แนวหน้า

จี้ประกาศรังสิตเขตส่งเสริมปาล์ม

Submitted by info on 09 ก.ย. 2010

ยันพื้นที่มีศักยภาพ-ผลผลิต4.4ตัน/ไร่ เตือนชักช้ากลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เผยว่า ได้ดินทางเข้าพบ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือขอให้ประกาศพื้นที่ปลูกปาล์มทุ่งรังสิตเป็นเขตส่งเสริมปลูก ปาล์มน้ำมันสานต่อสู่การผลิตเป็นพลังงานทดแทน เนื่องจากสมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากชมรมผู้ปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิต ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกรณีที่พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ประกาศเป็นเขตส่ง เสริมการปลูกปาล์มน้ำมันของกระทรวงเกษตรฯ เป็นเหตุให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิตเสียโอกาสที่ควร ได้รับจากภาครัฐ ทั้งเรื่องเงินทุน การประกันราคาขั้นต่ำ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็พบว่า ทุ่งรังสิตเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีระบบชลประทานที่พร้อมรองรับ โดยปัจจุบันต้นปาล์มที่ทุ่งรังสิตซึ่งอายุ 5 ปีให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.4 ตัน/ไร่/ปี ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยปาล์มของประเทศไทยอยู่ที่ 2.7 ตัน/ไร่เท่านั้น

มะพร้าวสมุยใกล้สูญพันธุ์ เกษตรฯชี้หายปีละ2หมื่นต้นอีก10ปีหมดเกาะ-เร่งรณรงค์ปลูกด่วน

Submitted by info on 09 ก.ย. 2010

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตมะพร้าวของไทย มีแนวโน้มลดลงทั่วประเทศมีเหลือพื้นที่ปลูกประมาณ 1.53 ล้านไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 1.48 ล้านตัน โดยผลผลิตส่วนใหญ่ใช้ภายในประเทศ ซึ่งตลาดมีความต้องการสูงโดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิน้ำหอม ขณะที่ปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่ เพิ่มสูงขึ้น

โดยเฉพาะพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีมะพร้าวเป็นสัญลักษณ์ของเกาะจนได้รับขนานนามว่า Coconut island มีพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่พบว่ามีพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งหมด 84,310 ไร่ ลดลงโดยประมาณปีละ 20,000 ต้น คิดเป็นประมาณ 800 ไร่ต่อปี ซึ่งคาดว่า อีก 10 ปีข้างหน้ามะพร้าวอาจจะไม่เหลือให้ลูกหลานได้พบเห็น เนื่องจากราคาของผลผลิตมะพร้าวตกต่ำ เกษตรกรไม่มีการขยายพื้นที่ปลูก และมีการปลูกพืชนิดอื่นทดแทน นอกจากนี้ยังพบการระบาดแมลงศัตรูพืชที่มาจากภายนอก เช่นแมลงดำหนาม หนอนหัวดำมะพร้าว ด้วงงวง ด้วงแรด ก็มีส่วนทำให้มะพร้าวเกาะสมุยลดลง โดยแต่ละปีเฉลี่ยคิดเป็นพื้นที่การระบาดประมาณ 5,980ไร่

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงร่วมกับเทศบาลเมืองเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยสำนักงาน ตลอดจนองค์กรภาคีทุกภาคส่วน ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ร่วมกันจัดงาน "โครงการ 1 ล้านกล้า ถวายพ่อ" จัดกิจกรรมปลูกมะพร้าว 99,999 ต้น ขึ้นที่เกาะสมุย ในวันที่ 18 กันยายน โดยศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล จะรวบรวมสายพันธุ์มะพร้าวพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งมีต้นจะสูงใหญ่เหมาะแก่การปลูกบริเวณริมชายหาด มาแจกจ่ายให้นำไปปลูกในครั้งนี้

บาทแข็งทำส่งออกอ่วม หวั่นแตะระดับ30บาทสูญรายได้กว่า2แสนล. กลุ่มอาหาร-เกษตรย่ำแย่

Submitted by info on 09 ก.ย. 2010

บิ๊กซีพีชี้ปัญหาบาทแข็งบั่นทอนศักยภาพส่งออก หากขยับแตะ30 บาทต่อดอลล่าร์เมื่อไหร่ ส่งออกจะสูญรายได้กว่า 2 แสนล้าน กลุ่มธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตรเจอหนักสุด แนะรัฐหันมาเน้นการทำตลาดในประเทศ ลดผลกระทบความผันผวนค่าเงิน

นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณท์หรือซีพีเปิดเผยว่า จากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกซึ่งเป็น รายได้หลักของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการเกษตรและอาหารที่ส่วนใหญ่ 80%ใช้วัตถุดิบในประเทศ ปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 8 แสนล้านบาทจากมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งสิ้น 5.5 ล้านล้านบาท

โดยซีพีคาดว่าหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะ 30 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 2 แสนล้านบาทแบ่งเป็นการสูญรายได้จากธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาทและหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะ 29 บาทต่อดอลล่าร์ในปี2554 มูลค่าการส่งออกสินค้า อาหาร และเกษตรจะสูญถึง 5 หมื่นล้านบาท

ปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบมากกับกลุ่มผู้ประกอบการส่งออกขนาดเล็ก เนื่องจากไม่มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลด้านกำไร อาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคต ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ยอดการส่งออกเติบโตเพียง 20-22 %ไม่เป็นไปตามสภาพัฒน์ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 25 %ตลอดทั้งปี

ดีเดย์ต้นปีใช้"สมุดทะเบียนเกษตรกร" วางระบบฐานข้อมูลครัวเรือน นำร่อง6จังหวัด6,000หมู่บ้าน

Submitted by info on 08 ก.ย. 2010

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมรับสนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดทำ "สมุดทะเบียนเกษตรกร" เพื่อให้เกษตรกรมีข้อมูลเป็นของตนเอง และนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการวางแผนการจัดการฟาร์ม การขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐในกรณีเกิดภัยพิบัติ อาทิ ดินถล่ม น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคแมลง ตลอดจนการเข้าร่วมโครงการตามนโยบายของรัฐต่างๆ ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ส่วนราชการยังสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ถึงระดับชาติ รวมทั้งยังจะมีข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐในการส่งเสริมโครงการต่างๆ

"จากการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรที่ผ่านมา พบปัญหาอุปสรรคสำคัญ คือ ข้อมูลต่างๆ ของเกษตรกร ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่บ้าง ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตร จึงดำเนินการจัดทำสมุดทะเบียนเกษตรกรขึ้น โดยมีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกร ชื่อ-สกุล เลข 13 หลัก ที่อยู่ รหัสประจำบ้าน สมาชิกในครัวเรือน ซึ่งแสดงข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนั้น ยังมีการระบุจำนวนเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรของตนเอง ประเภทของการประกอบกิจกรรมทางการเกษตร พืช สัตว์ ประมง การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ การรับความช่วยเหลือเมื่อได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะมีการร่วมกันบันทึกข้อมูลเบื้องต้นครั้งแรก โดยเกษตรตำบล เกษตรหมู่บ้าน และเกษตรกร โดยจะมีการบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลง และตรวจสอบข้อมูลปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ"นายอรรถกล่าว

ส่งออกข้าวไทยย่ำแย่ 8เดือนทำเงินหาย1.3หมื่นล.

Submitted by info on 07 ก.ย. 2010

การส่งออกข้าวในช่วง 8 เดือนแรกปี53 ทำได้แค่ 5.2 ล้านตันคิดเป็นเงินแสนล้านบาทลดลงจากปีก่อนกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่สถานการณ์ราคาข้าวกระเตื้อง หลังกระแสความต้องการในต่างประเทศ ดันราคาสูงขึ้น ตันละ 250 บาท แตะระดับ 13,400-15,500 บาทต่อตัน

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน(คน.)กระทรวงพาณิชย์แถลงสถานการณ์ข้าวเปลือกและข้าวสาร ในสัปดาห์นี้ อยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ความต้องการซื้อของตลาดต่างประเทศและการส่งมอบข้าวของผู้ส่งออกมี อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาวะราคา ณ วันที่ 3 กันยายน 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนแล้ว ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตันละ 13,400 - 15,500 บาท สูงขึ้นตันละ 250 บาท ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาวราคาตันละ 16,000 - 17,000 บาท สูงขึ้นตันละ200 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาตันละ 11,000 - 11,500 บาทสูงขึ้นตันละ 750 บาท สำหรับข้าวเปลือกเจ้า ราคาตันละ 8,000 - 8,800 บาท ลดลงตันละ 50 บาท ตามคุณภาพข้าวเปลือกที่มีความชื้นสูง ซึ่งราคาข้าวเปลือกยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากความต้องการของตลาดมีเพิ่มขึ้น

ส่วนราคาข้าวสาร ณ วันที่ 3 กันยายน 2553 เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนข้าวสารหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ราคากระสอบ (100 กก.)ละ 3,020 - 3,030 บาท สูงขึ้นกระสอบละ 20 บาท ข้าวปทุมธานีราคากระสอบละ 2,300 - 2,310 บาทสูงขึ้น 20 บาท ข้าวสารเหนียว 10% เมล็ดยาว ราคากระสอบละ 2,950- 2,960 บาท ราคาทรงตัว และข้าวขาว 5% ราคากระสอบละ 1,280 - 1,290 บาทลดลง 20 บาท

ราคา"ไข่ไก่"ส่อแววดิ่ง เหตุสั่งยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง ผู้เลี้ยงโอดขาดทุนจี้รัฐช่วย

Submitted by info on 03 ก.ย. 2010

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มอ่อนตัวลงแล้ว โดยมีราคาที่ฟองละ 2.60 บาท จากเดิมอยู่ที่ฟองละ 2.70 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง ตามมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์(EGG Broad) เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม ที่ผ่านมา และมีมติให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ เพื่อให้มีผลผลิตไข่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภาวะราคาราคาไข่ไก่ยังมีแนวโน้มที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยใกล้เคียงกับต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ที่ฟองละ 2.50 บาทแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อสภาพอากาศเย็นขึ้น ก็จะมีผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากแม่ไก่จะมีเปอร์เซนต์ไข่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาไข่ไก่อ่อนตัวลงอยู่แล้ว รวมทั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน และเทศกาลกินเจ ก็ยิ่งเป็นแรงผลักที่ส่งผลให้ราคาลดต่ำไปอีก เพราะเป็นช่วงที่มีการบริโภคไข่ไก่ลดลง

"แต่ในครั้งนี้ผลผลิตไข่ที่มีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการยืดอายุของแม่ไก่ยืนกรงด้วย ก็ยิ่งทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในท้องตลาดมีมากขึ้น ซึ่งทำให้ราคาไข่ไก่ลดต่ำลงอีก จึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้เลี้ยงอย่างจริงจังด้วย" นายมาโนช กล่าว

ผุดศูนย์ค้าส่งเอสเอ็มอี ใหญ่สุดในอาเซียน-อลงกรณ์คาด3เดือนชัดเจน

Submitted by info on 03 ก.ย. 2010

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน SME Thailand Expo 2010 เมื่อวันที่ 2 กันยายน ว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้จัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) สู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยรัฐบาลได้วาง 3 นโยบายเพื่อผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีให้เดินหน้าสู่ตลาดคู่แข่งได้ คือ 1.นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ 2.ส่งเสริมให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีศักยภาพ สำหรับการรุกและเปิดรับตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) และข้อตกลงการค้าเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่ไทยไปลงนามร่วมกับประเทศต่างๆ และ 3.ลดต้นทุนการประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะด้านการขนส่ง

ทั้งนี้ เพื่อหาทางลดต้นทุน อีกทั้งเปิดตลาดให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลจึงเตรียมสร้างศูนย์การค้าส่งสำหรับเอสเอ็มอีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยศึกษาต้นแบบมาจากศูนย์ค้าส่งรายใหญ่ของโลก เช่น ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) และจีน ซึ่งศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งค้าปลีก กระจายสินค้าจากไทย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไปสู่ตลาดทั่วโลก

"ในศูนย์นี้จะรวบรวมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ด้วยกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ส่วนสถานที่ตั้งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา 2-3 จังหวัด ซึ่งต้องมีการคมนาคมสะดวกต่อการขนส่งทั้งทางถนน สนามบิน และท่าเรือ โดยศูนย์นี้จะเป็นความร่วมมือโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน ส่วนรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเรื่องภาษี และมาตรฐานส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเห็นความชัดเจนทั้งหมดเป็นรูปธรรมได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า" รมช.พาณิชย์ กล่าว

เร่งดัน"หอมมะลิอินทรีย์"ส่งออก ตั้งเป้าขยาย3แสนไร่ทุ่งกุลา เกษตรฯมั่นใจผลตอบรับดี

Submitted by info on 02 ก.ย. 2010

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อการส่งออกระยะสอง พื้นที่เป้าหมาย 1.5 แสนไร่ ใน 5 จังหวัด คาดเกษตรกรตอบรับ หลังพบราคาพุ่งกว่า 1.7 หมื่นบาทต่อตัน สูงกว่าข้าวเปลือกทุกชนิด

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า คณะอนุกรรมการบริหารโครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อการส่งออกในทุ่งกุลา ร้องไห้ ระยะที่ 2 (ปี 2552 - 2556) มีมติเห็นชอบให้ขยายขอบเขตเป้าหมายข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพิ่มอีก 4 แสนไร่ ในช่วง 3 ปีที่เหลือ คือ ปี 2554-2556 ทั้งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการเริ่มต้นผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่เป้าหมาย 157,000 ไร่ แยกเป็นรายจังหวัด ได้แก่ 1.สุรินทร์ 90,000 ไร่ 2.ร้อยเอ็ด 40,000 ไร่ 3.ศรีสะเกษ 6,000 ไร่ 4.ยโสธร 9,000 ไร่ และ 5.มหาสารคาม 12,000 ไร่

ทั้งนี้เชื่อว่า โครงการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ จะได้รับความนิยมจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่ชัดเจน จากข้อมูลในปัจจุบันวันนี้ ปรากฏชัดเจนว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลาร้องไห้มีราคาสูงกว่าข้าวเปลือกทุก ชนิด มีราคาสูงถึง 17,000 บาทต่อตัน ในขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้มีราคา 14,400 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิทั่วไปมีราคาเพียง 13,232 บาทต่อตัน

"มาร์ค"เมินNGOต้าน ดันร่าง"11กิจการรุนแรง"

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

ให้ครม.พิจารณาอังคารนี้ หวังเดินหน้า"มาบตาพุด"

นายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุม ครม.วันที่ 31สิงหาคมนี้ จะพิจารณาร่างประกาศ 11 กิจการรุนแรงที่มีผลกระทบต่อชุมชน เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนใน "มาบตาพุด"ต่อ พร้อมติง"สมาคมต้านโลกร้อน" ไม่ควรเคลื่อนไหวกดดัน ยันรัฐบาลให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงกว่าหลายประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เมื่อวันที่29 สิงหาคมว่า ในการแก้ไขปัญหาการลงทุนใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาใน เรื่องของแผนเกี่ยวกับการป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นจากสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่มาบตาพุด พื้นที่จ.ระยอง เนื่องจากได้เกิดอุบัติเหตุอย่างน้อย 2-3 ครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลเห็นว่ายังมีจุดอ่อนในเรื่องของระบบการเตือนภัย ในเรื่องของการฝึกซ้อม ในเรื่องของการให้ข้อมูล และในเรื่องของการบริหารสถานการณ์จริง

ดังนั้นจึงได้มีการรวบรวมเอาข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชน จากพี่น้องในชุมชนมารวบรวม แล้วเสนอให้ คณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยในระดับชาติไปดำเนินการปรับปรุงแผน ก่อนนำเสนอ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

เร่งขึ้นทะเบียนประกันรายได้เกษตรกร กษ.เตือนข้อมูลเท็จถูกตัดสิทธิ แจงปี'52โอนแล้ว3.9ล้านครัว

Submitted by info on 27 ส.ค. 2010

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงผลการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ในปี 2552/53 ว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิดมาขึ้นทะเบียนประมาณ 4.4 ล้านครัวเรือน แต่ผ่านการประชาคม จำนวน 4,256,011 ครัวเรือน ประกอบด้วย 1.เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3,528,336 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 3,411,835 ครัวเรือน 2.เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 400,328 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 398,396 ครัวเรือน 3.เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 447,306 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 445,780 ครัวเรือน โดยมีการโอนเงินชดเชยรายได้ส่วนต่างจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 3,954,643 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 36,474,162,178 บาท

สำหรับ ความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ ปี 2553/54 จะใช้ฐานข้อมูลเดิมที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมา โดยตัดยอดข้อมูลวันที่ 24 สิงหาคม มีดังนี้ 1.เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3,775,923 ครัวเรือน ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 683,900 ครัวเรือน ผ่านการประชาคมแล้ว 30,580 ครัวเรือน 2. เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 428,832 ราย ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 226,950 ครัวเรือน ผ่านการประชาคม 25,305 ครัวเรือน 3.เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 504,336 ราย ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว 169,536 ครัวเรือน ผ่านการประชาคมแล้ว 16,433 ครัวเรือน

Syndicate content