เดลินิวส์

ดันไทยศูนย์กลางค้าข้าว

Submitted by info on 06 ก.ย. 2010

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่ประเทศเวียดนาม นอกจากไทยได้หารือกับเวียดนามเพื่อจัดทำ ความร่วมมือค้าข้าวแล้ว ได้หารือกับกัมพูชา พม่าและลาว ร่วมกันพยุงราคาข้าวและดูแลสต๊อกข้าวอาเซียน ซึ่งทุกประเทศสนใจให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การนำเข้าข้าวเพื่อพัฒนาและส่งออก เหมือนเป็นบริษัทค้าข้าว (เทรดดิ้ง คอมปะนี)

“กระทรวงพาณิชย์จะประสานกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้เป็นหน่วยงานหลัก และเชื่อมโยงในภาคเอกชนของแต่ละประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรเร่งดำเนิน การเพื่อการดูแลเสถียรภาพราคาข้าว ไม่เกิดปัญหาแย่งตลาด และขายตัดราคากันเอง”

ด้านนายสมพงษ์ กิตติเลียงลาภ ประธานกรรมการบริษัท พงษศ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาข้าวสารในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อยตันละ 100-200 บาท สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้ส่งออก ที่ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลรอบแรกประมาณ 1 ล้านตันรีบนำข้าวเหล่านั้นออกมาขายก่อน เพราะกลัวว่ารัฐบาลจะประกาศขายลอตใหม่ และจะทำให้ขายไม่ได้ราคาดีเท่าที่ควร เพราะมีข้าวในตลาดมาก

“ราคาลดลงเพราะผู้ส่งออกที่ประ มูลข้าวในโกดังของรัฐบาลลอตแรก กลัวผู้ประมูลข้าวในลอตหลังจะเทขายตัดราคา จึงรีบขายออกมาก่อน”

ปลูกต้นไม้ได้ลดภาษี

Submitted by info on 03 ก.ย. 2010

ชวนเจ้าของบ้านอาคารทั่วกรุงเพิ่มพื้นที่สีเขียว มาตรการจูงใจ เร่งลดปัญหาโลกร้อนของกทม.

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติ การ ว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อน ว่า มีแผนปฏิบัติการ 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและการปรับปรุงระบบจราจร 2.ด้านการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก 3.ด้านการ ปรับปรุงการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร 4.ด้านการจัดการขยะและ บำบัดน้ำเสีย 5.ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งในภาพรวมตั้งแต่ปี 2551-2553 กทม.ประเมินปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงได้ 2 ด้าน คือ ด้านการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก และด้าน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 0.91 และ 0.25 ล้านตันตามลำดับ รวม 1.16 ล้านตัน หรือ 2.38% ส่วนอีก 3 ด้านประเมินปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงได้เพียงบางกิจกรรม เนื่องจากขาดฐานข้อมูลในการคำนวณ อยู่ระหว่างหารือผู้เชี่ยวชาญและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกทม.ได้กำหนดเป้าหมายทั้ง 5 ด้านต้องลดได้ 7.3035 ล้านตัน หรือ 15% ซึ่งคาดว่าหากประเมินได้หมดน่าจะทำได้ตามเป้า ทั้งนี้กทม.ได้ จัดพิมพ์คู่มือเผยแพร่ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชุด “คลายร้อนให้โลก (ที่) รัก” 18,500 เล่ม โดยจะเปิดตัวพร้อมแจกจ่ายให้ประชาชนในวันที่ 14 ก.ย. นี้ เพื่อให้ความรู้และส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่า การเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำใส เพื่อช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วย

ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่ม หลังเปิดเสรีการค้าอาเซียน

Submitted by info on 31 ส.ค. 2010

วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แบบ กล่าวคือ กำแพงภาษีที่เคยเป็นอุปสรรคทางการค้า รวมไปถึงมาตรการที่มิใช่ภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียนจะถูกยกเลิกทั้งหมดทำให้ การค้าการขายภายในอาเซียนมีความเสรีมากยิ่งขึ้นตามข้อตกลงอาฟต้า ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จะต้องลดภาษีสินค้าทั้งหมดเหลือ 0% แต่สมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จะลดเหลือ 0% ในปี 2558

โดยในการลดภาษีดังกล่าว อาเซียน จะมีรายการสินค้าอ่อนไหวและสินค้าอ่อนไหวสูงที่จะไม่ลดภาษีเหลือ 0% เพียง 93 รายการ จากรายการสินค้าทั้งหมด 8,300 รายการที่มีการค้าขายในอาเซียน โดยไทย มีเพียง 4 รายการที่จะลดภาษีสุดท้ายเหลือ 5% คือ ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และกาแฟ ขณะที่สินค้าข้าว เป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และน้ำตาลทราย เป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

พบต้นกะเพราชนิดใหม่ของโลก ที่ภาคอีสาน

Submitted by info on 31 ส.ค. 2010

ทีมสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯพบต้นกะเพราชนิดใหม่ของโลกในภาคอีสานของไทย ซ่อนตัวอยู่ตามภูเขาหิน

วันนี้ 30 ส.ค.ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวการค้นพบพันธุ์ไม้ใหม่ของโลกในประเทศไทย ว่า ขณะนี้มีเรื่องน่ายินดี เมี่อคณะสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯ นำโดยนายสมราน สุดดี ผู้เชี่ยวชาญไม้วงศ์กะเพราของไทย ได้สำรวจพบกะเพราชนิดใหม่ของโลก วงศ์ Labiatae ที่บริเวณเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย ขึ้นอยู่บนดินตื้นๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง ลำต้นเป็นเหลี่ยม สูงประมาณ 50 – 60 เซนติเมตร กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก ยาว 0.4 – 1 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนสากด้านบน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ออกดอกและติดผลเดือน ต.ค. – ธ.ค.แต่กลิ่นไม่รุนแรงเหมือนกะเพราบ้านทั่วไป ส่วนจะรับประทานเป็นอาหารได้หรือไม่ ยังไม่ได้ทดลอง

เปิดช่องนำเข้าข้าวเปลือก

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

ซื้อจากเพื่อนบ้านป้อนเข้าโรงสีข้าวไทย โรงสีร้างรัฐเลิกโครงการรับจำนำข้าว

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า เตรียมเสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เห็นชอบแนวทางการนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) เพิ่มเติมจากกรอบปัจจุบันที่อนุญาตให้นำเข้าเฉพาะปลายข้าวและข้าวที่ใช้ใน อุตสาหกรรม เช่น แป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสการตลาดของไทยให้มากขึ้น ซึ่งหาก รมว.พาณิชย์ เห็นชอบแล้ว จะนำเข้า สู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

“แนวคิดนี้เป็นผลจากการหารือกับคณะกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย ซึ่งเห็นว่ามาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้อาฟต้า ของไทยเข้มงวดมากเกินไป จึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มชนิดของข้าวที่อนุญาตให้นำเข้าเพิ่มขึ้น เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของไทย ขณะเดียวกันยังช่วยให้โรงสีในประเทศ มีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันโรงสีแทบไม่มีข้าวเปลือก สีแปรสภาพเลย เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ทำโครง การรับจำนำ ที่ต้องฝากเก็บข้าวเปลือกไว้กับโรงสี และสั่งให้มีแปรสภาพ”

ทั้งนี้กระทรวงจึงเห็นว่า น่าจะเปิดให้นำเข้าข้าวเปลือกด้วย แต่ต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขว่า ข้าวที่นำเข้ามาแล้วแปรสภาพเป็นข้าวสาร จะต้องทำเพื่อการส่งออกเท่านั้น ห้ามนำเข้ามาขายต่อในประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาการนำเข้า และให้ส่งออกก่อนที่ผลผลิตข้าวในประเทศออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวคุณภาพดีของไทย และฉุดให้ราคาตกต่ำลงได้

ไทยถกจีเอ็มเอสดันตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน

Submitted by info on 27 ส.ค. 2010

สั่งเอดีบีเร่งหาเงินกองทุนจัดตั้ง คาดจบสิ้นปี

วันนี้ (26 ส.ค.) นายสาทิต วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ผู้ดูแลกรอบความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส)-ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ไทยได้ผลักดันการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจกลุ่มลุ่มน้ำแม่โขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และทีประชุมระดับรัฐมนตรี และภาคเอกชน ตามกรอบความร่วมมือพัฒนากลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีอยู่กว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมดในอาเซียน เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และหลังจากนี้ ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ศึกษารายละเอียดการจัดตั้งกองทุน วงเงิน แหล่งที่มาเงินทุน เพื่อผลักดันจัดตั้งต่อไป

“การศึกษาคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ จากนั้น จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจัดตั้งต่อไป โดยเชื่อว่าหากการพัฒนาได้ตามแผนของจีเอ็มเอสสำเร็จ จะเสริมสร้างการลงทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มากขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนให้กับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำ โขงได้อย่างมาก”

กองทุนชาวนา ใกล้เป็นจริง

Submitted by info on 24 ส.ค. 2010

ชาวนา คือกระดูกสันหลังของชาติ ผู้ที่มีบุญคุณต่อคนไทยทุกคนที่ปลูกข้าวให้เราได้มีกินอย่างไม่อดอยาก แต่ทุกวันนี้ยังเห็นชาวนาออกมาประท้วงขอความเป็นธรรมอยู่ตลอด เพราะทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่ไม่เคยลืมตาอ้าปากมีชีวิตที่สุขสบายอย่างอาชีพอื่นเขาเลย มิหนำซ้ำยังต้องเป็นหนี้สินชักหน้าไม่ถึงหลัง จนทำให้ลูกหลานชาวนาไม่มีคนไหนอยากจะสืบทอดอาชีพต่อจากบรรพบุรุษ เพราะมองไม่เห็นอนาคต…

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีความพยายามที่จะจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับชาวนาทุกคน ซึ่งขณะนี้ความพยายามดังกล่าวเริ่มจะเป็นผลชัดเจน เมื่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอเรียบร้อยแล้ว

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำการยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการชาวนาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมี 7 หมวดที่สำคัญ ได้แก่ หมวด 1 ว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งกองทุนและลักษณะของกิจการกองทุน หมวด 2 เรื่องการควบคุมและการบริหารจัดการของกองทุน หมวด 3 สำนักงานกองทุนสวัสดิการชาวนา หมวด 4 สมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก หมวด 5 การเงิน การบัญชี และการตรวจสอบ หมวด 6 การควบคุมกำกับการจัดการทุน หมวด 7 บทกำหนดโทษ

พัฒนาปาล์มน้ำมัน...รองรับอาฟต้า

Submitted by info on 18 ส.ค. 2010

จีร์ ศรชัย

พุธที่ผ่านมากล่าวถึงเรื่องที่ กรมส่งเสริมการเกษตร พาไปดูงานการส่งเสริม การปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพดี ณ จ.กระบี่... ที่ปัจจุบันปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ของ ประชาชนในจังหวัดกระบี่ และเป็นพืชที่มีความสำคัญที่นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนอีกด้วย

สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการถ่ายทอดความรู้ สู่เกษตรกรชาวสวนปาล์ม และลานเทปาล์มน้ำมัน เห็นว่า ทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มเปอร์ เซ็นต์น้ำมันจากการสกัดให้สูงขึ้นได้ คือ การจัดการผลิตที่มีคุณภาพในระดับชาวสวนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยรณรงค์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น ผู้รับจ้างเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันและ ผู้ประกอบการลานเท ในการจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพสู่โรงงาน และเพื่อเป็นฐานในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการผลิตของเกษตรกร ของลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม อีกทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพของจังหวัดกระบี่ให้ เป็น กระบี่เมืองปาล์มน้ำมัน สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการส่งเสริมการผลิตพืช (ปาล์มน้ำมัน) โครงการกระบี่เมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพใช้หลักการปฏิบัติ 3 ดี

อาฟตาดันค้าชายแดน

Submitted by info on 17 ส.ค. 2010

อาฟตาดันการค้าชายแดน 6 เดือน ยอดพุ่งเฉียด 4 แสนล้าน โต 33% เป็นการส่งออก 2.4 แสนล้าน โต 49.3%

เมื่อ วันที่ 17 ส.ค. น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใน 6 เดือนแรกของปี 53 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่ารวม 388,637.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แยกเป็นการส่งออก 243,652.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.3% และนำเข้า 144,985.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าถึง 98,666.9 ล้านบาท โดยการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนปีนี้ ขยายตัวสูงมาก

“ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีสัดส่วนการค้าเฉลี่ย 73.9% เมื่อเทียบการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด แต่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ การค้าชายแดนไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 76% แยกเป็นการค้าชายแดนด้านมาเลเซีย มีสัดส่วนการค้าชายแดนสูงสุด 63.6% รองลงมาพม่า 17.7% ลาว 11.5% และกัมพูชา 7.2% ซึ่งถือว่าการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ได้ส่งผลดี ทำให้การค้าชายแดนขยายตัวเพิ่มขึ้น”

ภัยแล้งเกษตรกรหนีขายแรงงาน

Submitted by info on 14 ส.ค. 2010

นาง จีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ว่างงานในเดือน มิ.ย. 53 มีจำนวนทั้งสิ้น 4.59 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อนมีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 88,000 คนหรืออัตราว่างงานลดลง 0.2% และเมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. ลดลง 1.27 แสนคนหรือลดจาก 5.86 แสนคน เป็น 4.59 แสนคน

ทั้งนี้ผู้ว่างงานเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 2.78 แสนคน ลดลง 55,000 คน แยกเป็นผู้ว่างงานที่มาจากภาคผลิต 1.2 แสนคน ภาคการบริการและการค้า 1.15 แสนคน และภาคเกษตรกรรม 43,000 คน โดยส่วนใหญ่อัตราว่างงานมากที่สุดในภาคใต้ที่ 1.5% รองลงมาเป็นภาคกลางและภาคเหนือในอัตราที่เท่ากันคือ 1.3% ขณะที่กรุงเทพฯและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราว่างงานเท่ากัน 1% โดยเฉพาะกรุงเทพฯมีอัตราว่างงานลดลงมากที่สุด 1.2% รองลงมาเป็นภาคใต้ลดลง 0.3% ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลงเท่ากันคือ 0.1% ส่วนภาคเหนือเพิ่มขึ้น 0.1%

“จำนวนผู้ว่างงานทั้ง 4.59 แสนคนนั้น ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากที่สุด 1.96 แสนคน หรือ 3.1% รองลงมาจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 86,000 คน หรือ 1.4% ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 79,000 คน หรือ 1.5% ระดับประถมศึกษา 56,000 คน หรือ 0.6% และต่ำกว่าประถมศึกษา 42,000 คน หรือ 0.3%”

Syndicate content