ASTVผู้จัดการออนไลน์

ครม.ไฟเขียวประกาศ 11 กิจการอันตราย “มาร์ค” สั่ง สวล.ดูที่เหลืออีก 7 โครงการ

Submitted by info on 31 ส.ค. 2010

ครม.เห็นชอบประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน นายกฯ ยอมรับมีบางฝ่ายไม่พอใจ ส่วนที่เหลืออีก 7 โครงการ สั่งบอร์ด สวล.ไปดูแล ขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอบุกฟังผลหน้าทำเนียบ พร้อมยื่นหนังสือให้นายกฯ ลั่นชุมนุมใหญ่ ก.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง

มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเภท 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาในรายละเอียด เพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามความพอใจของทุกฝ่าย โดยอีก 7 กิจการที่เหลือได้มอบหมายให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปศึกษารูปแบบ ความเหมาะสม และการควบคุมดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ประกาศ 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง แต่นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม. ซึ่งยังมีอีก 2 ประเภทกิจการที่ยังไม่ได้ตัดออกจากประเภทกิจการที่ผลกระทบรุนแรง คือ โครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA และผู้ในพื้นที่หรืออาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น และ การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม

ประกันสังคมฉบับ 'ชาวนา' นโยบายในโลกแห่งความฝัน

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

ทีมข่าว CLICK

“กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม”

บทเพลงนี้คงเป็นที่คุ้นเคยของใครหลายๆ คน เพราะนอกจากจะได้ยินเวลาเปิดโทรทัศน์ตอนเช้าๆ แล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นอีกว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยนั้นยังชีพด้วยการเกษตร

แถมที่สำคัญยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ขนาดใหญ่ให้แก่ประเทศอีกต่างหาก เห็นได้จากคำพูดของ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่ระบุว่า เพียงช่วง 8 เดือนของปีนี้ไทยได้ส่งออกข้าวมากถึง 5 ล้านตันแล้ว และเชื่อว่าอีก 4 เดือนที่เหลือก็คงทำได้อีก 3.5 ล้านตัน รวมรายได้ทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ 1.7 ล้านบาท

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ตลอดหลาย 10 ปีมานี้ ศักดิ์ศรีของอาชีพ 'ชาวนา' กลับดูผกผันกับมูลค่าส่งออกยิ่งนัก หลายคนจัดให้อาชีพนี้เป็นฐานล่างสุดของประเทศ บ้างก็ว่าดูสกปรก น่ารังเกียจ ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งจนก็ยิ่งมีหนี้สินมากขึ้น แถมยังถูกนักการเมืองปรามาสว่าเป็นรากหญ้าของประเทศอีกต่างหาก ทั้งที่ความจริงแล้ว หากประเทศขาดฐานของวัชพืช (อย่างที่ใครบางคนกล่าว) ซึ่งมีมากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ก็คงจะอยู่รอดได้ยากแน่นอน

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บรรดานักการเลือก ตั้งทั้งหลายจึงมุ่งจะผลิตนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวนา อย่างล่าสุดก็คือ 'นโยบายกองทุนสวัสดิการชาวนา' ซึ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ร่ายมนตร์ขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553

"พาณิชย์" ชงกขช.ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกAFTAหางานป้อนโรงสี

Submitted by info on 30 ส.ค. 2010

“พาณิชย์” เล็งชงกขช. ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน ภายใต้ AFTA หลังถูกเอกชนร้องขอ เผยเพื่อขยายโอกาสตลาดข้าวไทย และหางานให้โรงสี ยันไม่มีการนำมาเวียนเทียนหรือนำไปผสมกับข้าวไทย เหตุกำหนดเงื่อนไขเข้มให้นำเข้าเพื่อแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วส่งออกเท่านั้น ชาวนาเชียร์สุดตัว ระบุต้องสกัดเวียดนาม ซื้อไปขายราคาต่ำ จนทำให้ไทยเดือดร้อน

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ จะเสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบกับแนวคิดการนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) จากปัจจุบัน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าว และข้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น แป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว เท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดของไทยให้มากขึ้น ซึ่งหากรมว.พาณิชย์ เห็นชอบแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

ผู้นำธุรกิจเอเปกเรียกร้องเปิดเสรีการค้า กังวลสหรัฐฯ ใช้ยาแรงคุมหนี้เสีย

Submitted by info on 27 ส.ค. 2010

นายก ส.แบงก์ เผยที่ประชุมสภาที่ปรึกษาธุรกิจ “เอเปก” ห่วงสหรัฐฯ แก้ปัญหา ศก.โดยใช้มาตรการจัดลำดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับสถาบันการเงิน และอาจถูกนำมาเป็นมาตรฐานทั่วโลก ขณะที่ผู้นำธุรกิจเอเปกเรียกร้องสมาชิกเร่งเปิดเสรีการค้า

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวในการแถลงข่าวเรื่อง “สรุปผลการประชุมสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2553 (APEC Business Advisory Council : ABAC Meeting)” ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ระบุว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงที่สหรัฐอเมริกาอาจจะมีมาตรการจัดลำดับความเสี่ยง ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับสถาบันการเงินและอาจถูกนำมาเป็นมาตรฐานทั่วโลก อาจกลายเป็นอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นห่วงที่หลายประเทศอาจจะมีการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกิน ไป ซึ่งจะมีผลให้เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวหยุดชะงัก

แต่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว อาจจะมีผลทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ จึงต้องระมัดระวังและหาช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการถอนมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ รวมทั้งมีความกังวลมาตรการการคลังในหลายประเทศจะต้องทำให้เกิดความสมดุล เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังต้องการให้มีการบูรณาการทางการเงินในภูมิภาค สานต่อข้อตกลงริเริ่มเชียงใหม่ ช่วยแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องให้แก่ประเทศสมาชิก และเดินหน้าการออกตราสารหนี้และการออกพันธบัตรข้ามประเทศ รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อให้มีการหารือร่วมกันขจัดอุปสรรคในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่

ส.การค้าฯ เตรียมดึงเกาะพะงันเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

Submitted by info on 26 ส.ค. 2010

ายวัลลภ พิชญ์พงศา เลขาธิการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กล่าวว่า จากการตื่นตัวของเกษตรอินทรีย์ ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทำให้ไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยชุมชนจะมีบทบาทสำคัญ ซึ่งขณะนี้พบว่ามี 20 จังหวัด ที่ทำแผนที่เกษตรอินทรีย์ เพื่อระบุแหล่งผลิตและจำหน่ายแล้ว ทั้งนี้ เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์จะใช้พื้นที่ที่เกาะพะงัน

ด้านนางพิมพาพรรณ ชาญศิลป์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังเป็นแนวโน้มตลาดของการบริโภคในอนาคตอีกด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่

สำหรับโอกาสของไทยในตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีช่องทางอีกมาก ซึ่งสินค้าที่โดดเด่นของไทยคือ กลุ่มอาหาร ส่วนอนาคตนั้น ไทยต้องเร่งสร้างศักยภาพในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหารด้วย

ตลาดเวียดนามเปิดรับผลไม้ไทย กระตุ้นส่งออกปีนี้สดใส

Submitted by info on 24 ส.ค. 2010

ตลาดเวียดนามให้ความ สนใจผลไม้ไทย โดยเฉพาะลำใยได้รับการตอบรับดีมาก ด้านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยปีนี้สหกรณ์ได้เปิดตลาดในเวียดนามเพิ่มอีกแห่ง โดยได้โควต้าส่งออกลำใยไปเวียดนามถึง 3,000 ตัน และผลไม้อื่นอีกรวมกว่า 40,000 ตัน ผ่านบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ผลตอบรับดีมากผลไม้ไทยราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

นายชาญชัย นิมิตมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพัฒนาธุรกิจด้านพืชและผลิตภัณฑ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการเปิดตลาดผลไม้ไทยไปยังประเทศเวียดนามว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์จะส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนเป็นหลัก และตลาดโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) แต่ในปี 2553 นี้ เราได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดอีกแห่งคือ ประเทศเวียดนาม โดยผ่านทางบริษัทเอกชน ผลไม้ที่ส่งไป เช่น ส้ม มะม่วง มังคุด และปีนี้ได้เพิ่มลำไย จากจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่

สำหรับผลการดำเนินการเป็นไปด้วยดี เนื่องจากตลาดประเทศเวียดนาม มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะลำไย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศเวียดนามวันละ 300 ตัน โดยมีโค้วต้าการส่งออกผ่านสหกรณ์ครั้งนี้ จำนวน 3,000 ตัน ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1,000 ตัน คาดว่า ก็จะมีการขยายโค้วต้าเพิ่มขึ้นในปีถัดไป ส่วนปริมาณการค้าของสหกรณ์ปีที่ผ่านมา มีส่งออกผลไม้ผ่านบริษัทเอกชนประมาณ 40,000 ตัน ดังนั้น ในปี2554 ถ้าสามารถเปิดตลาดการส่งออกเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าผลไม้โดยรวม ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมถึงภาคเหนือ ก็น่าจะมีการขยายตัวตามไปด้วย

คาด "กองทุนชาวนา" ประชาพิจารณ์ ก.ย.นี้ ก่อนเข้าครม.-สภา

Submitted by info on 19 ส.ค. 2010

"ธราดล" เผย "กองทุนสวัสดิการชาวนา" เดินหน้าทำประชาพิจารณ์เดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ก่อนสรุปเป็นร่างกฎหมายนำเข้าครม. ปลายปี และเข้าสู่สภาได้ต้นปีหน้า เงื่อนไขเบื้องต้นรับชาวนาตั้งแต่อายุ 20 ปี มีที่นาไม่เกิน 15 ไร่ นายกสมาคมชาวนาไทย ระบุอยากให้ครอบคลุมชาวนาที่เช่าทำนา 15-30 ไร่ กว่า 70% ด้วย เผยรัฐต้องใช้เงินสมทบขั้นต่ำปีละ 5 พันถึง 1.6 หมื่นล้านบาท

ภายหลังจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้ง "กองทุนสวัสดิการชาวนา" โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปยกร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เพื่อนำเสนอในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โดยหลักการในการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ชาวนาจะจ่ายเงินประมาณ 3% จากการขายข้าวในแต่ละปีเข้าสมทบในกองทุน และรัฐบาลจะออกเงินสมทบให้อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็น 1-2 เท่า ซึ่งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจะใช้ระบบสมัครใจของชาวนาเองไม่มีการบังคับ

โลกร้อนขึ้นทำผลผลิต "ข้าว" หดลงทั่วเอเชีย 20%

Submitted by info on 19 ส.ค. 2010

การเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศของโลกส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ซึ่งจะทำให้มีประชากรที่อดอยากเพิ่มมากขึ้นด้วย (ภาพจาก บีบีซีนิวส์)

ภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรเป็นผลพวงสำคัญจากภาวะโลกร้อน (ภาพจาก บีบีซีนิวส์)

วิกฤติโลกร้อน ทำผลผลิตข้าวทั่วเอเชียตกต่ำลงถึง 20% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ผลการวิจัยระบุกลางคืนร้อนขึ้นยิ่งทำให้ข้าวออกรวงน้อยลง คาดเป็นเพราะต้นข้าวใช้พลังงานไปกับการหายใจมากขึ้น เผยเป็นสัญญาณอีกไม่กี่ทศวรรษทั่วโลกจะมีประชากรผู้หิวโหยและยากจนพุ่งสูง ขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้วพันล้านคน

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (Agriculture Organization : FAO) ที่มีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ และกรุงโรมในอิตาลี ได้เฝ้าติดตามผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันและกลาง คืนที่มีต่อผลผลิตข้าวในเขตนาชลประทานจำนวน 227 แห่ง ในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ในช่วงระหว่างปี 1994-1999

"ในขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเวลากลางวันเพิ่มขึ้น หรือช่วงเวลากลางคืนที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง" จาร์รอด เวลซ์ (Jarrod Welch) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานดิเอโก (University of California, San Diego) สหรัฐฯ ผู้เป็นหัวหน้าคณะวิจัยครั้งนี้เปิดเผยในเอเอฟพี ส่วนผลงานวิจัยนั้นได้ตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences : PNAS) เมื่อไม่นานมานี้

"บีโอไอ" แจงความตกลงการลงทุนอาเซียน สงวนอาชีพเกษตร-เอสเอ็มอี-รสก.

Submitted by info on 16 ส.ค. 2010

"บีโอไอ" แจงความตกลงการลงทุน ACIA ในอาเซียน ยังคุ้มครองกิจการคนไทย ไม่มีแผนเปิดให้ต่างชาติทำอาชีพเกษตร เพิ่มข้อสงวนคุ้มครอง เอสเอ็มอี-รัฐวิสหกิจ ยันไม่ใช่การเปิดโล่งเพื่อลงทุนได้ตามใจชอบ เพราะแต่ละชาติสมาชิกอาเซียน ยังมีความแตกต่างในระดับการพัฒนา จึงให้ความยืดหยุ่นโดยอนุญาตให้แต่ละชาติกำหนดเงื่อนไขไว้ในรายการข้อสงวน ได้ ชี้ รายการข้อสงวน ควรผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลง ทุนของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA) ซึ่งบีโอไอในฐานะหน่วยงานที่เป็นตัวกลางในการประสานและรวบรวมข้อมูลจากหน่วย งานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ผ่านมา บีโอไอยังไม่สามารถแจ้งต่อที่ประชุมของชาติสมาชิกอาเซียนได้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากรายการข้อสงวนของไทยยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

ขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการยื่นตารางข้อสงวนให้แก่อาเซียนแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานตามมติของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่ต้องการให้ชะลอการจัดทำข้อสงวน เพื่อให้มีการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการจัดทำรายการข้อสงวนของประเทศไทย ได้มีการเพิ่มมาตรการเพื่อคุ้มครองการลงทุนมากขึ้นกว่าที่ประเทศไทยเคยตกลง ไว้ในอดีต โดยได้นำกิจการในบัญชีแนบท้าย พรบ.ประกอบธุรกิจคน ต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทั้งประเภทบัญชี 1, 2 และ 3 มาบรรจุไว้ในสาขาที่ไทยต้องการสงวนด้วย

ไทยเรียกร้องอาเซียน-จีนพัฒนาเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ส่งเสริมการค้าการลงทุน

Submitted by info on 12 ส.ค. 2010

ไทยเรียกร้องอาเซียน-จีน พัฒนาเชื่อมโยงโลจิสติกส์ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง และขยายการค้าระหว่างกัน แจงเวทีประชุม ไทยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างโครงข่ายโลจิสติกส์ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ด้วย ระบบรถไฟรางคู่และเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมโยง ลาว เวียดนาม รวมถึงจีนตอนใต้ ตามนโยบายวงแหวน 5 ประตู ที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนบวกสาม บวกหก และการขยายเส้นทางหลักการค้าของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 ภูมิภาค

มีรายงานข่าวการประชุมทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ ครั้งที่ 5 ที่นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนรวม 10 ประเทศ ตลอดจนนักธุรกิจ สถาบันการค้าและการเงินระหว่างประเทศเข้าร่วมกว่าพันคน ทั้งนี้เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้และความก้าวหน้าของอา เซียนและจีน

ในโอกาสนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีการประชุม เรียกร้องให้ชาติสมาชิกกรอบความร่วมมือให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเชื่อมโยง โลจิสติกส์ในภูมิภาคและภูมิภาครอบนอก เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและขยายการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างโครงข่ายโลจิสติกส์ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ ด้วยระบบรถไฟรางคู่และเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมโยง ลาว เวียดนาม รวมถึงจีนตอนใต้ ตามนโยบายวงแหวน 5 ประตู ที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนบวกสาม บวกหก และการขยายเส้นทางหลักการค้าของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 ภูมิภาค

Syndicate content