เศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน-FTA

มาร์คยึดสากล แก้‘มาบตาพิษ’ NGOนัดชุมนุม

Submitted by info on 06 ก.ย. 2010

มาร์คลั่นแก้ปัญหามาบตาพิษตามหลักสากล ชี้มติ ครม.ไปไกลกว่าข้อตกลง 4 ฝ่าย เด็ก ปชป.บี้องค์กรภาคประชาชนรับคำตัดสินศาล "เอ็นจีโอ" เดินหน้าลุยต้านมติ 11 กิจการ กำหนดแผนเดินสายยื่นข้อเรียกร้อง นัด 10 ก.ย.ชุมนุมใหญ่เครือข่ายทั่วประเทศ นักวิชาการเสนอ 13 ข้อเสนอบรรเทาปัญหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงมติคณะรัฐมนตรีในการออกประกาศ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรง ซึ่งไม่ตรงกับข้อสรุปของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่เสนอมา 18 กิจการว่า เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการคิดเห็นต่างกัน หรือไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ดูแลสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และชุมชน แต่รัฐบาลไปไกลกว่านั้น คือว่าห้ามประกอบหรือทำกิจการเพิ่มเติม จึงไม่จำเป็นต้องมาขออนุญาต หรือมาดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค สอง เช่น กรณีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน

"ผมอยากให้ความมั่นใจว่าที่คณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาคำนึงถึงมาตรฐานสากล ได้ดูลงไปในรายละเอียดของเงื่อนไขและยึดตามเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาเป็นความ ห่วงใยของพี่น้องประชาชนผ่านคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่แล้ว และงานในเรื่องของการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องที่มาบตาพุดมีเรื่องต้องเร่ง ทำต่อไป คือการศึกษาขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมในภาพรวม จนถึงโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไป เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูล การเตือนภัย การป้องกัน ไปจนถึงเรื่องของโรงพยาบาล เรื่องของการกำจัดขยะ ซึ่งรัฐบาลจะได้เร่งรัดต่อไป" นายกรัฐมนตรีกล่าว

ดันไทยศูนย์กลางค้าข้าว

Submitted by info on 06 ก.ย. 2010

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่ประเทศเวียดนาม นอกจากไทยได้หารือกับเวียดนามเพื่อจัดทำ ความร่วมมือค้าข้าวแล้ว ได้หารือกับกัมพูชา พม่าและลาว ร่วมกันพยุงราคาข้าวและดูแลสต๊อกข้าวอาเซียน ซึ่งทุกประเทศสนใจให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การนำเข้าข้าวเพื่อพัฒนาและส่งออก เหมือนเป็นบริษัทค้าข้าว (เทรดดิ้ง คอมปะนี)

“กระทรวงพาณิชย์จะประสานกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้เป็นหน่วยงานหลัก และเชื่อมโยงในภาคเอกชนของแต่ละประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรเร่งดำเนิน การเพื่อการดูแลเสถียรภาพราคาข้าว ไม่เกิดปัญหาแย่งตลาด และขายตัดราคากันเอง”

ด้านนายสมพงษ์ กิตติเลียงลาภ ประธานกรรมการบริษัท พงษศ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาข้าวสารในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อยตันละ 100-200 บาท สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้ส่งออก ที่ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลรอบแรกประมาณ 1 ล้านตันรีบนำข้าวเหล่านั้นออกมาขายก่อน เพราะกลัวว่ารัฐบาลจะประกาศขายลอตใหม่ และจะทำให้ขายไม่ได้ราคาดีเท่าที่ควร เพราะมีข้าวในตลาดมาก

“ราคาลดลงเพราะผู้ส่งออกที่ประ มูลข้าวในโกดังของรัฐบาลลอตแรก กลัวผู้ประมูลข้าวในลอตหลังจะเทขายตัดราคา จึงรีบขายออกมาก่อน”

ขีดเส้น7วันขึ้นราคาน้ำนมดิบ

Submitted by info on 06 ก.ย. 2010

เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจี้มิลล์บอร์ดเสนอครม.พิจารณาขึ้นราคาน้ำนมดิบด่วน ขีดเส้นให้เวลา 7 วัน เผยภาวะอากาศทั้งแล้ง ร้อนจัด ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล ดันต้นทุนเพิ่ม เกษตรกรรายย่อยเดือดร้อนหนักเหลือรายได้แค่วันละ 150 บาทต่อครอบครัว

นายนพดล เจริญกิตติ รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัดและรองประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสีคิ้ว จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าจากการที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศได้เสนอให้คณะกรรมการโคนมและ ผลิตภัณฑ์นม (มิลล์บอร์ด)พิจารณาปรับราคาประกันรับซื้อน้ำนมดิบจากกก.ละ 16.50 บาท เป็นกก.ละ 18 บาท แต่มิลล์บอร์ดเห็นชอบให้ปรับราคาเป็นกก.ละ 17 บาท ซึ่งเกษตรกรได้ยอมรับราคาดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่า ณ เวลานี้เกษตรกรยังไม่สามารถขายน้ำนมดิบในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมได้ เพราะผลการเห็นชอบของมิลล์บอร์ดต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาก่อน และคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาขึ้นราคาผลิตภัณฑ์นมเรียบร้อยก่อน

สาเหตุที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเสนอให้พิจารณาปรับขึ้นราคาประกันรับซื้อน้ำ นมดิบ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่แล้งและภาวะอากาศร้อนจัดมาก ทำให้อาหารสัตว์ที่เป็นอาหารหยาบ เช่นฟางข้าว กากมันสำปะหลังสูงขึ้น และฤดูฝนก็มาล่าช้ากว่าปกติทำให้การทำนาต้องเลื่อนเวลา ครั้นพอเข้าฤดูฝนเกิดภาวะฝนตกผิดปกติคือบางเวลาตกหนักมาก ทำให้การเก็บเกี่ยวหญ้าอาหารสัตว์ได้น้อย จึงทำให้ปริมาณฟางข้าว หญ้าอาหารสัตว์และกากมันน้อยลงและราคาสูงขึ้น โดยตั้งแต่เดือนมกราคมอาหารสัตว์ดังกล่าวซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60% ของต้นทุนน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นแล้ว 18%

สมประโยชน์ขายข้าว "ไตรรงค์" อุ้ม "พรทิวา" แบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ

Submitted by info on 06 ก.ย. 2010

การขายข้าวจำนวน 1.6 ล้านตัน (ข้าวหอมปทุมธานี นาปี 2551/52 นาปรัง ปี 2552-ข้าวเหนียวขาว 10% นาปี 2551/52 นาปรัง ปี 2552-ข้าวขาว 5% นาปรัง ปี 2551 นาปี 2551/52 นาปรัง ปี 2552) ในสต๊อกรัฐบาล "แบบเงียบ ๆ อย่างลับ ๆ" ให้กับ ผู้ส่งออกเพียง 3 ราย ได้แก่ บริษัท นครหลวงค้าข้าว, บริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์ และ บริษัท ข้าวไชยพร ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป

ท่ามกลางความสงสัยที่ว่า ทำไมนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ถึงได้ "อนุมัติ" ให้ความเห็นชอบในการขายข้าวครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง อาทิ 1) มีการอ้างคำสั่งของนายไตรรงค์ที่ว่า "ให้เป็นการดำเนินการในทางลับจนกว่าจะมีการขนย้ายข้าวสารออกจากคลังสินค้า เพื่อประโยชน์ของทางราชการ" คำว่า "ดำเนินการในทางลับ" ดังกล่าว หมายถึงอะไรกันแน่ ระหว่างการเรียกผู้ส่งออกข้าวบางรายมาเสนอและ ต่อรองราคาแบบลับ ๆ ของคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ชุดของนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ หรือการรับมอบข้าวและขนย้ายข้าวที่รัฐบาลขายอย่างลับ ๆ

โปรย3พันล้านกู้ซื้อรถตัดอ้อย-น้ำ ชาวไร่จ้องตาไม่กะพริบโรงงานค้ำตามปริมาณอ้อย

Submitted by info on 06 ก.ย. 2010

กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายรวยอู้ฟู่ หาลู่ทางใช้เงินด้วยการปล่อยกู้ 2 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ/ซื้อรถตัดอ้อย รวม 3,000 ล้านบาท คาดชาวไร่อ้อย/โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศแย่งขอกู้อุตลุด เหตุเงื่อนไขน้อย ดอกเบี้ยต่ำ 2% ไม่เหมือนขอกู้ ธ.ก.ส.ที่มีขั้นตอนยุ่งยากมากกว่า

นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายเปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการให้สินเชื่อในโครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ กับการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานตัดอ้อยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานได้อนุมัติในหลักการปล่อยกู้ให้กับชาวไร่อ้อยแล้ว

ทั้งนี้ เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีนาย ประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสนอวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อสำหรับการขาดแคลนน้ำ 2,000 ล้านบาท กับสินเชื่อซื้อรถตัดอ้อยแก้ไขขาดแคลนแรงงาน 1,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบร่างสัญญาการกู้ยืม ระหว่างกองทุนอ้อยฯกับชาวไร่ มีโรงงานน้ำตาลเป็นผู้ค้ำประกัน หากตรวจสอบร่างสัญญาเสร็จคาดว่าจะมีชาวไร่อ้อยมาขอกู้ยืมจำนวนมาก

พาณิชย์ผุดศูนย์เฝ้าระวังตุลานี้ดูแลเกษตรกร-แก้ปัญหาราคาสินค้า

Submitted by info on 04 ก.ย. 2010

พาณิชย์เตรียมตั้งศูนย์เฝ้าระวัง แก้ปัญหาและประสานงานให้เกษตรกรในโครงการประกันรายได้ พร้อมดูแลด้านปัญหาราคาสินค้า คาดเปิดศูนย์ได้ตุลาคมนี้

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลโครงการประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ในโครงการปลูกข้าวนาปีที่เริ่มมีผลผลิตออกมาประมาณเดือน พฤศจิกายนนี้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาราคาสินค้า เกษตร สินค้าอุปโภคและบริโภค ขึ้นมาเพื่อดูแลราคาสินค้าทั้งหมดโดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ตุลาคมนี้

ศูนย์ดังกล่าวจะช่วยดูแลแก้ไขปัญหาและประสานงานให้แก่เกษตรกรที่มาขึ้น ทะเบียนในโครงการประกันรายได้ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เช่น กรณีปัญหาการใช้สิทธิ การทำสัญญาระหว่างเกษตรกรกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และการดูแลให้เกษตรกรได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์ราคาอ้างอิงในกรณีที่พบว่า เกษตรกรในบางพื้นที่ขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าจังหวัดข้างเคียงมากเกินไป เพื่อเป็นการคุ้มครองความเป็นธรรมให้เกษตรกร

ทั้งนี้ ในเขต กทม.จะใช้ห้องปฏิบัติการที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่แล้ว และในต่างจังหวัดจะใช้สำนักงานค้าภายในและพาณิชย์จังหวัด ในการดูแล และจะรณรงค์ให้เกษตรกรใช้หมายเลข 1569 ในการ แจ้งข้อมูล และร้องเรียนเรื่องการขายสินค้าที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับโครงการประกันรายได้รอบใหม่ให้น้อยลง

เครือข่ายปชช.ขู่ล้อมมาบตาพุดรวมพลก.ย.นี้-บีบรัฐเลิก11กิจการรุนแรง

Submitted by info on 04 ก.ย. 2010

"สุทธิ" ถกชาวบ้าน 5 ก.ย.นี้ ขู่นำภาคประชาชนปิดล้อมมาบตาพุด บีบรัฐยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง ด้าน อุตฯ หารือเอกชนสัปดาห์หน้า คาดเดินหน้าโครงการต่อได้ใน 2 สัปดาห์ ธปท.เล็งถก กนง.ปรับจีดีพีหลังศาลปลดล็อกมาบตาพุด

นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยว่า วันที่ 5 กันยายนนี้ จะมีการประชุมกับชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด เพื่ออธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจประเด็นการตัดสินของศาลปกครอง หลังจากนั้นจะระดมเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศให้มาร่วมชุมนุมกันที่นิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลปลด 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพออกไป และให้จัดทำใหม่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้จะให้เครือข่ายติดตามปัญหาชาวบ้านในพื้นที่ว่าต้องพบเจอสภาพปัญหาอย่างไรบ้าง โดยจะปิดล้อมบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คาดว่าจะเป็นการชุมนุมที่ยืดเยื้อ จนกว่าข้อเรียกร้องของภาคประชาชน จะได้รับการตอบรับจากรัฐบาล

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีโครงการใดบ้างเข้าข่ายประกาศประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 ประเภท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

ขีดเส้น2เดือน ‘ล้ม11กิจการ’ เมินปลุกม็อบ

Submitted by info on 04 ก.ย. 2010

ภาคประชาชนยังไม่ยอมแพ้ ขีดเส้น 2 เดือนยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง ไม่งั้นเจอม็อบปิดนิคมอุตสาหกรรมแน่ เตรียมเข้าพบ "อานันท์" ชี้ถูกหักหลัง "พี่ยุ่น" เข้าพบมาร์ค ดีใจคดีมาบตาพุดชัดเจน "อุตสาหกรรม" ฉับไวนัดถก 76 ผู้ประกอบ 6 ก.ย. ถอดโครงการแช่แข็งภายใน 2 สัปดาห์

คำพิพากษาของศาล ปกครองเกี่ยวกับปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และมติคณะรัฐมนตรีเองประกาศ 11 กิจการรุนแรงนั้น ยังคงเป็นประเด็นคาใจแก่องค์กรภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่

โดยนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกกล่าวว่า จะเดินทางไปพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในสัปดาห์หน้า ว่าคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร เพราะเคยสัญญาว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ จะไม่อยู่นิ่งเฉย ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอไป 18 ประเภทโครงการ แต่เหลือ 11 ประเภทโครงการ ซึ่งเหมือนเป็นการหักหลัง

นายสุทธิยังกล่าวว่า อีก 2 สัปดาห์จะเร่งพิจารณาสำนวน ข้อกฎหมายร่วมกับสภาทนายความและสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยมีนายศรีสุวรรณ จรรยา ในการเขียนคำอุทธรณ์เพื่อยื่นอุทธรณ์คดีในอีก 3 สัปดาห์หน้าของเดือนกันยายน และขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาการสะสมของอากาศในพื้นที่จังหวัด ระยองเต็มหรือยัง

"ผมจะให้เวลารัฐบาล 2 เดือน ก.ย.-ต.ค. หลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวชุมนุมเพื่อปิดล้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และในแต่ละภูมิภาค หากไม่ยอมยกเลิกประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง และพร้อมจะฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรง และให้จัดทำใหม่" นายสุทธิกล่าว

โอบามาคุยผู้นำอาเซียน 24 ก.ย.หลายเรื่อง

Submitted by info on 04 ก.ย. 2010

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ จะประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียน ที่นิวยอร์ก วันที่ 24 กันยายน นี้ เพื่อประสานความร่วมมือในหลายประเด็น ทั้งด้านการค้า, การลงทุน, ความมั่นคงในภูมิภาค, การจัดการภัยพิบัติ, ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และโลกร้อน ตามเป้าหมายกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียน หลังจากถูกกล่าวหาว่า รัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันเพิกเฉยต่อภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ การประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐและอาเซียนดังกล่าวมีขึ้นช่วงเดียวกับที่สหประชา ชาติ หรือยูเอ็น จัดการประชุมสมัชชาประจำปี ที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก และมีขึ้นก่อนหน้าที่พม่า 1 ในชาติสมาชิกอาเซียน กำลังจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายน นี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว

พาณิชย์ตั้งเป้าดันไทยเป็น1ใน10ส่งออกอัญมณี

Submitted by info on 04 ก.ย. 2010

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกเป็นอันดับ 3 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาเอกลักษณ์ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล ตามนโยบาย Creative Thailand ยกระดับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตเป็นฐานการผลิต

โครงการนี้แตกต่างจากโครงการส่งเสริมธุรกิจเครื่องประดับไทยอื่นๆ คือ นอกเหนือจากการยกระดับฐานการผลิตเครื่องประดับไทยจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต สินค้าตามรูปแบบ และเครื่องหมายการค้าที่ลูกค้ากำหนด(OEM) ให้เป็นการผลิตตามรูปแบบของตนเอง(ODM) รวมถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้ขาย ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง(OBM)แล้ว ยังมุ่งอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมไทย และพัฒนาต่อยอด

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาธุรกิจอัญมณีไทย มีมูลค่าส่งออกมากกว่า 9,761.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายในระยะยาวว่าภายในปี 2558 ไทยจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 26,129 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 18%

Syndicate content