้าเป็นน้ำมันดิบจะมีความหนืดมากกว่า และทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มาก เพราะน้ำมันดิบจะมีคราบที่สามารถพัดเข้าสู่ฝั่งและเก็บกู้ได้ยากกว่า ส่วนน้ำมันดีเซล อาจจะระเหยได้บางส่วนและไม่มีคราบน้ำมันปนเปื้อนบนผิวทะเล

สธ.เล็งขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้าน 1หมื่นคน

Submitted by info on 02 ก.ย. 2010

รมว.สาธารณสุข ตั้งเป้าปี54 สอบขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้านจาก47,000คน ให้ได้ก่อน1หมื่นคน หนุนนำสมุนไพรไทยผลิตควบคู่ใช้แผนปัจจุบัน สู่"เมดิคัลฮับ"

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 “หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก” จัดระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2553 โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับภาคีเครือข่าย 13 หน่วยงาน

นายจุรินทร์ กล่าว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายเน้นให้ความสำคัญกับนำสมุนไพรและสนับสนุนการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก มาใช้ในระบบการดูแลสุขภาพ หากนำสมุนไพรไทยมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ให้ใช้มากขึ้นและเผยแพร่ไปทั่วโลก ไทยจะสามารถเดินหน้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพในภูมิภาคได้ ตามนโยบายเมดิคอลฮับ(Medical Hub)

ขณะนี้ สนับสนุนให้แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นอาหารเสริมสุขภาพ และนำมาใช้เป็นยาควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน โดยมียาสมุนไพรไทย 19 รายการใช้รักษาประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน และขณะนี้ได้เสนอให้กรมบัญชีกลางพิจารณาเพิ่มเติมอีก 644 รายการ เพื่อให้มีการใช้ยาสมุนไพรไทยควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันกว้างขวางมากขึ้น และ สปสช.ได้สนับสนุนงบประมาณด้านการแพทย์แผนไทยเพิ่มจากหัวละ 2 บาทเป็นหัวละ 6 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจะเริ่มในปี 2554 เป็นต้นไป

นายกฯระบุประกาศ11กิจการรุนแรงอยู่บน'ความพอดี'

Submitted by info on 31 ส.ค. 2010

นายกฯระบุประกาศ'11กิจการรุนแรง' มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจาฯ รับไม่ตรงกับข้อเสนอคกก.4ฝ่าย แต่ให้ตรงความคิดเห็นทุกฝ่ายไม่ได้

สมัครงานกับ ไทยน้ำทิพย์เปิดรับหลากหลายตำแหน่งวันนี้ สมัครฟรีและรับหนังสือคู่มือหางานwww.jobstreet.com

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงความคืบหน้าในการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการต้องห้ามในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นของการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไปตามขั้นตอนปกติเมื่อกฤษฎีกาตรวจถ้อยคำและรูปแบบเรียบร้อยเสร็จก็จะ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้

ส่วนกรณีที่มีเอ็นจีโอออกมาคัดค้านกับ 11 กิจการเพราะไม่ตรงกับมีการเสนอเข้าไปในคณะกรรมการสี่ฝ่าย นายกฯ กล่าวว่าถึงแม้ตรงกับกรรมการสี่ฝ่ายเสนอก็มีคนคัดค้าน ซึ่งมันคงไม่สามารถที่จะให้ตรงกับความคิดเห็นของทุกฝ่ายได้ แต่ว่ายืนยันว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้นำสิ่งที่เป็นความตั้งใจของ กรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน

“ยกตัวอย่างว่าปัญหาของเตาเผาขยะติดเชื้อ ปัญหาของสูบน้ำเกลือใต้ดิน ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย เพียงแต่ที่เราไม่ประกาศเพราะบอกว่าตอนนี้มันไม่มีประโยชน์ที่จะประกาศอย่าง กรณีสูบน้ำเกลือใต้ดิน เพราะว่าเราได้ห้ามแล้ว ถ้าไปประกาศก็จะหมายความว่าอาจจะทำได้ แต่นี่เราไม่ประกาศแพราะว่าเราห้ามแล้วไม่ให้ทำแล้ว เพราฉะนั้นจะไปบอกว่ามันไม่ตรงแล้วแปลว่าขัดกันก็ไม่ใช่ เจตนาน่าจะตรงกัน เราเข้มกว่าอีก เราบอกว่าไม่ให้ทำแล้ว ถ้าไปประกาศก็ยังมีโอกาสมายื่นขอทำ นี่เป็นตัวอย่างว่าทำไมถึงไม่ตรงกัน”นายกฯ กล่าว

รัฐบาลวางเป้าปี65ใช้พลังงานทดแทน20%

Submitted by info on 31 ส.ค. 2010

"อภิสิทธิ์"ตั้งเป้าปี 2565ไทยใช้พลังงานทดแทน 20 %เป็นทางเลือกรองรับการใช้พลังงานมีความมั่นคงในอนาคต

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายด้านพลังงานและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ทางด้านพลังงานของประเทศเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะด้านการจัดหา การพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทต่างๆ การใช้พลังงานอย่างสมดุล และการใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล พลังงานขยะ และสนับสนุนการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในการใช้ประโยชน์ของพลังงาน นิวเคลียร์ ซึ่งพลังงานเหล่านี้จะเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับประเทศไทยที่จะทำให้รองรับ การใช้พลังงานในอนาคตได้อย่างเพียงพอ มีความมั่นคงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

การใช้และการผลิตพลังงานทดทนที่ไม่มีวันหมดสามารถทำให้ประเทศของเราลดการ พึ่งพากรนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ทำให้สามารถพัฒนาและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนในสัดส่วนร้อยละ20 ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศภายในปีพ.ศ. 2565

ส่วนการส่งเสริมการใช้พลังงานอยางประหยัดและมีประสิทธิภาพก็เป็นนโยบาย สำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะ สม มีเสถียรภาพและเป็นธรรมต่อประชาชน อย่างไรก็ตามการให้ความสำคัญในเรื่องของผลกระทบของพลังงานต่อสิ่งแวดล้อม หรือการบรรเทาปัญหาโรคร้อน เป็นต้น

บีโอไอนำร่องหนุน5กิจการลงทุนต่างแดน

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

"ชัยวุฒิ" ชงบอร์ดบีโอไอออกมาตรการภาษี หนุนผู้ประกอบการลงทุนต่างแดน เตรียมนำร่อง 5 กิจการที่ไทยเชี่ยวชาญ เล็งตลาดเอเชีย แอฟริกา

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนไทยไปต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 13 ก.ย. นี้ เพื่อพิจารณาให้สำนักงานบีโอไอเป็นหน่วยงานประสานงานส่งเสริมลงทุนในต่างประเทศ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์

ภูมิภาคเป้าหมายที่ผู้ประกอบการมีโอกาสไปลงทุน ได้แก่ อาเซียน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง จีน และ แอฟริกา เบื้องต้นจะส่งเสริมลงทุนในกิจการที่ผู้ประกอบการไทยเชี่ยวชาญ 5 กิจการ คือ 1.เกษตรและเกษตรแปรรูป 2.สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 3.ชิ้นส่วนยานยนต์ 4.ท่องเที่ยวและบริการ 5.ก่อสร้าง ที่ปรึกษาวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม

"จะเสนอที่ประชุมบอร์ดบีโอไอให้ กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการภาษีส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งหามาตรการทางการเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง คาดว่าจะใช้เวลา 6 เดือน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ไปลงทุนต่างประเทศจะมีปัญหาเสียภาษีซ้ำซ้อน กรณีนำกำไรกลับประเทศ "

ส.ว.จี้ให้กก.4ฝ่าย ยืน18โครงการมาบตาพุด

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

ส.ว.เผยให้คณะกรรมการ4ฝ่าย ยืน18โครงการมาบตาพุดที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรง หวั่นเอาโครงการออกเท่ากับปลดล็อคที่ศาลปกครองสั่งระงับ

รัฐสภา-การประชุมวุฒิสภาที่มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ได้หารือต่อที่ประชุมว่าจากกรณีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เป็นประธาน ได้เห็นชอบกับคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานได้มีมติให้ 11 โครงการมาบตาพุดจาก 18 โครงการ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการต่อไป ซึ่งจะทำให้18โครงการที่จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนถูกผลักออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบ้านเมือง

โดยนัยยะสำคัญการเอาโครงการออกเท่ากับเอื้อต่อการปลดล็อคให้ 76โครงการที่ศาลปกครองสั่งระงับโครงการเป็นการชั่วคราวใช่หรือไม่ เพราะในนี้จะมีโรงแยกแก๊สโรงที่ 6 ซึ่งจะถูกปลดล็อคด้วย รวมทั้งโครงการของรัฐมนตรีท่านหนึ่ง คือโครงการวอเตอร์กริด งบประมาณ 2แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการในอนาคต ซึ่งใน 7โครงการคือชลประทาน ผันน้ำจะครอบคลุมตรงนี้ด้วย ซึ่งหมายความว่าไปเอื้อประโยชน์ให้ด้วย ซึ่งเป็นเมกกะโปรเจ็คที่เกิดขึ้นได้ยาก ถ้าเกิดขึ้นก็จะล้มเหลว เหมือนที่เคยทำมาในอดีต

"ผมอยากให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้พิจารณาและทำประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้ง 4 ภาค และมีการโต้เถียงทางวิชาการกันอย่างเข้มข้น อยากเรียกร้องให้พิจารณา และยืน18โครงการที่มีความรุนแรง"

'อานันท์'เสนอแก้ที่ดินทำกิน ภารกิจแรกปฏิรูป

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

"อานันท์"ชูภารกิจแรกปฎิรูปคือแก้ปัญหาที่ดินทำกิน จี้รัฐจริงใจรับข้อเสนอกรรมการปฏิรูป อย่าเหมือน"ทักษิณ"ทำเสร็จแล้วเอาขึ้นหิ้ง

นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป แถลงข่าวว่าหลังจากที่คณะกรรมการประชุมกันมา 12 ครั้ง สามารถกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูป 3 ประการประกอบด้วย 1 .เป็นชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกันในฐานะความเป็นมนุษย์ มีส่วนร่วมทางสังคม มีสำนึกต่อประโยชน์ของส่วนรวม และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนในทางกาย ใจ ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณ 2 .เป็นชีวิตที่สงบสุขตามวิถีวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ ปราศจากภัยคุกคามจากผู้อื่นหรือการคุกคามซึ่งกันและกัน ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาวะ 3 .เป็นชีวิตที่มีหลักประกันในด้านเงื่อนไขการครองชีพและมีกลไกคุ้มครองทาง สังคม ประเด็นสำคัญที่การปฏิรูปควรจัดการแก้ไขคือความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจและ สังคม ความเป็นธรรมด้านที่ดินและทรัพยากร ความเป็นธรรมด้านโอกาส ความเป็นธรรมด้านสิทธิ และความเป็นธรรมด้านอำนาจต่อรอง

'ชัยวุฒิ' สั่งเดินหน้าเหมืองโปแตชอาเซียน

Submitted by info on 27 ส.ค. 2010

"ชัยวุฒิ"สั่งกพร.เร่งโครงการเหมืองโปแตชอาเซียน หวังเกิดประโยชน์กับเกษตรกร ระบุชุมชนมีสิทธิร้องเหมืองโปแตชชัยภูมิ อุดร เข้าข่ายกิจการรุนแรง

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ว่า ได้สั่งการให้ กพร.เร่งดำเนินการแก้ปัญหาการลงทุนเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ที่ จ.ชัยภูมิ ซึ่งการนำแร่โปแตชขึ้นมาใช้จะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรในการผลิตปุ๋ย ที่สำคัญต้องการให้ กพร.มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและป้องกันไม่ให้เกิดการสวมสิทธิเหมืองแร่

นายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ อธิบดี กรพ. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าโครงการเหมืองแร่โปแตช จะเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ โดยต้องรอประกาศกิจการรุนแรง จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อน แต่ถึงไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรงตามประกาศ ก็มีสิทธิเป็นกิจการรุนแรงได้จากการที่ชุมชนร้องเรียนต่อคณะอนุกรรมการวินิจ ฉัย เพื่อพิจารณาว่าเป็นกิจการรุนแรงหรือไม่

อลงกรณ์เล็งตั้งอรัญฯเขตศก.พิเศษไทย-เขมร

Submitted by info on 27 ส.ค. 2010

"อลงกรณ์" บุกสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์กัมพูชา เวียดนาม ดันตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ อรัญประเทศ หนุนค้าชายแดนเติบโต

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีการนำคณะผู้แทนโลจิสติกส์สัญจรไปเยือนกรุงนพนมเปญ ประเทศกัมพูชาและนครโฮจิมินห์ ซิตี้ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2553 เพื่อสำรวจเส้นทางและวางจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถดำเนินการผลักดันให้ เกิดการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการขยายการค้าและธุรกิจบริการ ด้านโลจิสติกส์ของไทยสู่สากล

โดย ในการเดินทางสำรวจเส้นทางครั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคในการ ขนส่ง เช่น ถนน ระบบการขนส่ง คลังสินค้า นิคมอุตสาหกรรม ด่านชายแดน พิธีการด้านศุลกากร พร้อมทั้งรับทราบปัญหาและจัดหาแนวทางการแก้ไขผลักดันเพ่อให้เกิดการพัฒนา และเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งต้องเร่งพัฒนาให้ทันกับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC) ในปี 2558 พร้อมกันนั้นยังได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการ หรือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา ประเด็นหลักในการหารือ คือ แนวทางการขยายการค้าและการลงทุน และท่องเที่ยวของไทยและทั้งสองประเทศ

นายอลงกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ในโอกาสนี้จะเดินทางไปสำรวจพื้นที่เพื่อเสนอให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ พิเศษ บ้านโนน-บ้านหนองใหญ่ อ.วัฒนานคร เขตเศรษฐกิจพิเศษ บ้านไร่ อ.อรัญประเทศ เป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

พาณิชย์ผวาการเมืองป่วนฉุดเอฟทีเอไทย-อียู

Submitted by info on 27 ส.ค. 2010

"พาณิชย์" หวั่นการเมืองป่วนฉุดไทยตกขบวนเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ผวามาเลเซียแซงหน้า ระบุกระบวนการผ่านความเห็นชอบจากครม.และรัฐสภาไม่ทันสิ้นปีนี้

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระบวนการจัดทำกรอบเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เดินหน้าไปตามกำหนดเวลาเพื่อให้เสร็จสิ้น และผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 190 เพื่อทันการเปิดเจรจากับอียูได้ภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้การพิจารณาเรื่องดังกล่าวจาก ครม.และรัฐสภาล่าช้าออกไป จนไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจทำให้ไทยไม่สามารถเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูได้ เพราะอียูได้ระบุชัดก่อนหน้านี้แล้วว่า อียูมีความสามารถเปิดเจรจา (Man power) เอฟทีเอกับ 3 ประเทศ เท่านั้น

โดยขณะนี้อียูได้ ตกลงเปิดเจรจาเอฟทีเอกับสิงคโปร์และเวียดนามแล้ว หากเป็นเช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งคือเวียดนามและมาเลเซียในการส่ง สินค้าไปตลาดอียู ซึ่งมีสัดส่วนในการส่งออกทั้งหมด 10% มูลค่าเฉลี่ยต่อปี 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

“ตอนนี้ก็เหลือไทย และมาเลเซีย ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาภายในประเทศว่า จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูหรือไม่ ในส่วนไทยตามแผนจะให้คำตอบอียูได้ ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนมาเลเซียจะใช้เวลาใกล้เคียงกัน แต่ถ้าพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้แล้ว หากการเปิดประชุมสภาพิจารณาเรื่องนี้ไม่ทันก็อาจทำให้ไทยให้คำตอบอียูช้าและไม่ได้เป็นหนึ่งใน 3 ประเทศที่อียูสามารถเจรจาเอฟทีเอด้วย” นางนันทวัลย์ กล่าว

Syndicate content